บทที่ 116: ยาดองสูตรลับ
“เธอดูนี่สิ... ฉันว่าเสื้อกล้ามตัวนี้ก็ไม่เลวเลยนะ ตัดเย็บออกมาได้สวยใช้ได้เลย น่าเสียดายที่ใส่ออกไปเดินโชว์ข้างนอกไม่ได้ ไม่อย่างนั้นฉันคงทำขายกอบโกยเงินได้อีกสักรอบแน่ๆ”
ไม่หรอก พี่สาวคุณเข้าใจผิดแล้ว
ในยุคหลังมีผู้คนตั้งมากมายที่กล้าใส่เสื้อผ้าแบบนี้เดินถนน แถมเนื้อผ้ายังน้อยชิ้นยิ่งกว่าตัวที่ถืออยู่นี้เสียอีก
แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้เซี่ยเฉาไม่สามารถพูดออกไปได้ เธอทำได้เพียงเอ่ยตอบกลับไปตามน้ำ
“ถ้าพี่ชอบจะลองตัดใส่เองสักตัวก็ได้นะคะ มันน่าจะใส่สบายและเย็นกว่าเสื้อกล้ามธรรมดาเยอะเลย”
“ฉันทำไว้แล้วล่ะ”
ซุนชิงทำท่าทางลับๆ ล่อๆ พลางหยิบของอีกชิ้นหนึ่งออกมาให้ดู
“คืนนี้ฉันกะว่าจะใส่ชุดนี้แหละ ให้พี่เจียงของเธอดูสักหน่อย”
“...”
เซี่ยเฉารู้สึกว่าตรรกะนี้มันดูทะแม่งชอบกล ปกติชุดชั้นในเขาเอาไว้ใส่ตอนกลางวันไม่ใช่หรือ แล้วทำไมต้องจงใจใส่ตอนกลางคืน ใครเขาใส่ชุดแบบนี้เวลานอนกันบ้าง
ทว่าหลังจากที่ซุนชิงโชว์ชุดชั้นในตัวจิ๋วให้ดูเสร็จสรรพ เธอก็หันไปหยิบของอีกอย่างหนึ่งออกมานำเสนออย่างภูมิใจ
สิ่งนั้นคือโหลแก้วขนาดใหญ่
ไม่รู้ว่าเธอไปสรรหาโหลใบนี้มาจากไหน ขนาดความสูงของมันเกือบหนึ่งฟุต ภายในบรรจุของเหลวสีเข้มและมีสมุนไพรหน้าตาประหลาดแช่อยู่เต็มไปหมด
เซี่ยเฉายังอายุไม่มากและยังห่างไกลจากวัยที่ผมจะร่วงหมดหัว ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพของเธอจึงมีจำกัด เธอรู้จักแค่สมุนไพรพื้นฐานอย่างโสมหรือดอกเก็กฮวย พอจะแยกแยะเก๋ากี้ออกจากสมุนไพรห้ารสได้บ้าง แต่ถ้าลึกซึ้งกว่านั้นเธอก็ไม่รู้จักแล้ว
เมื่อเห็นของในโหล เธอจึงได้แต่มองด้วยความงุนงงแกมทึ่ง
“นี่มันคืออะไรหรือคะ”
“เหล้ายาดองเขากวางไงล่ะ ฉันใช้เขากวางหมักกับโสมแดง กว่าจะหาของพวกนี้มาได้ฉันต้องไหว้วานคนตั้งนานเชียวนะ”
ซุนชิงทำสีหน้าลึกลับและกระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“เขาว่ากันว่าสรรพคุณมันยอดเยี่ยมมากๆ ผู้ชายดื่มแล้วทนไม่ไหว ส่วนผู้หญิงดื่มแล้วผู้ชายจะทนไม่ไหว”
“...”
ราวกับรถบรรทุกความเร็วสูงพุ่งเข้าแสกใบหน้าของเซี่ยเฉาอย่างจัง เธอรู้สึกตั้งตัวไม่ทันกับมุกตลกสองแง่สองง่ามแบบนี้ พี่ซุนในโหมดนี้ช่างร้อนแรงจนเธอรับมือแทบไม่ไหว
“คืนนี้ฉันกับพี่เจียงของเธอจะดื่มกันคนละสองตำลึง รับรองเลยว่าสามปีลูกสอง ห้าปีลูกสามแน่นอน”
พี่ซุนประกาศเจตนารมณ์อย่างห้าวหาญ ก่อนจะหันมาตบไหล่เซี่ยเฉาเบาๆ อย่างหยอกเย้า
“แต่สำหรับเธอคงไม่จำเป็นต้องใช้ของพวกนี้หรอก พ่อหนุ่มสกุลเฉินบ้านเธอน่ะแค่นี้ก็เก่งกาจจะแย่แล้ว ขืนให้ดื่มเข้าไปอีกมีหวังเธอได้ร้องไห้แน่”
“...”
แม่จ๋า บ้านพี่ซุนอันตรายเกินไปแล้ว หนูอยากกลับบ้าน!
เมื่อความคิดแล่นเข้ามาในหัว การกระทำก็ไวเท่าความคิด เซี่ยเฉารีบคว้าชุดชั้นในตัวใหม่ที่ตัดเย็บเสร็จแล้วขึ้นมากอดไว้แนบอกทันที
“ขอให้พี่กับพี่เจียงประสบความสำเร็จดั่งใจหวังนะคะ”
พูดจบเธอก็รีบชิ่งหนีออกมาอย่างรวดเร็ว
พอกลับมาถึงห้อง เธอก็รีบนำชุดชั้นในไปเก็บเข้าที่ แต่ยังไม่ทันจะได้พักหายใจหายคอ ซุนชิงก็ตามมาติดๆ ในมือของหล่อนยังหิ้วขวดเหล้าตามมาด้วย
ทันทีที่เห็นขวดเหล้าในมืออีกฝ่าย เปลือกตาของเซี่ยเฉาก็กระตุกยิกๆ เป็นลางสังหรณ์ที่ไม่ดีเอาเสียเลย
และก็เป็นไปตามคาด ซุนชิงลดเสียงลงกระซิบกระซาบอีกครั้ง
“ฉันกลับไปคิดดูอีกทีแล้ว เธอเองก็มีความจำเป็นต้องใช้ไอ้นี่เหมือนกันนะ”
สารถีส่งของทำสีหน้าจริงจังราวกับผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ
“คุณลองคิดดูสิ ผู้ชายดื่มแล้วทนไม่ไหว ผู้หญิงดื่มแล้วผู้ชายจะทนไม่ไหว ปกติเสี่ยวเฉินบ้านคุณไม่ต้องดื่มคุณก็แทบจะรับมือไม่ไหวอยู่แล้ว เพราะงั้นคุณยิ่งสมควรดื่มเจ้านี่เข้าไปใหญ่ จะได้มีแรงฮึดสู้จนเสมอกันไงล่ะ”
คำว่า ‘เสมอกัน’ มันใช้ในบริบทนี้ได้ด้วยหรือ
เซี่ยเฉารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะลืมความหมายที่แท้จริงของคำศัพท์เหล่านี้ไปเสียแล้ว เธอรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
“ไม่ล่ะค่ะ พวกเรายังไม่รีบเรื่องมีลูก พี่เก็บไว้ดื่มเองเถอะ”
“ไม่เป็นไรน่า ฉันปรุงยามาตั้งสองชุด”
ซุนชิงยัดขวดเหล้าใส่อ้อมแขนของเธออย่างมัดมือชก
“จำไว้นะว่าต้องดื่ม ถ้าหมดแล้วก็มาขอที่ฉันได้อีก”
มือของเซี่ยเฉายังยื่นค้างอยู่กลางอากาศ เตรียมจะส่งคืนของ แต่ซุนชิงกลับหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว สวนทางกับเฉินจี้เป่ยที่เดินเข้ามาพอดี
“จำไว้ว่าต้องดื่มอะไร”
สายตาของเฉินจี้เป่ยตกลงบนขวดเหล้าในอ้อมกอดของเซี่ยเฉาทันที
“ไม่มีอะไรค่ะ”
เซี่ยเฉาตอบกลับโดยไม่ต้องคิด มือคว้าขนมไหว้พระจันทร์ชิ้นหนึ่งยัดใส่ปากเขาอย่างรวดเร็ว พยายามใช้ของหวานปิดปากชายหนุ่มเอาไว้ก่อน
ทว่าพอยัดเข้าไปแล้ว เธอเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าชิ้นที่หยิบไปนั้นคือชิ้นที่เธอกัดทิ้งไว้ครึ่งหนึ่ง
หญิงสาวกำลังจะดึงมือกลับ แต่ชายหนุ่มกลับงับลงมาบนขนมในมือของเธอเสียแล้ว
ขนตาของเฉินจี้เป่ยดกหนา ยามที่เขาลุบตาลง รูปตาจะดูเรียวยาวขึ้น ดูลดความดุดันแหลมคมลงไปหลายส่วน กลายเป็นความเงียบสงบที่น่ามอง
สีหน้าของเขาดูจริงจังขณะที่กัดลงไปตรงรอยฟันของเซี่ยเฉาพอดี จากนั้นก็เคี้ยวอย่างละเอียดละออ
“อร่อยไหมคะ”
เซี่ยเฉาเผลอถามออกไปโดยไม่รู้ตัว
เฉินจี้เป่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาสีดำขลับจ้องมองมาที่เธอ
“หวาน”
แป้งหนึ่งจินใส่น้ำตาลลงไปตั้งแปดตำลึง หวานจนแสบคอขนาดนั้นจะไม่ให้หวานได้อย่างไร
แต่ผู้ชายคนนี้ชอบกินของหวานเป็นชีวิตจิตใจ มิน่าล่ะเขาถึงไม่รังเกียจรอยฟันของเธอเลยสักนิด
เซี่ยเฉาหยิบขนมไหว้พระจันทร์อีกชิ้นขึ้นมา
“คุณกินชิ้นนี้เถอะ ชิ้นนั้นฉันกัดไปแล้ว”
เฉินจี้เป่ยไม่รับขนมชิ้นใหม่ เขาหยิบชิ้นที่ถูกกัดไปแล้วขึ้นมากัดซ้ำอีกคำ สายตายังคงวนเวียนกลับไปที่ขวดเหล้าเจ้าปัญหา
“นั่นคืออะไร”
สุดท้ายก็หนีไม่พ้นจริงๆ เซี่ยเฉาเลิกสนใจเรื่องขนมไหว้พระจันทร์ แล้วรีบตอบกลบเกลื่อน
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ก็แค่เหล้าธัญพืชธรรมดา พี่ซุนเขาให้มาน่ะ”
เธอตั้งใจว่าจะเนียนเอาไปวางรวมกับเหล้าขวดอื่น แล้วค่อยหาทางจัดการทีหลัง อย่างไรเสียปกติเฉินจี้เป่ยก็ไม่ใช่คนดื่มเหล้าอยู่แล้ว
ผลปรากฏว่าแผนการอันดิบดีของซุนชิงต้องพังทลายลงตั้งแต่ยังไม่ทันค่ำ เพราะจู่ๆ ญาติสนิทฝ่ายหญิงของเธอก็มาเยี่ยมเยียนกะทันหัน
ตอนนั้นเจียงไป่เชิ่งยังไม่กลับมาบ้าน เซี่ยเฉากำลังผัดกับข้าวอยู่ พอได้ยินเสียงซุนชิงร้องเรียก เธอจึงจำต้องฝากตะหลิวให้เฉินจี้เป่ยช่วยผัดต่อสักครู่
กว่าเธอจะหาของใช้ส่วนตัวให้ซุนชิงและนำไปส่งให้ที่ห้องน้ำเสร็จ พอกลับเข้ามาในครัว กลิ่นไหม้ก็โชยคลุ้งไปทั่ว
ผักกวางตุ้งที่เดิมทีสดกรอบ ตอนนี้กลายเป็นสีดำเมี่ยม นอนแห้งเหี่ยวตายสนิทอยู่ที่ก้นกระทะ
เฉินจี้เป่ยยืนถือตะหลิวแข็งทื่ออยู่หน้าเตา สีหน้าของเขาดูมึนงงทำอะไรไม่ถูก
เมื่อเห็นเซี่ยเฉามองมา เขาเม้มริมฝีปากแน่น เตรียมจะตักผักไหม้ๆ พวกนั้นไปทิ้ง
“เดี๋ยวผมทำใหม่”
“ช่างเถอะค่ะ กินมันทั้งอย่างนี้แหละ ยังไงเราก็กินขนมไหว้พระจันทร์รองท้องไปแล้ว”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมื้อเย็นกินไม่อิ่ม หรือเพราะถูกความร้อนแรงของซุนชิงทำให้ขวัญผวา คืนนั้นเซี่ยเฉาถึงกับเก็บเอาไปฝัน
เธอฝันว่าตัวเองกระดกเหล้ายาดองขวดนั้นจนหมดเกลี้ยง เลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่านจนเกิดอาการหื่นกระหาย เตรียมจะออกล่าหนุ่มหล่อเนื้อแน่นมาทำเรื่องอย่างว่า
เธอเดินหาไปทั่ว เดินหาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาเจอเฉินจี้เป่ยที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าพอดี
เหตุผลบอกเธอว่าห้ามลงมือกับคู่หูเด็ดขาด แต่สัญชาตญาณดิบกลับบอกว่าหนุ่มหล่อตรงหน้านั้นช่างน่ากินเหลือเกิน
ในขณะที่เธอกำลังลังเลใจอยู่นั้น จู่ๆ ท้องน้อยก็ปวดหน่วงขึ้นมาอย่างรุนแรง จนเธอเผลอร้องครางออกมา
“เสี่ยวเฉา! เสี่ยวเฉาคุณเป็นอะไร”
เสียงเรียกชื่อดังแว่วเข้ามาในภวังค์อันเลือนราง เซี่ยเฉาส่งเสียงครางฮือในลำคอ
“ฉันทนไม่ไหวแล้ว... ไม่ใช่สิ ฉันปวดท้อง...”
ที่ในด่านมีเสียงจักจั่นร้องระงมในฤดูร้อน แต่ที่นอกด่านแห่งนี้อากาศหนาวเย็น จึงมีเพียงเสียงจิ้งหรีดร้องขับกล่อมยามค่ำคืน
ตอนที่เซี่ยเฉาส่งเสียงครางครั้งแรก เฉินจี้เป่ยยังไม่รู้สึกตัว แต่เมื่อเธอส่งเสียงครั้งที่สอง ครั้งที่สามตามมาติดๆ...
เฉินจี้เป่ยก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที
วินาทีที่ได้ยินเธอบอกว่าปวดท้อง ภาพผักไหม้เกรียมในกระทะเมื่อตอนเย็นก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง
“คุณกินจนท้องเสียใช่ไหม”
เขาไม่รอช้า รีบผุดลุกขึ้นจะสวมเสื้อผ้าเพื่อเตรียมพาเธอออกไปข้างนอก
“ผมจะพาคุณไปโรงพยาบาล”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่ท้องเสียแบบนั้น”
เซี่ยเฉายังคงนอนขดตัวส่งเสียงครางอู้อี้อยู่ใต้ผ้าห่ม
เฉินจี้เป่ยผู้ซึ่งไม่เคยเข้าใจเรื่องละเอียดอ่อนของผู้หญิง รีบสวมเสื้อผ้าอย่างลวกๆ เสร็จแล้วก็คว้าเสื้อผ้าของเซี่ยเฉามาเตรียมจะจับเธอใส่
“ไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้”
[จบบท]