ตอนที่หวังจื้อซูไปที่โรงเรียนมัธยมคอมมูนแล้วพาทั้งสามคนกลับมา เวทีในกองก็ถูกจัดเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
หลิวจินเป่า โจวเว่ยตง และหยวนเถียจู้ที่เพิ่งถูกเรียกกลับมายัง งงๆ พอได้ยินว่าเลขาธิการกองเรียกให้กลับมากอง ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เดินตามกลับมา
ระหว่างทางหลิวจินเป่ารู้สึกได้ว่าท่าทีของเลขาธิการไม่ปกติ เลยคิดจะลองหยั่งเชิงถาม
แต่เลขาธิการจะมองไม่ออกได้ยังไง เขาคนเดียวคุมเด็กสามคนไม่อยู่ จึงไม่พูดอะไร ป้องกันไม่ให้ทั้งสามหนีไปโดยไม่ทันตั้งตัว
หลิวจินเป่าคิดว่ายังไงเสียปู่ของเขาก็เป็นนักบัญชีของกองผลิต แม้จะรู้สึกไม่ชอบมาพากล แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น
พอเห็นเวทีที่ลานตากข้าว ในใจก็เริ่มรู้สึกไม่ดีขึ้นมาเล็กน้อย ยังไม่ทันตั้งตัว ทั้งสามก็ถูกคนของหัวหน้าทีมจับมัดแล้วผลักขึ้นเวที
พอถูกผลักขึ้นเวที พวกเขายัง งง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
โจวเว่ยหนานก็ถูกผลักขึ้นไปด้วย เมื่อเทียบกับสามคนที่ยัง งง ไม่รู้เรื่อง โจวเว่ยหนานร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหล
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เกิดอะไรขึ้น?” โจวเว่ยตงกวาดสายตามองหาคนในฝูงชน เห็นทั้งปู่ย่า พ่อแม่ของตัวเอง
และยังเห็นโจวซือเถียนที่ยืนมองพวกเขาอยู่ด้านข้าง
เขารู้สึกเลือนๆ ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับโจวซือเถียน
โจวเว่ยหนานสะอื้นพลางพูด “พี่ แย่แล้ว ทุกอย่างจบแล้ว เรื่องที่พวกเราผลักซือเถียนตกเขา คนในกองรู้หมดแล้ว พวกเราจบแล้ว”
หยวนเถียจู้ที่เดิมก็ไม่รู้เรื่องยิ่ง งง เข้าไปอีก “เป็นไปได้ยังไง พี่จินเป่าบอกแล้วนี่ว่าจะไม่มีทางถูกจับได้ ใครเป็นคนพูดออกไป?”
หลิวจินเป่าจ้องสามคนข้างๆ อย่างดุร้าย กัดฟันพูด “หุบปากกันหมด”
พวกโง่เอ๊ย ไม่มีหลักฐานอะไรแท้ๆ ตอนนี้กลับพูดออกมาต่อหน้าสมาชิกทั้งกอง แบบนี้ไม่ใช่ยอมรับผิดเองหรือไง
สายตาเขากวาดไปที่โจวเว่ยหนาน สีหน้ามืดครึ้มลงกว่าเดิม พวกเขาไม่ได้อยู่ในกอง ต้องเป็นโจวเว่ยหนานที่พูดอะไรออกไป ถึงได้ถูกจับมัดมาที่นี่
โจวเว่ยหนานถูกสายตาเย็นเยียบของหลิวจินเป่าจ้องจนตัวสั่น รีบขยับไปอยู่ข้างพี่ชายโจวเว่ยตง
หลิวจินเป่าหันกลับมาก็เปลี่ยนสีหน้าทันที ทำเหมือนไม่รู้อะไร “ปู่ครับ เกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องมัดพวกผม”
มาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้หลิวฮุ่ยจี้อยากช่วยก็ช่วยไม่ได้ โจวซือเถียนชี้ตัวพวกเขาว่าเป็นคนผลัก อีกทั้งโจวเว่ยหนานที่มีส่วนร่วมก็ยอมรับแล้ว
โชคดีที่ซือเถียนพูดไว้ ขอแค่พวกเขาขอโทษต่อหน้าสาธารณะ เธอก็จะให้อภัย
หลิวฮุ่ยจี้น้ำตาไหลพราก พูดเตือน “จินเป่า ฟังปู่ดีๆ ยอมรับผิดเถอะ ขอแค่ยอมรับ ซือเถียนก็จะยกโทษให้พวกเธอ”
เด็กพวกนี้จะว่ายังเล็กก็ไม่เล็กแล้ว โจวเว่ยหนานคนเล็กสุดก็สิบสองปี
คนโตสุดคือหลิวจินเป่า อายุสิบหก กำลังเรียนมัธยมปีสอง
เมื่อก่อนเวลาเห็นคนอื่นถูกประณาม พวกเขายังยืนโห่ร้องอยู่ใต้เวที ขว้างก้อนหินใส่พวกคนเลวบนเวที แต่พอถึงคราวตัวเอง กลับตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
หลิวจินเป่ากัดฟันมองโจวซือเถียนแวบหนึ่ง ที่โรงเรียนเขาได้ยินโจวเว่ยหนานพูดแล้วว่า เด็กผู้หญิงคนนั้นนิสัยเปลี่ยนไป ยังกล้าลงไม้ลงมือ
เดิมทีตั้งใจว่าจะหาโอกาสสั่งสอนเธออีกครั้ง ให้รู้จักที่ต่ำที่สูง
ไม่คิดว่าเขายังไม่ทันได้ลงมือ ก็ถูกจับมัดมาที่นี่แล้ว
หลิวจินเป่าไม่คิดว่าตัวเองผิด เด็กผู้หญิงที่พ่อแม่ไม่เอา ถูกกลั่นแกล้งก็สมควรแล้ว
“ปู่ครับ ช่วยผมด้วย ไม่ใช่ผมทำ” หลิวจินเป่าปฏิเสธหัวชนฝา
ปู่ของเขาเป็นนักบัญชีของกอง ใครจะทำอะไรเขาได้
ขอแค่เขาไม่ยอมรับ ใช่ เขาต้องไม่ยอมรับ
ในใจหลิวจินเป่ากำลังคิดหาทางเอาตัวรอด ส่วนคนอื่นจะเป็นยังไง เขาไม่สน
โจวซือเถียนมองหลิวจินฮวา และคนอื่นๆ ข้างตัว แล้วหันไปมองคนบนเวที โจวเว่ยหนานเห็นเธอก็กลัวจนสั่น โจวเว่ยตงก็ไม่ต่างกัน หนังตากระตุกแทบเป็นลม ตัวโอนเอน
หยวนเถียจู้ตกใจจนฉี่ราด ปากสั่นไม่หยุด พึมพำว่า “ไม่ใช่ฉัน ไม่ใช่ฉัน”
ที่น่าสนใจที่สุดคือหลิวจินเป่า อารมณ์ปั่นป่วนที่สุด แต่จากค่าความรู้สึกที่เขาส่งออกมา โจวซือเถียนเลิกคิ้วเล็กน้อย เมื่อเทียบกับคนอื่นที่มีความสำนึกผิด คนนี้กลับไม่มีเลยแม้แต่น้อย
โชคดีที่เธอเรียกค่าชดเชยมาก่อน ไม่งั้นคงขาดทุน
ก่อนที่พวกเขาจะกลับมา โจวซือเถียนได้เข้าไปเลือกของในร้านค้าระบบ
ใช้ค่าความรู้สึกไปห้าสิบ ซื้อ “สเปรย์ความจริง”
ตอนขึ้นเวที เธอเข้าไปใกล้ทั้งสี่คน แล้วใช้ความคิดสั่งให้สเปรย์ทำงาน
ตอนถึงหลิวจินเป่า เธอฉีดให้เขามากกว่าคนอื่นสองครั้ง นอกจากเรื่องรังแกเธอแล้ว เด็กคนนี้คงทำเรื่องเลวๆ ไว้ไม่น้อย
“โฮสต์ สเปรย์ความจริงจะออกฤทธิ์หลังจากห้านาที”
โจวซือเถียน “...ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก”
ระบบเกาหัว “มีเขียนไว้ในคำอธิบายนะ”
โจวซือเถียนสูดหายใจลึก ทำได้แค่ถ่วงเวลา รอให้สเปรย์ออกฤทธิ์ เธอกินยาร้องไห้ แล้วเริ่มปรับอารมณ์ ดวงตาแดงก่ำ พูดกับคนด้านล่าง
“ขอบคุณ ขอบคุณมากจริงๆ ขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือและเป็นห่วงฉัน”
หัวหน้าฝ่ายสตรีปลอบ “เด็กโง่เอ๊ย นี่มันเป็นความผิดของพวกเขา ทำไมเธอต้องมาขอบคุณด้วย”
“ป้าคะ ขอบคุณที่ช่วยฉัน ขอบคุณหัวหน้าทีม แล้วก็ลุงป้าทุกคน ถ้าไม่ได้พวกคุณ ฉันคงไม่ได้ความยุติธรรม”
เรื่องที่เจ้าของร่างเดิมถูกกลั่นแกล้ง เจ้าหน้าที่กองก็เคยได้ยิน แต่ถูกมองว่าเป็นแค่การเล่นกันของเด็ก อีกทั้งคนบ้านโจวก็ไม่เอาเรื่อง เจ้าของร่างเดิมก็ถูกข่มขู่ เลยไม่กล้าพูด
มีคนถามขึ้น “แล้วคนบ้านโจวล่ะ จะชดเชยยังไง ในนั้นก็มีลูกของบ้านสามโจวสองคนด้วยนะ”
พากันไปรังแกพี่สาวตัวเอง เด็กสองคนนี้ มองยังไงก็ไม่ใช่คนดี
คนบ้านโจวยังไม่ทันพูด โจวซือเถียนก็พูดขึ้นก่อน “ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง เมื่อกี้ย่าพูดแล้ว ถึงเว่ยตงกับเว่ยหนานจะเป็นญาติฉัน แต่ผิดก็คือผิด ย่าเลยเป็นคนเสนอให้ชดเชยฉันยี่สิบหยวน แล้วหลังจากนี้ฉันอยากกินไข่แค่ไหนก็ได้”
คนทั้งกองฮือฮา สายตาหันไปมองหลิวจินฮวา ทันที
สิบหยวนก็ถือว่าเยอะแล้ว นี่ยี่สิบหยวน
บ้านโจวรวยจริงๆ
“ยี่สิบหยวนสำหรับคนอื่นอาจเยอะ แต่สำหรับบ้านโจวไม่เท่าไหร่ ลืมหรือไง พ่อของซือเถียนทำงานโรงงานในเมืองหลวงมณฑล โรงงานใหญ่ มีคนเป็นพัน แถมยังเป็นหัวหน้าด้วย”
หลิวจินฮวา ชอบอวด มีลูกชายทำงานในเมืองหลวงมณฑล เธอประกาศไปทั่วว่าลูกชายเป็นหัวหน้าโรงงาน
ในความคิดเธอ หัวหน้าห้องผลิตก็คือข้าราชการใหญ่ คุมคนมากมาย
พอเธอพูดแบบนั้น คนส่วนใหญ่เลยคิดว่ายี่สิบหยวนสำหรับบ้านโจวไม่ใช่เรื่องใหญ่
ชาวบ้านไม่ได้ใช้เงินมาก อีกทั้งต้องมีทั้งเงินและคูปองถึงจะซื้อของได้ โจวหงหมินส่งเงินกลับมา แต่ไม่ได้ส่งคูปอง โจวซือเถียนคาดว่าหลิวจินฮวา น่าจะเก็บเงินไว้ไม่น้อย
หลิวจินฮวา ตาโต มองโจวซือเถียน เธอไม่เคยพูดแบบนั้น
“พูดบ้าอะไร ฉันพูดตอนไหน!”
เธอจะยอมจ่ายเงินให้หลานสาวที่ถูกผีสิงได้ยังไง
เธอไม่โง่ คิดออกทันทีว่าทำไมตอนที่เด็กพวกนั้นถูกพากลับมา โจวซือเถียนถึงเข้ามาใกล้เธอ ที่แท้ก็วางแผนไว้แบบนี้
ยี่สิบหยวน แถมกินไข่ได้ตามใจ ไม่มีทาง
หลิวจินฮวา หน้าเขียว โมโหสุดๆ “นังวิญญาณร้ายกินคน เธอจะไม่ให้พวกเราอยู่ดีๆ ใช่ไหม ทุกคนอย่าไปเชื่อ เธอไม่ใช่ซือเถียน เธอถูกผีสิง เอาไฟเผาเลย ผีต้องกลัวไฟ”
โจวซือเถียนมองเธออย่างไม่อยากเชื่อ “ย่า ไม่ใช่แค่ผีกลัวไฟ คนก็กลัวไฟเหมือนกัน มีใครบ้างทนไฟเผาได้ คำพูดย่าเกินไปหรือเปล่า หรือย่าจะบอกว่าใครก็เป็นผี แล้วจะเผาเขา?”
คนด้านล่างพยักหน้าเห็นด้วย
“หลิวจินฮวา นี่บ้าไปแล้วหรือเปล่า เมื่อกี้จะยิงซือเถียน ตอนนี้จะเผาอีก คนโดนยิงก็ตายเหมือนกันนะ”
หัวหน้าทีมหน้าเข้ม “หลิวจินฮวา เธออยากโดนขังห้องมืดใช่ไหม พูดแต่เรื่อง งมงาย”
ดูเหมือนความคิดยังไม่แก้ ต้องให้หัวหน้าฝ่ายสตรีอบรมสักหน่อย
“จริงนะ ฉันพูดจริง เธอเป็นผีจริงๆ ตาแก่ พูดหน่อยสิ” หลิวจินฮวา ร้อนรน
โจวไหลสุ่ยไม่พูด เขารู้สถานการณ์ดี ตอนนี้ไม่ใช่เวลาพูดเรื่องนี้
“หุบปาก อย่าพูดเพ้อเจ้อ”
หลิวจินฮวา หันไปหาลูกชายคนเล็ก “ลูกสาม แกพูดสิ วันนั้นมันตีแกจนเป็นแบบนั้น เจ้ารองก็เห็น”
แต่ไม่ว่าเธอจะเรียกใคร ทุกคนก็เงียบ
หมอหูในกองก็มา เขาเห็นรอยช้ำของโจวหงต๋า แต่ไม่ได้เห็นว่าใครตี
“วันนั้นเขาบอกว่าเขาชนเอง” หมอหูพูด
โจวซือเถียนพยักหน้า “ใช่ วันนั้นย่าโกรธมาก พาอารองกับอาสามมาจะตีฉัน แต่ตอนอาสามลงมือ เขากลับชนตัวเองจนบาดเจ็บ ย่าตกใจจนเป็นลม ฉันยังเป็นคนพาไปสถานพยาบาล”
หัวหน้าทีมมองหลิวจินฮวา แล้วสั่งให้ทหารกองสองคนจับตัวเธอไว้
ส่วนเรื่องเงินบ้านโจว โจวซือเถียนพูดอย่างใจกว้าง “ไม่เป็นไร ฉันเชื่อว่าปู่ย่าจะไม่เบี้ยว ปู่ใช่ไหม”
คนที่ตัดสินใจจริงคือโจวไหลสุ่ย
ถูกโจวซือเถียนจ้อง เขารู้สึกหนาววาบ
“ใช่ ซือเถียน พอกลับบ้านปู่จะให้แน่นอน”
ระบบเตือน “โฮสต์ สเปรย์ความจริงเริ่มออกฤทธิ์แล้ว”
โจวซือเถียนรีบจบคำพูด หันไปมองคนทั้งสี่บนเวที
ทั้งสี่ถูกเธอมอง ก็รู้สึกหนาวสันหลังอย่างประหลาด