บทที่ 11: คำถามที่ต่างออกไป
เซี่ยเฉาไม่เข้าใจแนวคิดเรื่องการแบ่งงานบ้านตามเพศนัก และเธอก็ไม่คิดจะโอนอ่อนผ่อนตามนิสัยของใครโดยไม่จำเป็น “ในเมื่อสามีภรรยาทำงานนอกบ้านทั้งคู่ ใครมีเวลาก็ควรเป็นคนทำสิคะ”
เฉินจี้เป่ยไม่แสดงท่าทีว่าเขาจดจำสิ่งที่เธอพูดเข้าสมองไปหรือไม่ เขาเพียงถามต่อ “ยังมีอะไรอีกไหม”
เรื่องสุดท้ายที่เธออยากรู้คือสวัสดิการของหน่วยงาน เซี่ยเฉาตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา “ได้ยินว่าคุณทำงานที่โรงงานอาหาร ที่นั่นมีทำงานล่วงเวลาไหมคะ”
คำถามนี้ทำให้เฉินจี้เป่ยต้องหันมามองเธอแวบหนึ่ง คนอื่นเวลามาดูตัว มักจะถามว่างานหนักหรือไม่ สวัสดิการดีหรือเปล่า แต่นี่นับเป็นครั้งแรกที่มีคนให้ความสำคัญกับเรื่องการทำงานล่วงเวลา “คุณหวังว่าคู่ชีวิตจะกลับไปอยู่เป็นเพื่อนคุณเร็วหน่อย?”
ที่จริงแล้วเธออยากให้ตัวเองเลิกงานกลับบ้านเร็วต่างหาก แต่ไหนๆ เธอกับเขาก็น่าจะได้ทำงานที่หน่วยงานเดียวกัน ถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริง พูดอย่างไรก็คงไม่ต่างกัน เซี่ยเฉาจึงพยักหน้า
คราวนี้อีกฝ่ายมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตากลับไปเป็นฝ่ายผลักประตูห้างสรรพสินค้าเปิดออก “โรงงานอาหารจะมีช่วงยุ่งๆ ตอนเทศกาลไหว้พระจันทร์เดือนแปด ตอนนั้นต้องทำขนมไหว้พระจันทร์ ก็จะมีการทำงานล่วงเวลาบ้างไม่กี่วัน แต่ปกติก็เลิกงานตามเวลาแปดชั่วโมง ถ้าทำงานในส่วนของตัวเองเสร็จก็สามารถกลับก่อนได้”
ยังมีเรื่องดีงามแบบนี้หลงเหลืออยู่ในยุคนี้ด้วย!
เซี่ยเฉาตัดสินใจแน่วแน่ว่าพอกลับไปแล้วจะต้องกำชับเถียนชุ่ยเฟิน ให้ความสำคัญกับการหาคู่ให้เธอในโรงงานอาหารเป็นอันดับแรกเท่านั้น ต่อให้การดูตัวครั้งนี้ไม่สำเร็จ หรือที่เขาพูดมาทั้งหมดก็เป็นแค่คำพูดตามมารยาท ไม่ได้คิดจะแนะนำเธอเข้าทำงานจริงๆ เธอก็ยังอยากจองหน่วยงานสังคมนิยมชั้นเลิศแบบนี้ไว้ก่อน
ตอนขากลับออกจากห้างสรรพสินค้า ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสีเป็นมืดครึ้มแล้ว เมื่อมาถึงบ้านสกุลลู่ เซี่ยเฉาก็สังเกตเห็นว่ามีแขกมาเพิ่ม เป็นชายผอมดำอายุราวสามสิบคนหนึ่ง เขากำลังยืนคุยกับพี่สะใภ้ลู่อยู่ในลานบ้าน
ทั้งสองคนจงใจกดเสียงให้เบา แต่พอได้ยินเสียงประตูเปิดก็หยุดคุยกัน เซี่ยเฉาไม่รู้ว่าพวกเขากำลังพูดเรื่องอะไรกัน ทว่าสีหน้าของทั้งคู่ดูไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะพี่สะใภ้ลู่ที่เห็นได้ชัดว่ากำลังสะกดกลั้นความโกรธอย่างเต็มที่ ใบหน้าของหล่อนบึ้งตึงยิ่งกว่าตอนที่โดนเซี่ยว่านฮุยยอกย้อนเสียอีก
ช่างแตกต่างจากบรรยากาศในห้องโดยสิ้นเชิง เถียนชุ่ยเฟินกับผู้จัดการโรงงานลู่กำลังคุยกันอย่างชื่นมื่น ส่วนเซี่ยว่านฮุยที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็กำลังเพลิดเพลินกับการแทะเมล็ดแตงโม
ดูเหมือนดินที่นี่จะอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ เมล็ดทานตะวันเลยเติบโตได้ดี เมล็ดทั้งใหญ่ทั้งมัน แถมยังส่งกลิ่นหอมจนเซี่ยเฉาที่ไม่ได้กินยังได้กลิ่น
เซี่ยว่านฮุยยื่นเมล็ดแตงโมให้เธอกำหนึ่ง พร้อมกับขยิบตาเป็นเชิงถามไถ่ว่าการพูดคุยกับเฉินจี้เป่ยเป็นอย่างไรบ้าง
เซี่ยเฉารับมาถือไว้ แต่ไม่ได้ลงมือแทะ เธอหันไปถามเถียนชุ่ยเฟินด้วยเสียงที่เบาลงเล็กน้อย “ป้าคะ ตอนนี้กี่โมงแล้ว”
ในห้องมีนาฬิกาตั้งโต๊ะเล็กๆ ให้ดูเวลาได้ การที่เธอเอ่ยปากถามแบบนี้ ก็เพื่อส่งสัญญาณเตือนเถียนชุ่ยเฟินว่าพวกเขาควรกลับได้แล้ว
บ้านสกุลลู่มีแขกมาเยือน การที่พวกเธอยังนั่งอยู่ต่อจึงไม่เหมาะสม เถียนชุ่ยเฟินเข้าใจความหมายจึงลุกขึ้นกล่าวลา “ผู้จัดการโรงงานลู่ คุณยุ่งอยู่ พวกเรากลับก่อนนะคะ”
หล่อนไม่ลืมที่จะทิ้งท้ายเรื่องสำคัญ “น้องว่านฮุยยังรอให้พี่สาวเขาแต่งงานเพื่อจะได้กลับกวนหลี่ เรื่องนี้จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จยังไง คุณช่วยส่งข่าวให้เราเร็วหน่อยนะคะ”
“ได้ครับ ไม่มีปัญหา เดี๋ยวผมถามจี้เป่ยดูก่อน พรุ่งนี้จะให้คำตอบพวกคุณ”
ผู้จัดการโรงงานลู่ลุกขึ้นเพื่อเดินส่งแขก เถียนชุ่ยเฟินเห็นดังนั้นก็รีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ บ้านคุณยังมีแขกอยู่”
ถึงอย่างนั้น ผู้จัดการโรงงานลู่ก็ยังคงยืนกรานที่จะส่งพวกเขาจนถึงหน้าประตู แถมยังเอื้อมมือไปช่วยเปิดไฟตรงโถงทางเดินให้ด้วย
จังหวะนี้เอง ชายร่างผอมดำที่กำลังคุยกับพี่สะใภ้ลู่ซึ่งก่อนหน้านี้หันหลังให้พวกเขา บัดนี้ได้หันหน้ามาทางนี้ พอหลอดไฟสว่างขึ้น เขาก็สังเกตเห็นเซี่ยเฉาที่ยืนอยู่ในกลุ่มคนอย่างชัดเจน
หญิงสาวจากกวนหลี่มักมีรูปร่างสูง ประกอบกับเซี่ยเฉามีโครงร่างเล็ก แม้เสื้อผ้าที่สวมใส่จะหลวมโคร่ง แต่ก็ยังพอมองเห็นเค้าโครงรูปร่างอรชรของเธอได้
สายตาของเขาจึงเผลอมองตามไปอย่างห้ามไม่อยู่ น่าเสียดายที่ยังมองได้ไม่กี่วินาที ก็ถูกร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งขยับมาบังไว้เสียก่อน
“ผมออกไปสูบบุหรี่หน่อย” เฉินจี้เป่ยเหลือบตามองลงต่ำขณะหยิบซองบุหรี่ออกมา เขาป้องมือจุดไฟ ก่อนจะเดินออกจากประตูใหญ่ไปพร้อมกับพวกเซี่ยเฉา
ใบหน้าของชายผอมดำฉายแววเสียดาย เขาหันไปกระซิบถามพี่สะใภ้ลู่ “เมื่อกี้คือใคร”
พี่สะใภ้ลู่แทบจะคุมอารมณ์ไม่อยู่ “นี่นายก่อเรื่องไปแล้ว ยังไม่รู้จักเจียมอีก!”
“ผมจะไปรุ้ได้ยังไงว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้...” เขายังอยากจะเถียง แต่เมื่อเห็นสายตาแข็งกร้าวของพี่สาวที่จ้องมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก็รีบหุบปาก
ทั้งสองคนยืนคุยกันพึมพำในลานบ้านอยู่เนิ่นนาน จนผู้จัดการโรงงานลู่ที่เห็นความผิดปกติเอ่ยถามขึ้น “มีอะไรกัน”
“ไม่มีอะไรค่ะ ไม่มีอะไร” พี่สะใภ้ลู่รีบส่ายหน้า “คือย่าของเฉี่ยวอวิ๋นไม่ค่อยสบายนิดหน่อย ต้าจวินเลยแวะมาถามว่าฉันพอจะมีสูตรอะไรที่ช่วยขับน้ำนมบ้างไหม”
พอได้ยินว่าเป็นเรื่องหยุมหยิมของผู้หญิง ผู้จัดการโรงงานลู่ก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ เขาหันหลังกลับเข้าห้องไป
พอคล้อยหลังสามี ชายผอมดำที่ชื่อต้าจวินก็เผยสีหน้าอ้อนวอนอีกครั้ง “พี่ ช่วยผมหน่อยเถอะ ถ้าเรื่องนี้มีคนรู้ ฉันจบเห่แน่ๆ”
“ฉันอยากช่วยนายใจจะขาด แต่ฉันก็ต้องมีความสามารถที่จะช่วยด้วยสิ! ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ แล้วตอนนั้นนายทำลงไปทำไมหา”
พี่สะใภ้ลู่โกรธจนต้องเดินวนไปวนมาเพื่อสงบสติอารมณ์ “เอาล่ะ นายกลับไปก่อน อย่าให้พี่เขยนายสงสัย ฉันจะลองคิดหาวิธีดูอีกที”
พอเห็นใบหน้าของน้องชายแสดงความผ่อนคลายออกมา เธอก็อดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่ “นายอย่าเพิ่งคิดว่าจะรอดตัวแล้ว เรื่องนี้ นายไม่ได้แพร่งพรายบอกคนอื่นใช่ไหม”
“ไม่ๆๆ ผมจะกล้าพูดเรื่องแบบนี้กับคนอื่นได้ยังไง...”
“ถ้านายไม่กล้าตั้งแต่แรกก็คงดี!”
พี่สะใภ้ลู่กำลังจะอ้าปากสั่งสอนน้องชายต่ออีกสองสามประโยค แต่ประตูหน้าบ้านก็เปิดออก เฉินจี้เป่ยกลับเข้ามาแล้ว
เธอจึงหยุดพูดดังควัน เดิมทีไม่คิดจะสนใจเขา แต่พอกลอกตาไปมาครู่หนึ่ง ก็เปลี่ยนเป็นส่งยิ้มเล็กน้อยให้ “อ้าว จี้เป่ย กลับมาแล้วเหรอ คุยกับเสี่ยวเซี่ยเป็นยังไงบ้างล่ะ”
…
“แล้วเธอสองคนคุยกันเป็นยังไงบ้าง” บนเส้นทางกลับบ้าน เถียนชุ่ยเฟินก็กำลังถามเซี่ยเฉาด้วยคำถามเดียวกัน
เซี่ยเฉาเลือกที่จะพูดความจริงเท่าที่พูดได้ “ฉันว่าไม่น่าสำเร็จหรอกค่ะ ดูเหมือนเขาจะไม่อยากได้คนแบบฉัน”
เถียนชุ่ยเฟินฟังแล้ว กลับมีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า ทว่าไม่ส่งไปถึงดวงตา “แต่ป้าว่าไม่เหมือนนะ ตอนเธอกลับออกมายังดูสบายๆ ไม่เครียดเลย”
เซี่ยว่านฮุยพยักหน้าสนับสนุนอย่างหาได้ยาก “นั่นสิครับ แล้วผู้ชายที่ชื่อจี้เป่ยนั่นยังอุตส่าห์เดินออกมาส่งพวกเราด้วย”
ที่เธอทำตัวสบายๆ ก็เพราะคิดว่ายังไงก็ไม่สำเร็จอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใส่ใจอะไรอีก
แต่เซี่ยเฉาคงไม่สามารถพูดความจริงทั้งหมดได้ ว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องฉาวๆ ของเธอกับบ้านสกุลหลี่มาตั้งนานแล้ว “ยังไงฉันก็ว่าไม่ค่อยชัวร์หรอกค่ะ ให้ป้าดูคนอื่นเผื่อไว้ด้วยดีกว่า”
“จะชัวร์ไม่ชัวร์ พรุ่งนี้ก็รู้ผลแล้ว” เถียนชุ่ยเฟินโดนยัยเด็กนี่หลอกมาหนหนึ่งแล้ว ตอนนี้เลยปักใจเชื่อไปแล้วว่าในปากของเซี่ยเฉาไม่มีคำพูดจริงเลยสักคำ “มัวแต่ยุ่งเรื่องของเธอจนเสียเวลา ที่บ้านยังมีเสื้อผ้ากองรอให้ฉันซักอยู่ พวกเธอสองคนกลับกันเองเถอะ”
พอเถียนชุ่ยเฟินแยกตัวเดินจากไป เซี่ยว่านฮุยก็รีบขยับเข้ามาใกล้พี่สาวอย่างมีเลศนัย “พี่ บอกความจริงผมมา พี่จงใจหลอกแม่เฒ่าใช่ไหม”
“ฉันจะไปหลอกเขาทำไมกัน” เซี่ยเฉารู้สึกว่าน้องชายชักจะคิดไกลไปแล้ว
“ก็แกล้งให้เขากระวนกระวายใจเล่นไง” เซี่ยว่านฮุยหัวเราะแหะๆ “จะว่าไป การได้เห็นคนบ้านนั้นร้อนอกร้อนใจก็สะใจดีเหมือนกันนะครับ”
เซี่ยเฉาถึงกับนิ่งไป...
นี่ยังใช่น้องชายซื่อๆ ใสๆ ที่เพิ่งมาถึงตงเป่ยเมื่อวันก่อนอยู่หรือเปล่า ทำไมตอนนี้ถึงรู้สึกว่าเขาดูเจ้าเล่ห์กว่าเธอเสียอีก
วันรุ่งขึ้นคือวันแรงงาน 1 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันหยุดสั้นๆ หนึ่งวันของมวลชนผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ
บ้านสกุลหลี่ไปที่ร้านขายธัญพืชของทางการ พวกเขาชั่งแป้งมาตรฐานมาสี่จินเพื่อเตรียมจะทำเกี๊ยวกินกันในวันหยุด และถือโอกาสนี้เรียกสองพี่น้องเซี่ยเฉากับเซี่ยว่านฮุยให้มากินด้วยกัน
[จบบท]