บทที่ 111: ความแตกต่างของฝีมือ
“คนเยอะมากเลยล่ะเธอเอ๊ย ฉันอุตส่าห์พยายามเบียดเสียดเข้าไปตั้งครึ่งค่อนวันสุดท้ายก็เข้าไปไม่ได้ ต้องยืนดูอยู่ข้างนอกนั่นแหละ”
“นั่นเป็นเพราะเธอไปสายต่างหากล่ะ ฉันน่ะรีบไปแต่หัววัน อย่างน้อยก็ยังพอหาที่ยืนตรงขอบจัตุรัสได้ ถึงมุมจะเฉียงไปหน่อยก็เถอะ”
เซี่ยเฉาฟังพวกเธอคุยกันอย่างออกรสออกชาติพลางเอ่ยถามขึ้น
“เมื่อคืนมีคนไปดูเยอะขนาดนั้นเลยเหรอคะ”
“เยอะสิ จะไม่เยอะได้ยังไง”
พี่กัวตอบกลับทันควัน
“ด้านนอกลานจัตุรัสมีคนยืนกันจนเต็มพื้นที่ ขนาดบนต้นไม้ยังมีคนปีนขึ้นไปดูเลย”
ปีนขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อดูหนังเนี่ยนะ
เซี่ยเฉากระพริบตาปริบๆ ด้วยความประหลาดใจ
“ไกลขนาดนั้น จะมองเห็นเหรอคะ”
“ก็ไปดูเอาบรรยากาศความครึกครื้นนั่นแหละ อีกอย่างเมื่อคืนเขาฉายภาพยนตร์เรื่องหลิวซานเจี่ย ต่อให้มองไม่เห็นภาพ แค่ได้ยินเสียงเพลงก็ยังดี”
พวกเธอคุยสัพเพเหระกันไปพลางเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมเข้าทำงาน แต่ทว่ายังเดินไปไม่ถึงแผนก ทั้งกลุ่มก็ได้ยินเสียงตะโกนด่าทอด้วยความโมโหของเหล่าหลัวดังลั่นออกมาเสียก่อน
“เธอดูซิว่าที่อบออกมานี่มันตัวอะไร ขนมไหว้พระจันทร์ห้าถาด ไม่มีถาดไหนกินได้สักชิ้นเดียว นี่มันสามสิบจินนะ แป้งสามสิบจินต้องมาเสียของเปล่าเพราะเธอ แค่เฝ้าเตาอบยังทำไม่ได้ แล้วเธอเป็นหัวหน้ากะประสาอะไร”
นี่คือ... โดนด่าอยู่สินะ
ทั้งสามคนหันมาสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย พี่กัวรีบดึงแขนเซี่ยเฉากับจางซูเจินไว้เบาๆ แล้วกระซิบเสียงเบา
“เดินช้าๆ หน่อย ฟังต่ออีกสักนิดเถอะ”
โจวเสวี่ยฉินคนนี้ช่างไม่เป็นที่รักของใครเลยจริงๆ พอโดนด่าเสียนานสองนาน นอกจากจะไม่มีใครคิดเข้าไปช่วยแก้ต่างให้แล้ว เพื่อนร่วมงานยังอยากจะยืนฟังต่อให้นานขึ้นอีกหน่อย
อันที่จริงเซี่ยเฉาเองก็อยากฟังต่อเหมือนกัน เธอจึงให้ความร่วมมือกับพี่กัวเป็นอย่างดีด้วยการผ่อนฝีเท้าลงจนแทบจะย่องเดิน
ดูเหมือนว่าโจวเสวี่ยฉินจะรู้สึกอับอายจนทนไม่ไหว เธอจึงเผลอหลุดปากแก้ตัวออกมาประโยคหนึ่ง
“เมื่อวานมันเป็นอุบัติเหตุค่ะ เครื่องจักรใหม่ฉันยังใช้ไม่ค่อยคล่อง...”
“ถ้าเครื่องจักรใหม่มันใช้ยาก แล้วเสี่ยวเฉาไม่ได้บอกวิธีใช้หรือไง”
เหล่าหลัวสวนกลับทันควันโดยไม่เปิดช่องให้อีกฝ่ายได้แก้ตัว
“ถ้าไม่มีฝีมือก็อย่าเสนอหน้ามารับงาน ถ้าเธอรู้จักใส่ใจสักนิด ทยอยอบทีละถาด อย่างมากก็ไหม้แค่ถาดสองถาด เธอดูสภาพผลงานเธอสิว่ามันไหม้ไปกี่ถาดแล้ว”
คราวนี้เหล่าหลัวโกรธจัดอย่างแท้จริง นอกจากเสียงตวาดดุดันแล้ว ยังมีเสียงกระแทกถาดโลหะลงบนโต๊ะดังโครมครามตามมาติดๆ
พวกเซี่ยเฉามองลอดผ่านหน้าต่างเข้าไปเห็นสภาพขนมไหว้พระจันทร์บนโต๊ะ แล้วก็ได้แต่ตกตะลึง ขอบขนมรอบนอกดำปี๋จนดูแทบไม่ออกว่าเป็นขนม
“เมื่อก่อนตอนเธอทำงาน ฝีมือก็ไม่ได้แย่ขนาดนี้นี่นา”
จางซูเจินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย
“ก็เมื่อก่อนหล่อนไม่ได้เป็นหัวหน้ากะไงล่ะ”
พี่กัววิเคราะห์สถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา
“ตอนนั้นเพื่อที่จะตะกายขึ้นมาเป็นหัวหน้ากะ หล่อนยอมทำงานทุกตำแหน่ง หนักเอาเบาสู้ยิ่งกว่าใคร พอได้เป็นหัวหน้ามาหลายปี นิสัยก็เริ่มเปลี่ยน อีโก้สูงขึ้นแต่ฝีมือกลับย่ำอยู่กับที่ ดีไม่ดีจะแย่ลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ”
ธรรมชาติของคนเราก็มักจะเป็นเช่นนี้ ตอนที่ยังอยู่ในจุดที่ต่ำกว่าและต้องการถีบตัวขึ้นไป อะไรที่ว่าลำบากก็ยอมกัดฟันทนทำได้ทั้งนั้น
แต่พอได้สิ่งที่ต้องการมาครอบครอง มีอำนาจอยู่ในมือ ก็เริ่มหลงระเริงไปกับผลประโยชน์ที่อำนาจนั้นมอบให้ จนละเลยแก่นแท้ของงานที่ตัวเองทำ
เซี่ยเฉาคิดว่าโจวเสวี่ยฉินคงไม่ได้ไร้ความสามารถไปเสียทีเดียว
“เธออาจจะรีบกลับบ้าน ก็เลยยัดเข้าเตาอบพร้อมกันทีเดียวหมดเลยน่ะค่ะ”
พี่กัวกับจางซูเจินลองตรึกตรองดูแล้วก็เห็นด้วย คนอื่นเขาเลิกงานกลับบ้านกันหมดแล้ว เหลือโจวเสวี่ยฉินทำงานล่วงเวลาอบขนมอยู่คนเดียว ถ้าเป็นเมื่อก่อนหล่อนอาจจะมีความอดทนมากกว่านี้ แต่ตอนนี้สั่งงานคนอื่นจนเคยตัว แถมยังมั่นใจในประสบการณ์ของตัวเอง หล่อนคงตัดสินใจอบรวดเดียวห้าถาดจริงๆ นั่นแหละ
ถึงแม้จะพยายามเดินถ่วงเวลาแค่ไหน แต่สุดท้ายทั้งสามคนก็เดินมาถึงหน้าประตูแผนกจนได้ พอดีกับที่พี่หวังเดินมาสมทบ ทุกคนจึงเดินเข้าไปพร้อมกัน
เมื่อโจวเสวี่ยฉินเห็นพวกเธอเดินเข้ามา ใบหน้าของหล่อนก็ยิ่งบิดเบี้ยวด้วยความอับอายขายขี้หน้า
เรื่องเมื่อวานหล่อนเป็นคนดึงดันจะทำเอง แถมยังแย่งถาดขนมไปจากมือของเซี่ยเฉา ผลลัพธ์กลับกลายมาเป็นความพินาศย่อยยับแบบนี้
เหล่าหลัวไม่มีทีท่าว่าจะช่วยรักษาหน้าให้ลูกน้องเลยสักนิด เขาชี้ไปที่ขนมไหว้พระจันทร์ไหม้เกรียมที่วางประจานหราอยู่บนโต๊ะ
“ไปเตรียมส่วนผสมมา ทำใหม่เดี๋ยวนี้”
สีหน้าของเหล่าหลัวดำทะมึนราวกับก้นหม้อ ทุกคนในห้องจึงไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรเล่นๆ ต่างรีบกุลีกุจอแยกย้ายกันไปทำงานทันที โดยไม่ต้องรอคำสั่ง เซี่ยเฉาก็เดินไปชั่งน้ำหนักส่วนผสมตามสูตรเมื่อวานอย่างคล่องแคล่ว น้ำตาลทรายขาวสี่จิน น้ำมันหนึ่งจินครึ่ง เนื้อวอลนัทหนึ่งจิน งาอีกครึ่งจิน...
ตอนแรกเหล่าหลัวยังไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แต่พอมองดูไปเรื่อยๆ เขาก็เริ่มจ้องมองตัวเลขบนตาชั่งอย่างพินิจพิเคราะห์
เมื่อวานพวกเขาทำไส้โหงวยิ้งห้าจิน ไส้พุทราจีนห้าจิน รวมส่วนผสมทั้งหมดแล้วกว่าสิบรายการ เซี่ยเฉากลับจำได้แม่นยำไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่อย่างเดียว
เหล่าหลัวมองดูเธอชั่งส่วนผสมจนเสร็จ แล้วจู่ๆ ก็เอ่ยถามลองเชิงขึ้นมา
“สูตรแป้งขนมไหว้พระจันทร์แบบเจียงผีใช้อัตราส่วนเท่าไหร่”
เซี่ยเฉาตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
“แป้งหนึ่งจิน น้ำมันหนึ่งตำลึง น้ำเชื่อมสี่ตำลึงค่ะ”
“แล้วสูตรแป้งชั้นน้ำมันของขนมไหว้พระจันทร์แบบซูผีล่ะ”
“แป้งหนึ่งจิน น้ำมันหกตำลึง ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่น้ำค่ะ”
ไม่ใช่แค่ไส้ขนมที่เธอเคยทำ แต่แม้กระทั่งส่วนผสมของแป้งที่พี่หวังเป็นคนนวด เธอก็จำรายละเอียดได้ทั้งหมดอย่างชัดเจน
ยิ่งฟัง เหล่าหลัวก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจ เขาปรายตามองเซี่ยเฉาด้วยสายตาชื่นชม
“รอบนี้เธอเป็นคนอบ มีปัญหาไหม”
เซี่ยเฉาไม่สนใจสีหน้าของโจวเสวี่ยฉินที่ยืนหน้าซีดอยู่ข้างๆ
“ไม่มีปัญหาค่ะ”
การที่เธอไม่เอาเรื่องไปฟ้อง ไม่ได้หมายความว่าเธอจะยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปเฉยๆ เมื่อวานตอนบ่ายเธอจงใจพูดเรื่องอบขนมขึ้นมาก็เพื่อวางแผนนี้
ถ้าโจวเสวี่ยฉินทำได้ดี นั่นก็ถือว่าเป็นความสามารถของเธอ แต่ถ้าทำออกมาพัง ก็เป็นเพราะเธอไร้ฝีมือเอง จะมาโทษเซี่ยเฉาไม่ได้
เซี่ยเฉามักจะใช้วิธีการที่เปิดเผยและตรงไปตรงมาเสมอ ถ้าหากโจวเสวี่ยฉินกับโจวเสี่ยวเหมยตั้งใจทำงานดีๆ ใครหน้าไหนก็คงขุดหลุมดักพวกหล่อนไม่ได้
พูดอีกอย่างก็คือ ถ้าสองคนนี้มีฝีมือเก่งกาจจริง และเอาสมองไปคิดเรื่องงานแทนที่จะคอยจ้องจับผิดกลั่นแกล้งเธอ ก็คงไม่พลาดท่าเสียทีง่ายๆ แบบนี้หรอก
เมื่อวานเคยทำไปรอบหนึ่งแล้ว วันนี้พอได้ทำซ้ำงานก็เดินหน้าไปไวกว่าเดิมมาก
บ่ายสามโมงยังไม่ทันจะผ่านพ้นไป ทุกคนก็ช่วยกันห่อขนมและกดใส่พิมพ์จนเสร็จเรียบร้อย เหลือแค่ขั้นตอนการนำเข้าเตาอบเท่านั้น
เซี่ยเฉาวอร์มเตาอบรอไว้ล่วงหน้าแล้ว เธอตรวจสอบปุ่มควบคุมต่างๆ บนตัวเครื่องอย่างละเอียด ปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม และตั้งค่าความเร็วของสายพานลำเลียง
เมื่อตั้งค่าเสร็จและกำลังจะยืดตัวขึ้น พี่กัวที่อยู่อีกด้านก็ยกถาดขนมขึ้นมาพอดี
“วางเลยไหม”
“วางได้เลยค่ะ” เซี่ยเฉาพยักหน้า
พี่กัวจึงช่วยวางถาดขนมถาดแรกลงบนสายพานลำเลียงของเตาอบ
เมื่อวานตอนที่โจวเสวี่ยฉินทำงาน ทั้งแผนกเหลือเธออยู่แค่คนเดียว ไม่มีใครคอยช่วยหยิบจับหรือวางถาดให้แบบนี้ สีหน้าของเธอจึงดูไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก
แต่วันนี้ทั้งวัน เหล่าหลัวไม่ยอมไว้หน้าเธอเลยสักนิด ถ้าเธอยังยิ้มระรื่นได้สิถึงจะเรียกว่าผิดปกติ ยิ่งเห็นเหล่าหลัวมองเซี่ยเฉาด้วยสายตาชื่นชมแบบนั้น มันยิ่งบาดใจเธอนัก เพราะตลอดเวลาที่ทำงานในโรงงานอาหารมาหลายปี เหล่าหลัวไม่เคยใช้สายตาแบบนั้นมองเธอเลย
โจวเสวี่ยฉินขยับมายืนอยู่ข้างเตาอบ รอจับผิดดูว่าเซี่ยเฉาจะอบขนมออกมาได้สักกี่น้ำ
ขนาดเธอทำงานมาตั้งหลายปียังพลาดจนไหม้เกรียม เธอไม่เชื่อหรอกว่าเด็กใหม่อย่างเซี่ยเฉาที่ไม่เคยใช้แม้กระทั่งเตาอบรุ่นเก่า จะสามารถอบขนมออกมาได้ดีกว่าเธอ
เวลาที่เซี่ยเฉาตั้งใจทำอะไรสักอย่าง เธอไม่เคยสนใจว่าจะมีใครมายืนจ้องอยู่ข้างๆ สายตาของเธอจดจ้องอยู่ที่ถาดขนมที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปตามสายพานจนสุดทาง เมื่อเห็นว่าสีสันและความสุกของขนมยังขาดไปอีกนิด เธอจึงสวมถุงมือกันความร้อนแล้วยกถาดขึ้น ดันถาดขนมย้อนกลับเข้าไปในเตาอบลึกอีกห้าเมตร
คราวนี้เมื่อสายพานลำเลียงถาดขนมออกมาอีกครั้ง ระดับความสุกและสีสันของขนมก็ออกมาสวยงามพอดิบพอดี
เซี่ยเฉายกถาดขนมไปวางลงบนโต๊ะตรงหน้าเหล่าหลัว
“อาจารย์ช่างหลัวลองดูหน่อยสิคะ ยังมีตรงไหนต้องแก้อีกไหม”
[จบบท]