บทที่ 101: แผนร้ายที่ถูกเปิดเผย
ผู้จัดการเฉิงลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อเตรียมตัวไปทำอาหารเย็น เมื่อเดินเข้าไปในครัวสายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับเสบียงอาหารจำนวนมากที่วางเรียงรายอยู่ เขาจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ไข่ไก่ตั้งเยอะแยะขนาดนี้ ใครเป็นคนเอามาให้หรือ”
“เสี่ยวเฉาเอามาให้เมื่อกี้นี้เองค่ะ”
เฉิงเหวินฮว่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เจือความประหลาดใจเล็กน้อย
“ของเยอะมากเลยเหรอคะพ่อ”
“ไก่แก่ตัวเมียหนึ่งตัว กับไข่ไก่อีกตั้งหนึ่งร้อยฟอง ญาติของบ้านหลี่คนนี้ช่างมีน้ำใจจริงๆ ของที่เอามาเยี่ยมล้วนแต่เป็นของดีที่คนกำลังอยู่ไฟหลังคลอดต้องกินทั้งนั้น”
“หนูก็รู้สึกว่าเธอเป็นคนดีใช้ได้เลยค่ะ หน้าตาก็สะสวย นิสัยใจคอก็ดี”
เฉิงเหวินฮว่าพูดเสริมด้วยรอยยิ้มบางๆ ขณะนึกถึงหญิงสาวที่เพิ่งกลับไป
“ตอนแรกที่แม่สามีหนูแนะนำคู่ครองคนนี้ให้เธอ บอกว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของผู้จัดการโรงงานลู่ที่เป็นหัวหน้าของพี่เป่าเซิง หนูก็ยังนึกห่วงอยู่เลยว่าผู้ชายคนนั้นท่าทางดูดุๆ น่ากลัว หนูยังคิดอยากจะแนะนำคนในหน่วยงานของหนูให้เธอแทนด้วยซ้ำ แต่ก็นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะมีความสุขดีแบบนี้ เมื่อกี้ที่เธอมาเยี่ยมหนูกับลูก สามีของเธอก็ยังอุตส่าห์ช่วยหิ้วของมาส่งให้ถึงที่”
“ลูกว่าอะไรนะ แม่สามีของลูกเป็นคนแนะนำลูกพี่ลูกน้องของลู่เจ๋อถงให้งั้นรึ”
ผู้จัดการเฉิงขมวดคิ้วมุ่นทันที ความรู้สึกตะขิดตะขวงใจผุดขึ้นมาอย่างฉับพลัน เขาเดินออกมาจากห้องครัวทั้งที่ยังไม่ได้เช็ดมือที่เปียกน้ำ
เฉิงเหวินฮว่าสังเกตเห็นสีหน้าผิดปกติของผู้เป็นพ่อจึงรีบถามขึ้น
“มีอะไรหรือเปล่าคะพ่อ ทำไมทำหน้าแบบนั้น”
“ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่คนที่คนอื่นเขาแนะนำให้หลี่ไหลตี้หรอกหรือ”
“แนะนำให้ไหลตี้เหรอคะ”
เฉิงเหวินฮว่าเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“พ่อไปได้ยินมาจากไหนคะเนี่ย”
“ตอนนั้นแม่สามีของลูกไปที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อสืบเรื่องผู้ชายคนนี้ พวกเขายืนคุยกันอยู่ที่มุมกำแพง พ่ออยู่บนชั้นสองเลยบังเอิญได้ยินเข้าพอดี เห็นเขาคุยกันว่าญาติผู้น้องของผู้จัดการโรงงานลู่คนนั้นเป็นพวกนักเลงหัวไม้ ไม่มีการมีงานทำเป็นหลักแหล่ง แถมยังชอบชกต่อยชาวบ้าน วันๆ เอาแต่เที่ยวเตร่ พ่อก็นึกว่าเรื่องนี้จะจบไปเงียบๆ แล้วซะอีก”
คนอื่นแนะนำผู้ชายคนนี้ให้หลี่ไหลตี้ เถียนชุ่ยเฟินผู้เป็นแม่มองว่าไม่ดีและปฏิเสธไป แต่กลับเอาผู้ชายคนเดียวกันนี้มาแนะนำให้เซี่ยเฉาแต่งงานด้วย...
ผู้จัดการเฉิงหันกลับมามองหน้าลูกสาวของตนเองด้วยแววตาจริงจัง
“ลูกแน่ใจนะว่าพวกเขานับญาติกันจริงๆ นี่มันใช่การแนะนำคู่ครองให้ญาติที่ไหนกัน นี่มันจงใจจะทำร้ายกันชัดๆ”
เฉิงเหวินฮว่าเองก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มันเกินไปหน่อย แต่เธอก็ยังหาเหตุผลมารองรับการกระทำนี้ไม่ได้
“ถ้าไม่อยากแนะนำให้ ก็แค่อยู่เฉยๆ ไม่ต้องแนะนำก็ได้นี่คะ ไม่เห็นจำเป็นต้องทำขนาดนี้เลย อีกอย่างหนูเห็นพวกเขาก็ดูใส่ใจเสี่ยวเฉาดี ตอนปีใหม่เสี่ยวเฉาก็ไปฉลองที่บ้านนั้น แถมแม่สามีหนูยังมอบผ้าห่มให้เธอตั้งสองผืน”
“นั่นแหละที่ยิ่งน่าสงสัยเข้าไปใหญ่”
ผู้จัดการเฉิงวิเคราะห์สถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา
“ลูกแต่งงานกับหลี่เป่าเซิงมาสี่ปีแล้ว ลูกเคยเห็นพวกเขาทำดีกับญาติจากบ้านเดิมคนไหนแบบนี้บ้างไหม พ่อทำงานหน่วยงานเดียวกับหลี่ฉางซุ่น ขนาดลูกสาวแท้ๆ ของเขาที่อยู่บ้านเดิม เขายังแทบไม่ค่อยจะเขียนจดหมายหาเลย”
ขนาดลูกสาวแท้ๆ ยังติดต่อกันน้อยมาก แต่นี่กลับประเคนข้าวของและแนะนำคู่ครองให้ญาติห่างๆ อย่างกระตือรือร้น ญาติคนนี้เคยช่วยชีวิตพวกเขาไว้หรือยังไง
ลู่เจ๋อถงกับเฉินจี้เป่ยเป็นลูกพี่ลูกน้องกันจริงๆ แต่เซี่ยเฉากลับบอกว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องฝ่ายคุณย่าของหลี่เป่าเซิง...
ยิ่งเฉิงเหวินฮว่าคิดตามคำพูดของพ่อ สีหน้าของเธอก็ยิ่งย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ผู้จัดการเฉิงเองก็มีแววตาที่ดำดิ่งลงด้วยความกังวล
“เรื่องนี้คงต้องลองสืบดูให้แน่ชัดอีกที”
…
การที่เถียนชุ่ยเฟินกล้าแนะนำเฉินจี้เป่ยให้แต่งงานกับเซี่ยเฉา เป็นเพราะเธอมั่นใจว่าคนบ้านเฉิงไม่มีทางรู้เรื่องตื้นลึกหนาบางนี้ เพราะเรื่องการดูตัวถือเป็นเรื่องชื่อเสียงของฝ่ายหญิง จะให้ไปเที่ยวป่าวประกาศสืบข่าวโจ่งแจ้งก็คงไม่ได้ เธอจึงแอบไปถามไถ่คนรู้จักแบบลับๆ ใครจะไปคิดว่าโลกจะกลมขนาดที่ผู้จัดการเฉิงดันมาได้ยินเข้าพอดี
หลังจากกลับมาถึงบ้าน เถียนชุ่ยเฟินยังคงนั่งหน้าบึ้งด้วยความโมโห เธอโกรธที่ผู้จัดการเฉิงไม่ไว้หน้าเธอเลยสักนิด แถมลูกสะใภ้อย่างเฉิงเหวินฮว่าก็ยังไม่ช่วยพูดแก้ต่างให้เธออีก
เป็นแค่ผู้จัดการแล้วมันจะวิเศษวิโสมาจากไหน เป็นผู้จัดการแล้วจะมาขี่คอพ่อแม่สามีได้งั้นหรือ
ทว่าทันทีที่เธอก้าวเท้าเข้าประตูบ้าน เธอก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนนั่งอยู่ที่นั่น
“แกกลับมาทำไม”
หลี่เป่าเซิงเงยหน้าขึ้นมองแม่ของตนด้วยความแปลกใจเช่นกัน
“แล้วแม่กลับมาทำไมครับ”
เถียนชุ่ยเฟินไม่ได้ตอบคำถาม แต่เลือกที่จะถามหาลูกสาวคนเล็กแทน
“แล้วนี่ไหลตี้ไปไหน”
“เมื่อกี้เพื่อนมันมาหา เลยออกไปข้างนอก เห็นบอกว่าทำกับข้าวเสร็จแล้ว อยู่ในหม้อ”
พอรู้ว่าหลี่ไหลตี้ไม่อยู่บ้าน เถียนชุ่ยเฟินก็เลิกปั้นหน้าเคร่งขรึมและปล่อยให้อารมณ์ขุ่นมัวฉายชัดออกมาทันที
“เมียแกเพิ่งคลอดลูก แถมยังคลอดก่อนกำหนดเพราะฝีมือแกแท้ๆ แทนที่แกจะเฝ้าไข้ คอยขอโทษขอโพยเมียแกอยู่ที่โรงพยาบาล แกจะวิ่งแจ้นกลับมาบ้านทำไม”
“เหวินฮว่าเขาไม่อยากเห็นหน้าผม ผมกลับไปก็ไม่มีประโยชน์”
หลี่เป่าเซิงตอบเสียงอ่อย คอตกอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก
“ไม่อยากเห็นหน้าแล้วแกก็เลยไม่กลับไปงั้นรึ พ่อตาแกไปเฝ้าลูกสาวเขาทุกวัน ถ้าไม่เห็นหัวแกอยู่ที่นั่น เขาจะคิดยังไง”
เถียนชุ่ยเฟินยิ่งพูดยิ่งโมโหจนควันแทบออกหู
“ไอ้ความสามารถในการปากหวานก้นเปรี้ยวเอาอกเอาใจคนของแกมันหายไปไหนหมด ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยจิตใจอ่อนไหวทั้งนั้น แกก็แค่พูดจาหวานๆ ปลอบใจหน่อย เดี๋ยวก็หายโกรธแล้ว”
“ผมก็ง้อแล้ว แต่เขาไม่ยอมคุยกับผม พ่อตาก็ไม่ยอมให้ผมอยู่ใกล้เหวินฮว่าด้วย”
ยิ่งคิดหลี่เป่าเซิงก็ยิ่งรู้สึกท้อแท้ เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนขอบเตาเตียง
“ผมก็แค่ช่วยงานเสี่ยวชุนนิดๆ หน่อยๆ เอง เหวินฮว่าเขาจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟอะไรขนาดนั้น”
พอคิดแล้วก็ยิ่งหงุดหงิด เขาจึงสะบัดหน้าไล่ความคิดเหล่านั้นออกไป
“ว่าแต่แม่เถอะ ทำไมถึงกลับมาเวลานี้ล่ะครับ”
“ก็พ่อตาตัวดีของแกน่ะสิ ไล่ฉันกลับมา เขาบอกว่าจะไม่ให้ฉันอยู่ช่วยดูแลช่วงอยู่ไฟ”
เถียนชุ่ยเฟินแค่นเสียงเฮอะในลำคอ
“ก็แค่คลอดลูกสาวออกมาอีกคน ทำอย่างกับว่าฉันอยากจะไปปรนนิบัติพัดวีนักล่ะ”
“ลูกสาวแล้วมันทำไม แม่เองก็คลอดลูกสาวตั้งหลายคนกว่าจะมีผมไม่ใช่หรือไง”
“นี่มันเวลาไหนแล้ว แกยังจะมีหน้ามาช่วยมันพูดอีกเรอะ”
เถียนชุ่ยเฟินตวาดแว้ดด้วยความโมโหที่ลูกชายไม่เข้าข้าง
หลี่เป่าเซิงก้มหน้าลงอีกครั้ง ไม่กล้าปริปากเถียงคำใดออกมาอีก
จังหวะนั้นเอง หลี่ไหลตี้ก็เดินกลับเข้ามาในบ้าน ดูเหมือนว่าอารมณ์ของเธอจะดีไม่น้อย ถึงขั้นฮัมเพลงเบาๆ อย่างสบายอารมณ์
เถียนชุ่ยเฟินได้ยินเสียงลูกสาวก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด พลันนึกไปถึงเรื่องที่เซี่ยเฉาไปเยี่ยมเฉิงเหวินฮว่าเมื่อช่วงบ่าย เธอยังไม่ทันรอให้หลี่ไหลตี้เดินเข้ามาถึงตัว ก็รีบเลิกม่านประตูเดินพรวดพราดออกไปดักหน้าทันที
“ไม่รู้จักอยู่ติดบ้านติดช่อง วันๆ เอาแต่ไปเที่ยวเตร่ที่ไหน หาเรื่องให้ฉันปวดหัวได้ไม่เว้นแต่ละวัน”
หลี่ไหลตี้ที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามาก็โดนด่าเปิงจนทำหน้าไม่ถูก
“ก็หนูทำกับข้าวไว้เสร็จแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ทำเสร็จแล้วก็ออกไปร่อนได้เลยหรือไง พื้นกวาดหรือยัง ไก่ในเล้าให้อาหารหรือยัง งานบ้านกองท่วมหัวขนาดนี้แกมองไม่เห็นหรือไง”
เถียนชุ่ยเฟินกราดด่าชุดใหญ่ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เรื่องเซี่ยเฉา แกเป็นคนไปบอกมันใช่ไหม”
อารมณ์สุนทรีย์ของหลี่ไหลตี้มลายหายไปจนหมดสิ้น
“ใช่ หนูบอกเอง แล้วมันทำไมล่ะ หล่อนติดค้างของขวัญบ้านเรา ก็ต้องเอามาคืนไม่ใช่เหรอ”
“ปากสว่างนักนะแก จะทำอะไรทำไมไม่ปรึกษาคนในบ้านก่อน”
ไม่ว่าจะมองมุมไหน เรื่องของหลี่เป่าเซิงก็เป็นเรื่องงามหน้า หลี่ฉางซุ่นและเถียนชุ่ยเฟินจึงไม่ได้เล่ารายละเอียดให้หลี่ไหลตี้ฟัง บอกเพียงแค่ว่าเฉิงเหวินฮว่าหกล้มจนคลอดก่อนกำหนด และผู้จัดการเฉิงโกรธที่หลี่เป่าเซิงดูแลเมียไม่ดี จึงพาลโกรธมาถึงพวกเขาด้วย
พวกเธอพยายามจะปิดข่าวแทบตาย ใครจะไปนึกว่านังลูกสาวตัวดีจะปากโป้ง วิ่งแจ้นไปบอกเซี่ยเฉาจนเกือบจะทำให้คนอื่นเขารู้เรื่องน่าอับอายขายขี้หน้า
เถียนชุ่ยเฟินใช้นิ้วจิ้มหน้าผากลูกสาวอย่างแรงด้วยความโมโห
“แกคิดตื้นๆ ว่าพอไปบอกมันแล้ว มันจะเอาของขวัญมาคืนให้เรางั้นสิ ของน่ะมันคืนให้แน่ แต่คนที่ได้คือพี่สะใภ้แก ฉันกับพ่อแกไม่ได้เห็นแม้แต่เงาของของขวัญพวกนั้น ต่อไปหัดทำอะไรอย่าทำโดยพลการ สมองก็ไม่ค่อยจะมี ยังจะอวดฉลาดอีก!”
“คืนให้พี่สะใภ้ก็ยังดีกว่าไม่คืนเลยไม่ใช่หรือไง”
หลี่ไหลตี้เถียงกลับอย่างไม่ยอมลดละ
เธอเองก็ไม่รู้ว่าพ่อแม่ใส่ซองงานแต่งงานให้เซี่ยเฉาไปเท่าไหร่ หากเธอรู้ความจริง เธอคงได้บุกไปตบตีกับเซี่ยเฉาแน่ๆ
อย่าว่าแต่เซี่ยเฉาเอาของไปให้เฉิงเหวินฮว่าเลย ต่อให้เอามาให้บ้านหลี่ บ้านหลี่ก็ไม่มีทางได้ทุนคืน ชาตินี้ทั้งชาติคงไม่มีวันได้ทุนคืนแน่ๆ
[จบบท]