บทที่ 117: ความเข้าใจผิด
ไปโรงพยาบาลจะมีประโยชน์อะไร? โรงพยาบาลเขาไม่ได้รับรักษาอาการปวดประจำเดือนเสียหน่อย...
เซี่ยเฉารู้สึกว่านอกจากปวดท้องแล้ว เธอยังเริ่มจะปวดหัวตุบๆ ขึ้นมาอีกด้วย
“ฉันบอกแล้วไงคะว่าไม่ได้ท้องเสีย แต่เป็น ‘คุณป้าใหญ่’ มาเยี่ยมต่างหาก”
“คุณป้าใหญ่?”
เฉินจี้เป่ยขมวดคิ้วมุ่น
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่มีความรู้ในด้านนี้เลยแม้แต่น้อย เซี่ยเฉาจนปัญญาจะอธิบายให้ละเอียดกว่านี้ จึงได้แต่พูดตัดบทไปว่า
“มันเป็นเรื่องของผู้หญิงค่ะ คุณอย่าสนใจเลย”
เฉินจี้เป่ยยังคงขมวดคิ้วไม่คลาย ในขณะที่เซี่ยเฉากัดฟันข่มความเจ็บปวดพยุงตัวลุกขึ้น เธอเดินไปค้นของที่เตรียมสำรองเอาไว้ในหีบเก็บของ
เมื่อจัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว เธอก็หยิบขวดน้ำเกลือเปล่าออกมาขวดหนึ่ง ทว่าน่าเสียดายที่ตอนนี้เรี่ยวแรงในมือแทบไม่มีเลย ทำให้พยายามหมุนเปิดจุกอยู่ตั้งนานก็ยังเปิดไม่ออก
“ผมทำเอง”
เฉินจี้เป่ยยื่นมือเข้ามาช่วยดึงจุกขวดออกให้อย่างง่ายดาย ก่อนจะเอ่ยถาม
“จะให้ทำยังไงต่อ?”
“ใส่น้ำร้อนเข้าไปหน่อยค่ะ”
ในยุคสมัยนี้ไม่มีแผ่นแปะความร้อนและไม่มีกระเป๋าน้ำร้อนขาย สิ่งเดียวที่พอจะใช้ทดแทนได้ก็คือขวดแก้วพวกนี้แหละ
แต่น่าเสียดายที่ในกระติกน้ำร้อนแทบไม่มีน้ำเหลืออยู่เลย เฉินจี้เป่ยลองยกขึ้นเขย่าดูแล้วก็วางกลับที่เดิม
“ผมจะไปต้มน้ำให้ คุณกลับไปนอนพักบนเตียงก่อนเถอะ”
เพื่อที่จะได้น้ำร้อนเร็วที่สุด เขาจึงต้มน้ำในปริมาณที่ไม่มากนัก หลังจากจุดไฟตั้งหม้อเสร็จเขาก็ไม่ได้ยืนรอในครัว แต่เลือกที่จะเดินกลับเข้ามาดูอาการคนป่วยในห้อง
เซี่ยเฉากลับไปนอนขดตัวอยู่บนเตียงเตาตามเดิม ร่างกายของเธอขดงอเข้าหากันแน่น ดวงตาปิดสนิท ใบหน้าที่เคยสดใสบัดนี้กลับดูซีดเซียวผิดปกติ
ภาพลักษณ์ที่ดูเจ็บป่วยอ่อนแอเช่นนี้หาได้ยากยิ่งในตัวเธอ แม้แต่ตอนที่เป็นไข้ต่ำๆ ในครั้งก่อน เธอก็ยังมีแก่ใจห่วงปลาที่เลี้ยงไว้ ยามที่เธอแข็งแรงดีริมฝีปากเล็กๆ นั่นก็มักจะเจรเจื้อยแจ้วพูดจาฉะฉาน บางทีก็ดูฉลาดเฉลียวทันคน แต่บางทีก็ดูซื่อบื้อจนน่าโมโห
ยิ่งมองดูเธอในสภาพนี้ ริมฝีปากของเฉินจี้เป่ยก็ยิ่งเม้มเข้าหากันแน่นขึ้น เขาตัดสินใจยื่นมือออกไปสัมผัสเธอ
“ปวดตรงนี้เหรอ?”
ผิวสัมผัสบริเวณหน้าท้องของเธอเนียนละเอียด แม้จะไม่มีเนื้อหนังมากนัก แต่ก็ให้ความรู้สึกนุ่มนิ่มแตกต่างจากร่างกายที่แข็งแกร่งของเขาอย่างสิ้นเชิง
เมื่อรู้สึกถึงการสัมผัส ร่างเล็กดูเหมือนจะสะดุ้งถอยหนีเล็กน้อย แต่เพราะโหยหาความอบอุ่นจากฝ่ามือนั้น เธอจึงหยุดนิ่งและยอมให้เขาสัมผัส
นั่นทำให้เฉินจี้เป่ยรับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงความเย็นเฉียบที่แผ่ซ่านออกมาจากหน้าท้องของเธอ มันเป็นความเย็นที่ดูเหมือนจะฝังลึกออกมาจากภายใน
เขาขมวดคิ้วทันที ก่อนจะวางมืออีกข้างทาบทับลงไป
“ทำไมถึงตัวเย็นขนาดนี้?”
อาจจะเป็นเพราะความอดอยากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เธอขาดสารอาหารจนประจำเดือนไม่มาเป็นปีกว่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นฐานสุขภาพภายใน หรืออาจจะเป็นเพราะการกระโดดลงไปช่วยคนในแม่น้ำครั้งนั้นที่ทำให้ความเย็นแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย
ฝ่ามือที่วางอยู่บนหน้าท้องแม้จะมีรอยด้านจากการทำงานหนัก แต่ใจกลางฝ่ามือนั้นกลับร้อนผ่าวและอบอุ่นอย่างยิ่ง เซี่ยเฉาหลับตาลงซึมซับความรู้สึกนั้นโดยไม่พูดอะไร
เมื่อเห็นว่าร่างกายของเธอเริ่มคลายความเกร็งลง และสีหน้าดูเจ็บปวดน้อยกว่าเมื่อครู่ เฉินจี้เป่ยก็รู้ว่าวิธีนี้ได้ผล เขาจึงนั่งนิ่งเงียบไม่พูดอะไรเช่นกัน
ท่ามกลางความเงียบสงัดในยามค่ำคืน ทั้งสองคนต่างจมอยู่ในความเงียบงัน จนกระทั่งเสียงน้ำเดือดพล่านดังแว่วเข้ามาจากห้องครัว เฉินจี้เป่ยจึงขยับตัวเตรียมจะลุกขึ้น
เซี่ยเฉาที่กำลังเคลิ้มหลับรู้สึกตัวเมื่อเขาขยับหนี สองมือเล็กๆ จึงรีบคว้าหมับแล้วดึงมือของเขาให้กลับมาแนบชิดกับหน้าท้องของตนเองแน่น
ปลายนิ้วของเธอเย็นเฉียบไม่ต่างจากหน้าท้อง เฉินจี้เป่ยจำได้ว่าเมื่อก่อนเขาเคยบังเอิญสัมผัสโดนมือเธออยู่บ้าง แต่ไม่เคยใส่ใจเลยว่ามันจะเย็นถึงเพียงนี้
เฉินจี้เป่ยเม้มริมฝีปากแน่น ในใจเกิดความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก ชั่ววูบหนึ่งเขาถึงกับคิดว่า หรือเขาควรจะนั่งเอามืออังให้เธอแบบนี้ไปเรื่อยๆ ดี
แต่ร่างกายของเธอเย็นเกินไป ลำพังแค่อุณหภูมิจากฝ่ามือของเขาคงไม่เพียงพอ เขาจึงก้มตัวลงไปกอดเธอเบาๆ
“เด็กดี ผมจะไปเอาน้ำร้อนมาให้”
อ้อมกอดนั้นแผ่วเบาและอ่อนโยน ไม่รู้ว่าเซี่ยเฉาจะรับรู้ได้หรือไม่ แต่เธอก็ยอมปล่อยมือและหดตัวกลับเข้าไปซุกในผ้าห่ม
เฉินจี้เป่ยตัดสินใจดึงผ้าห่มผืนของตัวเองมาคลุมทับให้เธออีกชั้น ก่อนจะรีบก้าวเท้าเดินเร็วๆ ไปยังห้องครัว กรอกน้ำร้อนใส่ขวดน้ำเกลือจนเต็มแล้วรีบนำกลับมา
เขาสอดขวดน้ำร้อนเข้าไปใต้ผ้าห่ม เซี่ยเฉาคว้ามันไว้ทันทีและกดมันแนบกับหน้าท้องน้อยโดยสัญชาตญาณ เฉินจี้เป่ยยืนมองเธออยู่ที่ข้างเตียงครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าครัวไปอีกครั้ง ไม่นานนักเขาก็กลับมาพร้อมกับชามน้ำขิงร้อนๆ
“อย่าเพิ่งหลับ ลุกขึ้นมาดื่มนี่ก่อน”
เซี่ยเฉาลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ รับชามไปจิบคำหนึ่ง
“หวาน?”
ใช่แล้ว หวาน
ก็คราวที่แล้วตอนเธอกระโดดน้ำลงไปช่วยคน เธอบ่นว่าน้ำขิงที่เขาต้มมันเผ็ดจนต้องแลบลิ้นระบายความร้อนไม่ใช่หรือไง?
เฉินจี้เป่ยไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่ยืนมองเธอดื่มน้ำขิงจนหมดชาม จากนั้นก็นำชามไปล้าง แล้วกลับไปเติมฟืนใส่เตาใต้เตียงเพิ่มอีกหน่อย
เมื่อเขากลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง เซี่ยเฉาที่ห่อตัวด้วยผ้าห่มสองผืนก็หลับสนิทไปแล้ว ขนตายาวงอนทาบลงบนแก้มสั่นไหวเล็กน้อยตามจังหวะการหายใจ หัวคิ้วยังคงขมวดมุ่นอยู่นิดๆ ปกติแล้วเธอเป็นผู้หญิงตัวสูงโปร่ง แต่พอนอนขดตัวแบบนี้กลับดูตัวเล็กนิดเดียว ทั้งยังดูเปราะบางและน่าสงสาร
เฉินจี้เป่ยจ้องมองเธอ พลางนึกย้อนไปถึงตอนที่เธอเป็นตะคริวที่ขา ข้อเท้าของเธอก็เล็กบางราวกับว่าถ้าออกแรงบีบเพียงนิดเดียวก็จะแหลกละเอียด
เธอเคยผ่านความอดอยากมาอย่างหนัก ทั้งยังเคยโดนยาฆ่าแมลง เขาจะมัวแต่คิดว่าเธอร่าเริงแจ่มใสกระโดดโลดเต้นได้ทั้งวัน แล้วทึกทักเอาเองว่าเธอสุขภาพแข็งแรงดีได้อย่างไร?
เขายืนจ้องมองเธออยู่นาน จนกระทั่งหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นนั้นเริ่มคลายออก เฉินจี้เป่ยถึงได้ปิดไฟแล้วปีนขึ้นเตียง
ท่ามกลางความมืด เขาพลิกตัวตะแคงข้าง ดึงร่างของเซี่ยเฉาพร้อมทั้งผ้าห่มที่ห่อหุ้มตัวเธอเข้ามาโอบกอดไว้ในอ้อมอก
ความฝันในช่วงครึ่งคืนหลังของเซี่ยเฉาไม่ได้เลวร้ายเหมือนตอนแรก แม้จะยังรู้สึกปวดท้องหน่วงๆ จนหลับไม่สนิทนัก แต่เธอกลับรู้สึกถึงความอบอุ่นจากแหล่งความร้อนสองแห่งที่ประกบอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยเฉพาะแผ่นหลังของเธอที่สัมผัสได้ถึงความอุ่นสบายราวกับมีตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ที่เสียบปลั๊กทำความร้อนได้มานอนแนบชิด คอยแผ่ไออุ่นไล่ความหนาวเหน็บตั้งแต่แผ่นหลังลามไปจนถึงบั้นเอว
เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เธอยังรู้สึกมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสัมผัสได้ถึงอาการปวดตุบๆ ที่หน้าท้อง และความร้อนระอุจากขวดน้ำเกลือที่กอดเอาไว้
หากไม่ใช่เพราะแสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาจนสว่างจ้า และเสียงทำกับข้าวของซุนชิงที่ดังมาจากในครัว เธอคงคิดว่าตัวเองเพิ่งจะหลับไปได้ไม่นาน ไม่อย่างนั้นขวดน้ำนี้จะยังร้อนจี๋อยู่ได้อย่างไร? ต่อให้เป็นถุงทรายร้อน ผ่านไปทั้งคืนก็ควรจะเย็นชืดไปแล้ว เว้นเสียแต่ว่า...
เว้นเสียแต่ว่ามีคนตื่นแต่เช้ามาเปลี่ยนน้ำร้อนให้เธอใหม่
แล้วไหนจะเตียงเตานี่อีก
ตั้งแต่เข้าหน้าร้อน บ้านของพวกเขาก็เลิกสุมไฟใต้เตียงข้ามคืนไปแล้ว ปกติจะจุดไฟเฉพาะตอนทำกับข้าวตอนเย็น พอทำเสร็จก็ดับไฟ แต่ตอนนี้พื้นที่เธอนอนทับอยู่กลับอุ่นสบาย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเพิ่งมาจุดไฟตอนเช้า หรือว่าจุดเลี้ยงไฟไว้ตั้งแต่กลางดึก
เซี่ยเฉาอยากจะรู้คำตอบ แต่เฉินจี้เป่ยไม่อยู่แล้ว ผู้ชายคนนี้ตื่นออกไปข้างนอกแต่เช้าตรู่
ถึงอย่างไรวันนี้ก็ต้องไปทำงาน เซี่ยเฉาจึงไม่ได้นอนแช่อยู่ในผ้าห่มนานนัก เธอพยุงตัวลุกขึ้นและออกไปล้างหน้าล้างตาที่ด้านนอก
ซุนชิงกำลังตักโจ๊กแป้งข้าวโพดอยู่ที่หน้าเตา พอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็เอ่ยทักด้วยความแปลกใจ
“วันนี้ทำไมตื่นสายจัง”
แต่พอหันกลับมาเห็นหน้าเพื่อนบ้านสาว เธอก็ต้องตกใจ
“เสี่ยวเฉา เธอเป็นอะไรน่ะ? ทำไมหน้าซีดขนาดนี้”
เซี่ยเฉายังคงปวดท้องอยู่ จึงได้แต่ยิ้มอ่อนแรงตอบกลับไป
“ฉันไม่เป็นไรค่ะ”
ซุนชิงถึงกับวางมือจากหม้อโจ๊กแล้วรีบเดินเข้ามาหา
“หน้าซีดเป็นไก่ต้มขนาดนี้ยังจะบอกว่าไม่เป็นไรอีก เธอไม่ได้เอาเหล้ายาดองนั่นให้พ่อหนุ่มสกุลเฉินของเธอดื่มหรอกใช่มั้ย?”
เซี่ยเฉา: “???”
ยังไม่ทันที่เซี่ยเฉาจะได้อธิบายอะไร ซุนชิงก็รีบพูดต่อด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกปนตำหนิ
“ฉันบอกแล้วไงว่าให้เธอเก็บไว้ดื่มเอง เธอจะเอาไปให้เขาดื่มทำไม? ลำพังตัวเขาปกติก็แรงดีจะแย่อยู่แล้ว ดูสิ... เล่นเอาเธอสภาพดูไม่ได้เลย แวบแรกที่เห็นนึกว่าโดนปีศาจตัวผู้ที่ไหนสูบวิญญาณจนแห้งเหือดไปแล้วนะเนี่ย”
[จบบท]