บทที่ 12: บทพิสูจน์
ครอบครัวหลี่ครุ่นคิดเรื่องนี้มาสองสามวันแล้ว ปกติการให้ญาติพักที่หอพักรับรองก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาล หากยังปล่อยให้แขกพักที่นั่นต่อไป มีหวังโดนชาวบ้านนินทาว่าต้อนรับขับสู้ไม่สมเกียรติเป็นแน่
ยิ่งตอนนี้เรื่องคู่หมายของเซี่ยเฉาก็ดูเหมือนจะลงตัวไปในทิศทางที่ดีแล้ว ความกังวลว่าเด็กสาวจะเผลอหลุดปากพูดอะไรที่ไม่สมควรออกมาก็น้อยลง พวกเขาจึงตัดสินใจว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ก็ควรจะตอกย้ำสถานะ "ญาติ" นี้ให้มันชัดเจนเป็นรูปธรรมไปเลย
อันที่จริง ตอนนี้ตัวเซี่ยเฉาเองนั่นแหละที่ควรจะร้อนใจยิ่งกว่าครอบครัวหลี่เสียอีก เธอน่าจะกำลังกลัวว่าความจริงเรื่องสัญญาหมั้นหมายเดิมจะรั่วไหลออกไป จนทำให้โอกาสการแต่งงานอันหอมหวานครั้งใหม่ของเธอต้องพังครืนลงมา
“เตือนไว้ก่อนนะว่าพี่สะใภ้ฉันเขาเป็นคนในเมืองแท้ๆ โตในเมืองมาตั้งแต่เกิด เดี๋ยวพอถึงตอนกินข้าว ก็หัดสำรวมกิริยากันหน่อย อย่าทำตัวตะกละตะกลามเหมือนพวกอดโซมาจากไหน ไม่เคยเห็นของดีๆ มาชั่วชีวิต มันอายเขา”
หลี่ไหลตี้เดินนำหน้าพลางส่งเสียงกระแนะกระแหนลอดไรฟันมาตลอดทาง ท่าทางเชิดหน้าชูคอของเธอช่างขัดหูขัดตาเซี่ยว่านฮุยจนเขาทนไม่ไหว ต้องขมุบขมิบปากพึมพำกับตัวเองเบาๆ “พูดอย่างกับว่าตัวเองไม่ได้มาจากชนบทอย่างนั้นแหละ”
คำพูดเบาๆ นั้นแทงใจดำหลี่ไหลตี้เข้าอย่างจัง เธอหน้าตึงขึ้นมาทันที ความจริงที่เซี่ยว่านฮุยพูดออกมาคือสิ่งที่เธอพยายามดิ้นรนเพื่อลบเลือนมันมาตลอดหลายปีนี้
หลังจากที่กลุ่มนายทุนถูกโค่นล้ม หลี่ฉางซุ่น พ่อของเธอซึ่งเคยเป็นนักบัญชีมาก่อนก็หมดสิ้นหนทางทำมาหากินในเมือง เขาถูกบีบให้ต้องระเห็จกลับบ้านนอกไปทำนาทำไร่
แต่คนจับปากกามาทั้งชีวิตอย่างเขาไหนเลยจะถนัดงานตากแดดตากลมในไร่นา แต่ละวันจึงทำแต้มงานได้เพียงน้อยนิดแค่หกเจ็ดแต้มเท่านั้น ช่วงเวลานั้นครอบครัวหลี่จึงต้องผ่านความยากลำบากข้นแค้นมาพักใหญ่
ดังนั้น พอหลี่ไหลตี้ได้โอกาสตามพ่อแม่ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองเจียง ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวจึงดูตื่นตาตื่นใจสำหรับเธอไปหมด กิริยาท่าทางเปิ่นๆ ที่แสดงความตื่นเต้นออกนอกหน้า ทำให้เธอถูกคนในเมืองหัวเราะเยาะว่าเป็น 'พวกบ้านนอกเข้ากรุง' อยู่บ่อยครั้งจนกลายเป็นปมฝังใจ
หลายปีที่ผ่านมานี้เธอจึงพยายามอย่างหนักที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองให้กลมกลืนกับวิถีชีวิตคนเมือง แม้กระทั่งสำเนียงการพูดการจาก็ยังดัดให้แปร่งไปจากเดิม
เซี่ยเฉาเห็นน้องสาวของคู่หมั้นทำท่าจะวีนแตก เธอกลับยิ้มรับอย่างใจเย็น “เขาก็หวังดีกับเรานั่นแหละน่า ว่านฮุย ที่เขาพูดเตือนก็คงเพราะไม่อยากให้เราไปทำเปิ่นๆ ให้คนเขาหัวเราะเยาะเหมือนที่ตัวเองเคยโดนมาในอดีต”
“อ้อ แสดงว่าเมื่อก่อนพี่ไหลตี้เคยทำอะไรขายหน้าไว้เยอะสินะครับ” เซี่ยว่านฮุยแสร้งทำตาโตเหมือนเพิ่งบรรลุสัจธรรม
หลี่ไหลตี้กำหมัดแน่น โกรธจนหน้าเขียวหน้าเหลือง ถ้าไม่ติดว่าเดินมาถึงหน้าประตูบ้านครอบครัวหลี่เสียก่อน เธอคงได้พุ่งเข้าไปฟาดปากเซี่ยว่านฮุยไปแล้ว
ยิ่งเมื่อเห็นเฉิงเหวินฮว่า พี่สะใภ้ของเธอยืนอยู่ตรงนั้นพอดี เธอเลยทำได้เพียงสะกดกลั้นก้อนอารมณ์ที่จุกอกเอาไว้ แล้วปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
เมื่อเข้ามาในบ้าน กลิ่นแป้งเกี๊ยวหอมกรุ่นที่ผสมกับกลิ่นไส้ผักนึ่งก็ลอยมาแตะจมูก บนโต๊ะมีเกี๊ยวที่ห่อเสร็จแล้ววางเรียงรายอยู่เกือบเต็มถาด
เฉิงเหวินฮว่าเพิ่งล้างมือเสร็จ เธอกำลังใช้ผ้าเช็ดมือให้แห้ง ก่อนจะขยับเก้าอี้ไปนั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือ แล้วจรดปากกาลงบนสมุดอย่างตั้งอกตั้งใจ
ต้ายา ลูกสาววัยสามขวบของเธอถูกมัดผมแกละสองข้างด้วยเชือกสีแดงสดใส เด็กน้อยนั่งเล่นอย่างเงียบเชียบอยู่บนคังกับหลี่เป่าเซิง โดยมีหนูตัวเล็กที่พับจากผ้าเช็ดหน้าเป็นของเล่นชิ้นโปรด
นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กหญิงตัวน้อยได้เห็นหน้าเซี่ยเฉากับเซี่ยว่านฮุยชัดๆ ท่าทางของเด็กน้อยจึงดูประหม่าตื่นคน เธอรีบขยับตัวหลบไปซ่อนอยู่ด้านหลังหลี่เป่าเซิง โผล่มาเพียงดวงตากลมแป๋วที่ฉายแววอยากรู้อยากเห็น
หลี่เป่าเซิงแข็งทื่อไปทั้งตัว เขาอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด จะอุ้มลูกสาวต่อก็กระไรอยู่ จะผลักเธอออกก็ไม่ได้ โชคดีที่เฉิงเหวินฮว่าหันกลับมาเห็นเหตุการณ์พอดี เธอจึงรีบบอกให้ลูกสาวทักทายแขก
“ตายจริง พี่สะใภ้ ขยันเรียนอีกแล้วเหรอคะ นี่ทั้งท้องแก่ท้องหนัก ยังจะไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยผู้ใหญ่อีก ไม่ลำบากแย่เลยเหรอ”
หลี่ไหลตี้รีบปรี่เข้าไปประจบเอาใจพี่สะใภ้ เธอกล่าวพลางตวัดสายตามาทางเซี่ยเฉา คล้ายต้องการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างพี่สะใภ้คนเก่งของเธอกับเด็กสาวบ้านนอกที่ยืนอยู่ตรงนี้
“พี่สะใภ้ฉันทำงานที่โรงงานทอผ้าฝ้ายนะคะ เงินเดือนเกือบตั้งสี่สิบหยวนแน่ะ แต่เธอก็ไม่เคยหยุดพยายามเลย ยังอยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย จะได้ไปเป็นนักบัญชีเก่งๆ เหมือนพ่อฉัน”
“พี่ก็แค่ลองดูน่ะ ยังไม่รู้เลยว่าจะสอบติดหรือเปล่า” เฉิงเหวินฮว่าตอบอย่างถ่อมตน
แต่หลี่ไหลตี้กลับไม่คิดถ่อมตัวด้วยเลย “แหม แค่คิดจะลองสอบก็ต้องมีความสามารถรองรับนะคะ ไม่เหมือนบางคนหรอกที่มาจากชนบทน่ะ ฉันว่าตัวหนังสือบนข้อสอบยังอ่านไม่แตกเลยมั้ง”
พูดจบเธอก็เข้าไปควงแขนเฉิงเหวินฮว่าอย่างสนิทสนม “พี่สะใภ้ลองสอบดูก่อนเลยค่ะ ถ้ามันง่าย ปีหน้าฉันจะไปสอบด้วยคน”
“เธอจบมัธยมปลายปีนี้แล้วนี่ ถ้าอยากสอบจริงๆ ก็ไปสอบเอ็นทรานซ์ปกติตรงๆ เลยสิ ดีกว่าสอบเข้าของผู้ใหญ่ตั้งเยอะ” เฉิงเหวินฮว่าพูดพลางปล่อยให้หลี่ไหลตี้กอดแขน
“พอดีเลย เธอกำลังเรียนมัธยมปลายปีสองอยู่พอดี ช่วยพี่ดูโจทย์ข้อนี้หน่อยสิว่ามันทำยังไง”
หลี่ไหลตี้เรียนอยู่มัธยมปลายปีสองก็จริง แต่นั่นมันแค่เปลือกนอก เพราะเธอเห็นว่าคนอื่นเขาเรียนกัน อีกทั้งการมีวุฒิมัธยมปลายก็ค่อนข้างจะหางานง่ายกว่า เธอถึงได้ไปลงทะเบียนเรียนไว้เท่านั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอแทบไม่เคยเข้าเรียนเลย สามวันลา สี่วันป่วย เธอจะไปทำโจทย์คณิตศาสตร์พวกนี้ได้ยังไง
แต่เมื่อครู่เพิ่งจะอวดอ้างสรรพคุณตัวเองไปต่อหน้าเซี่ยเฉา เธอจึงทำได้แค่รับหน้าแข็งๆ ก้มลงมองหน้ากระดาษที่เฉิงเหวินฮว่าชี้ให้ดู “กำหนดให้มีเลข 6 ตัวคือ 1, 2, 3, 4, 7 และ 9 (1) สามารถสร้างเป็นเลข 5 หลักที่ไม่มีตัวเลขซ้ำกันได้กี่จำนวน...” ยิ่งอ่านเสียงของเธอก็ยิ่งแผ่วลงเรื่อยๆ จนแทบจะกลืนหายไปในลำคอ ใบหน้าเริ่มบูดบึ้งเพราะใช้ความคิดอย่างหนัก
“รอแป๊บนะคะ ขอฉันค้นหนังสือก่อน” เธอนึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะคำนวณมันยังไง หลี่ไหลตี้จึงก้มตัวลงไปกระชากลิ้นชักใต้โต๊ะเขียนหนังสืออย่างแรง
เซี่ยว่านฮุยนั่งอยู่บนคังในจุดที่ติดกับโต๊ะเขียนหนังสือพอดี ขอบประตูตู้ลิ้นชักที่เปิดออกมากะทันหันจึงฟาดเข้าที่หัวเข่าของเขาเต็มๆ เด็กหนุ่มเจ็บจนต้องร้องโอดเบาๆ รีบกุมเข่าลูบคลำไปมาด้วยความเจ็บปวด
เซี่ยเฉามองดูภาพนั้นแล้วทนไม่ไหว “ทั้งหมด 720 จำนวนค่ะ”
“เธอจะไปรุ้อะไร อย่ามาพูดมั่วซั่ว” หลี่ไหลตี้ตวาดกลับทันควันด้วยน้ำเสียงดูแคลน
เฉิงเหวินฮว่าเองก็ดูประหลาดใจไม่น้อย เธอหันกลับมามองเซี่ยเฉา “เธอคิดยังไงเหรอจ๊ะ”
เมื่อเห็นหลี่ไหลตี้ยังก้มๆ เงยๆ ค้นหาหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตาย เซี่ยเฉาจึงดึงเซี่ยว่านฮุยให้ขยับหลบมาด้านข้างเล็กน้อย “มันเป็นโจทย์การเรียงสับเปลี่ยนน่ะค่ะ พี่ลองคิดดูนะคะ จากเลข 6 ตัว เลือกมา 5 ตัวโดยไม่ซ้ำกัน...”
เธออธิบายด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่นานเฉิงเหวินฮว่าก็พยักหน้าหงึกๆ ทดเลขตามขั้นตอนที่เธออธิบายจนได้คำตอบ 720 เท่ากัน
หลี่ไหลตี้ยังไม่เชื่อสายตา “ฉันขอดูเฉลยหน่อย!” เธอรีบพลิกกระดาษไปดูหน้าที่เป็นเฉลยคำตอบท้ายเล่ม และก็ต้องเบิกตากว้าง... 720 จริงๆ ด้วย
ใบหน้าของเธอแดงก่ำขึ้นมาทันที “งั้น... งั้นเธอคำนวณต่อสิว่า ในจำนวนนั้นมีเลขคู่กี่จำนวน”
เซี่ยเฉาคำนวณในใจครู่หนึ่ง “240”
“แล้วมีกี่จำนวนที่เป็นผลคูณของ 3” หลี่ไหลตี้ถามเสียงสั่น
“120”
เซี่ยเฉาตอบได้อย่างไม่ลังเล ตอนที่เธอเรียนมหาวิทยาลัย เธอเคยทำงานพิเศษเป็นติวเตอร์สอนนักเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลายมาก่อน เรื่องอื่นอาจจะมีลืมไปบ้าง แต่โจทย์พื้นฐานเรื่องการจัดหมู่เรียงสับเปลี่ยนง่ายๆ แค่นี้เธอยังจำได้แม่น
เธอไม่นึกเลยว่าหลักสูตรคณิตศาสตร์มัธยมปลายในช่วงยุค 60 จะง่ายดายขนาดนี้ เพราะตอนที่เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้น นักเรียนมัธยมปลายต้องเริ่มเรียนแคลคูลัสกันแล้ว
น่าเสียดายเหลือเกิน... เธอดันเรียนจบเอกวิทยาการคอมพิวเตอร์มา พอมาอยู่ในยุคสมัยนี้ ความรู้ที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมาอย่างยากลำบากก็แทบจะไร้ประโยชน์ ไม่ต่างอะไรกับการที่ไม่ได้เรียนอะไรมาเลย
ในขณะที่เซี่ยเฉากำลังคร่ำครวญถึงความรู้ที่เสียเปล่า สีหน้าของหลี่ไหลตี้ก็เปลี่ยนไปมาสารพัดสี ทั้งแดงก่ำ สลับขาวซีด แล้วก็กลับมาเขียวคล้ำ
ถูกต้อง... เซี่ยเฉาคำนวณถูกหมดทุกข้อ
เมื่อกี๊นี้เอง เธอยังเพิ่งพูดแดกดันเซี่ยเฉาอยู่หยกๆ ว่าเป็นพวกบ้านนอกไม่มีความรู้ แม้แต่ตัวหนังสือบนข้อสอบก็คงอ่านไม่ออก หันมาอีกทีก็เหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่จนชาไปทั้งแถบ
หลี่ไหลตี้ยังคงไม่อยากจะยอมรับความจริง “เธอ... เธอไม่ได้เรียนไม่จบมัธยมต้นหรอกเหรอ”
ที่จริงแล้ว อำเภอในบ้านเกิดของเธอก็มีโรงเรียนมัธยมปลายอยู่เหมือนกัน เซี่ยเหล่าซานผู้เป็นพ่อมีลูกสาวคนเดียว เขาเองก็ไม่อยากให้เธอต้องลงมาทำงานหนักตรากตรำตั้งแต่ยังเด็กจนร่างกายทรุดโทรม แต่เจ้าของร่างเดิมกลับขี้ขลาดตาขาวเกินไป เธอยอมซักผ้าทำกับข้าวอยู่ที่บ้าน ยังดีกว่าต้องเดินทางไปเรียนหนังสือในที่ไกลๆ
เซี่ยเฉาก้มหน้าลงเล็กน้อย ทำท่าทางเหนียมอาย “พอดีพี่ต้านิ่วในหมู่บ้านเขาเรียนมัธยมปลายน่ะค่ะ ฉันเคยขอดูหนังสือของเขาบ้าง”
คำตอบนั้นยิ่งทำให้ใบหน้าของหลี่ไหลตี้ร้อนผ่าวเหมือนถูกไฟลน
เธอลงทุนเรียนมัธยมปลายมาตั้งสองปีเต็ม แต่กลับไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง ในขณะที่เซี่ยเฉาแค่พลิกๆ ดูหนังสือของคนอื่น ก็กลับทำโจทย์ที่เธอทำไม่ได้อย่างง่ายดาย
คราวนี้ไม่ใช่แค่หลี่ไหลตี้ แม้แต่หลี่เป่าเซิงที่นั่งเงียบมาตลอดก็ยังหันมามองเธอ ส่วนเฉิงเหวินฮว่าก็เอ่ยขึ้นอย่างจริงใจ “น่าเสียดายจังเลยนะ ถ้าน้องได้เรียนต่อก็น่าจะดี”
โชคดีเหลือเกินที่จังหวะนั้นมีเสียงตะโกนมาจากในครัวว่าเกี๊ยวต้มสุกพอดีแล้ว สถานการณ์อันน่าอึดอัดของหลี่ไหลตี้จึงยุติลงเพียงเท่านั้น
หญิงสาวรีบฉวยโอกาสนี้วิ่งหนีเข้าไปในครัวทันที เฉิงเหวินฮว่าเองก็เก็บหนังสือและสมุดเข้าที่ ก่อนจะเดินตามไปที่ตู้กับข้าวเพื่อหยิบตะเกียบกับถ้วยน้ำจิ้ม
ทันทีที่แผ่นหลังของเฉิงเหวินฮว่าก้าวพ้นประตูห้องออกไป เซี่ยเฉาก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
“เธอ... เธออยากอยู่ที่เมืองเจียงมากขนาดนั้นเลยเหรอ”
[จบบท]