บทที่ 131: ทางตัน
หลี่ฉางซุ่นอารมณ์เสียจนถึงขีดสุดอยู่แล้ว พอได้ยินคำถามเซ้าซี้ก็ยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่
“คุณช่วยหุบปากหน่อยได้ไหม? รอยพวกนี้ผมนี่แหละที่เป็นคนตี!”
พอได้ยินว่าเป็นฝีมือของสามี เถียนชุ่ยเฟินก็รีบหุบปากฉับทันที
“ถ้าอย่างนั้นเรื่องที่ไปคุยมา... สำเร็จไหมคะ?”
เธอรู้นิสัยสามีดีว่าเขารักลูกชายคนนี้มากแค่ไหน ความรักที่เขามีให้ลูกชายไม่ได้น้อยไปกว่าเธอเลย ถ้าไม่จนตรอกถึงที่สุดจริงๆ คนอย่างเขาไม่มีทางลงไม้ลงมือหนักขนาดนี้แน่
แต่ทว่า เมื่อหลี่ฉางซุ่นได้ยินคำถามนั้น เขากลับเงียบกริบไม่ตอบอะไร
เถียนชุ่ยเฟินเริ่มร้อนรน
“คุณก็พูดอะไรบ้างสิ!”
เธอพยายามคาดคั้นถามซ้ำๆ จนในที่สุดหลี่ฉางซุ่นก็ทรุดฮวบลงด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก
“จบกัน... ทุกอย่างจบเห่กันหมดแล้ว”
ทั้งสองคนแต่งงานกันมาเกือบสามสิบปีแล้ว ครั้งสุดท้ายที่เถียนชุ่ยเฟินเห็นสามีมีสภาพสิ้นหวังแบบนี้ ก็คือช่วงที่เพิ่งปลดปล่อยประเทศใหม่ๆ ในตอนนั้นการค้าขายถูกห้ามทำต่อ เขาไม่ได้เป็นนักบัญชีอีกต่อไป หลี่ฉางซุ่นต้องลงไปทำงานในนาเหนื่อยแทบขาดใจในแต่ละวัน แต่กลับได้แต้มแรงงานกลับมาแลกอาหารเพียงน้อยนิด
เพราะฐานะทางบ้านยากจนข้นแค้นจนเลี้ยงลูกหลายคนไม่ไหว ลูกสาวคนโตอย่างจาวตี้จึงต้องแต่งงานออกไปทั้งที่อายุเพิ่งจะสิบห้าปี เพื่อแลกกับเสบียงอาหารมาจุนเจือปากท้องคนทั้งครอบครัว ส่วนลูกสาวคนที่สองอย่างไต้ตี้ก็ถูกให้ออกเรือนไปตอนอายุสิบหก
ช่วงเวลานั้น ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างพากันหัวเราะเยาะถากถาง ว่าครอบครัวของพวกเขามีชีวิตรอดมาได้ก็เพราะขายลูกสาวกิน
แต่หลังจากผ่านไปไม่กี่ปี พ่อเฒ่าหลี่ของบ้านพวกเขาก็ได้ย้ายมาเป็นนักบัญชีที่ตงเป่ย ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวถึงได้ฟื้นตัวดีขึ้นจนลืมตาอ้าปากได้
เถียนชุ่ยเฟินกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ
“คิดว่าตัวเองอยากจะแต่งก็แต่ง อยากจะหย่าก็หย่าได้ง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ ในเมื่อบ้านนั้นกล้าทำเมินไม่ไว้หน้ากัน แถมยังเหยียบย่ำศักดิ์ศรีกันขนาดนี้ พวกเราก็ไม่ต้องไปง้อขอร้องแล้ว ยื้อเวลาไม่ยอมเซ็นใบหย่าดูสิว่าพวกมันจะทำยังไง!”
ในยุคสมัยนี้ การหย่าร้างเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ไม่ต้องพูดถึงการฟ้องหย่าขึ้นโรงขึ้นศาลเลย
แม้กระทั่งในอีกหลายสิบปีให้หลัง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยืนกรานหัวชนฝาว่าไม่ยอมหย่า การจะหย่าให้สำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เว้นเสียแต่ว่าจะมีหลักฐานการนอกใจหรือการทำร้ายร่างกายที่ชัดเจนแน่นหนา มิฉะนั้นหากเป็นเพียงแค่ปัญหาความรักจืดจาง ศาลก็มักจะเน้นการไกล่เกลี่ยประนีประนอมเป็นหลัก
ที่เถียนชุ่ยเฟินพูดออกมาแบบนี้ เพราะเธอตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะยื้อเวลาทรมานคนบ้านตระกูลเฉิง ในเมื่อฉันไม่มีความสุข พวกแกก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุขเลย
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังประเมินผลกระทบจากการที่เรื่องฉาวโฉ่นี้ถูกป่าวประกาศออกไปต่ำเกินไป
เช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่เธอก้าวเท้าออกจากบ้าน เธอก็สังเกตเห็นยายหวางเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามกำลังจับกลุ่มซุบซิบนินทากับเพื่อนบ้านคนอื่นๆ พอเธอเดินไปซื้อกับข้าวที่ตลาด ก็มักจะสัมผัสได้ถึงสายตาแปลกๆ ที่มองมาอยู่ตลอดเวลา
ยังไม่ทันจะถึงช่วงเที่ยง หลี่ไหลตี้ก็วิ่งร้องไห้โฮกลับมาที่บ้าน บอกว่าตอนที่เธอไปรับใบประกาศจบการศึกษาที่โรงเรียน มีคนด่าว่าครอบครัวของเธอเป็นพวกเนรคุณ
“โดนคนเขาพูดจาว่าร้ายนิดๆ หน่อยๆ จะเป็นอะไรไป? มันไม่ได้ทำให้เนื้อหลุดออกไปสักก้อนเสียหน่อย”
เถียนชุ่ยเฟินนึกย้อนไปถึงตอนที่เธอยอมผิดสัญญาหมั้นเพื่อมาแต่งงานกับหลี่ฉางซุ่น ฌตอนนั้นก็มีคนนินทาว่าร้ายเหมือนกัน แต่พอเห็นว่าเธอมีชีวิตที่ดีขึ้น คนพวกนั้นก็พากันกลับมาประจบสอพลอไม่ใช่หรือ?
แต่ทว่า คืนนั้นเมื่อหลี่ฉางซุ่นกลับมาถึงบ้าน สีหน้าของเขากลับดูย่ำแย่ยิ่งกว่าเมื่อวานเสียอีก
“เบื้องบนสั่งให้ตรวจสอบบัญชีที่ผมทำในช่วงไม่กี่ปีมานี้”
หน่วยงานต่างๆ ในยุคก่อนการปฏิรูปและเปิดประเทศนั้น หากใครคิดจะยักยอกเงินหลวงสักก้อน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
ต่อให้เป็นถึงระดับผู้จัดการโรงงานหรือเลขาธิการพรรค หากต้องการจะเบิกเงินสักก้อน ก็ยังต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบจากทั้งนักบัญชีและเจ้าหน้าที่การเงิน ต้องมีลายเซ็นครบอย่างน้อยสามคนถึงจะเบิกเงินออกมาได้
แต่ในโลกนี้ไม่มีระบบระเบียบใดที่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ตราบใดที่คนเป็นผู้ปฏิบัติงาน ย่อมมีช่องโหว่ให้เล็ดลอดได้เสมอ ยกตัวอย่างเช่น แผนกจัดซื้อที่ต้องออกไปจัดหาวัตถุดิบ หรือแผนกขายที่ต้องออกไปติดต่อค้าขาย ล้วนแต่มีการกินส่วนต่างหรือรับเงินทอนกันไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถตกแต่งตัวเลขบัญชีให้เนียนได้แค่ไหน
ทันทีที่ได้ยิน เถียนชุ่ยเฟินก็หน้าถอดสีทันที
“เฉิงเจิ้งเยว่คิดจะเล่นงานคุณเหรอ?”
“เขาจะตรวจสอบก็ให้เขาตรวจสอบไปสิ”
หลี่ไหลตี้ที่ยังคงนอนสะอึกสะอื้นอยู่บนเตียงเตาพูดย้อนขึ้นมา
“พ่อก็ไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ดูซิว่าเขาจะหาเรื่องจับผิดอะไรได้!”
ทั้งหลี่ฉางซุ่นและเถียนชุ่ยเฟินต่างหันไปมองลูกสาว แต่ไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำ
หลี่ไหลตี้เห็นท่าทีของพ่อแม่ก็ชะงักไป
“เป็นอะไรไปคะ? หรือว่าบัญชีที่พ่อทำมันมีปัญหาจริงๆ?”
เรื่องแบบนี้ใครเขาจะพูดออกมาตรงๆ กัน? เถียนชุ่ยเฟินรู้สึกอยากจะมุดดินหนีความโง่ของลูกสาวตัวเองจริงๆ
“แกคิดบ้าอะไรของแก? บัญชีของพ่อแกไม่มีปัญหาแน่นอนอยู่แล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นพ่อกับแม่จะกลัวอะไรกัน? โดนพ่อของพี่สะใภ้ขู่จนขวัญหนีดีฝ่อไปหมดแล้วเหรอ?”
“วันนี้เขามาตรวจ พรุ่งนี้เขาก็มาตรวจอีก แล้วพ่อแกจะมีสมาธิทำงานได้ยังไง? คนอื่นเขาจะมองพ่อแกยังไง?”
หลี่ไหลตี้คิดตามแล้วก็เห็นด้วย
“แล้วจะทำยังไงดีล่ะคะ? เขาเป็นถึงผู้จัดการ ถ้าคิดจะแกล้งพวกเรามันง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยเข้าปากเสียอีก”
พอพูดถึงตรงนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
“พ่อกับแม่ก็เอาแต่เข้าข้างพี่ชาย ไม่เคยคิดจะดัดนิสัยเขาบ้างเลย ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ชายไปก่อเรื่องงามหน้าไว้ ที่บ้านเราจะต้องมาเจอเรื่องซวยแบบนี้ไหม? เดิมทีทุกอย่างก็กำลังไปได้สวยแท้ๆ รอหนูเรียนจบก็จะได้มีงานทำ แต่ตอนนี้ดูสิ...”
เถียนชุ่ยเฟินไม่อยากจะเสวนากับลูกสาวที่เอาแต่พูดเรื่องงานของตัวเอง เธอพยายามขบคิดหาทางออกอย่างหนัก
“พ่อเฒ่าหลี่ คุณรู้จักกับหัวหน้าฝ่ายเย่ที่สำนักงานพาณิชย์ไม่ใช่เหรอ? ลองไปขอให้เขาช่วยหน่อยได้ไหม?”
“หัวหน้าฝ่ายเย่ก็เป็นคนของเฉิงเจิ้งเยว่ ผมรู้จักเขาได้ก็เพราะผ่านทางเฉิงเจิ้งเยว่นั่นแหละ”
เถียนชุ่ยเฟินถึงกับพูดไม่ออก จุกจนแน่นหน้าอก
พอลองมาไล่เรียงดูเส้นสายที่ครอบครัวพวกเธอพอจะพูดคุยได้ มีคนไหนบ้างที่ไม่ได้รับอานิสงส์มาจากผู้จัดการเฉิง?
พวกเธอเพิ่งย้ายมาอยู่ที่เมืองเจียงได้ไม่นาน นับนิ้วดูแล้วก็เพิ่งจะห้าปีเท่านั้น แทบจะไม่มีรากฐานหรือพรรคพวกที่แท้จริงในท้องถิ่นนี้เลย
หลี่ฉางซุ่นเหลือบตามองลูกชายที่นอนซมอยู่บนเตียงเตา
“เฉิงเจิ้งเยว่กำลังบีบให้พวกเรายอมหย่ากับลูกสาวเขา”
เถียนชุ่ยเฟินเองก็คิดเรื่องนี้ได้เช่นกัน เธอโกรธจนกัดฟันกรอด
“ไอ้แก่เฉิงเจิ้งเยว่นี่มันน่ารังเกียจจริงๆ! ทำไมถึงได้เอางานการของคุณมาข่มขู่กันแบบนี้? ถ้ารู้สันดานว่าบ้านนั้นเป็นคนประเภทนี้ ตั้งแต่แรกฉันไม่มีทางยอมให้เป่าเซิงแต่งงานกับลูกสาวมันเด็ดขาด”
พูดไปตอนนี้จะมีประโยชน์อะไร?
หลี่ฉางซุ่นไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืด เขาหันไปมองลูกชายอีกครั้ง
“ลูกผู้ชายต้องรู้จักรักษาตัวรอด ยอมหย่าไปซะ”
ครั้งนี้เถียนชุ่ยเฟินไม่ได้คัดค้านอะไร แต่หลี่เป่าเซิงกลับไม่ยอม
“ผมไม่หย่า!”
เขาลุกพรวดพราดขึ้นมาจากเตียงเตา จ้องมองพ่อแม่ด้วยใบหน้าที่ยังเขียวช้ำและบวมเป่งจนดูน่ากลัว
“ผมไม่ยอมหย่าเด็ดขาด!”
“ไม่อยากหย่า แล้วก่อนหน้านี้แกมัวไปทำบ้าอะไรอยู่?”
ทั้งหมดเป็นเพราะหลี่เป่าเซิงกับนังแพศยาหวังเสี่ยวชุนนั่นแท้ๆ ตอนนี้ทั้งขายขี้หน้าชาวบ้าน ครอบครัวแตกแยก แม้แต่งานการของพ่ออย่างเขาก็กำลังจะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว
จะบอกว่าหลี่ฉางซุ่นไม่โกรธลูกชายคนนี้เลยก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่พอลูกชายก่อเรื่องจนพังพินาศไปหมดแล้ว กลับมาตะโกนปาวๆ ว่าไม่อยากหย่า
คนบางประเภทก็เป็นแบบนี้ ให้ตัดขาดจากเมียน้อยข้างนอกก็ทำไม่ได้ ให้เลิกกับเมียหลวงที่บ้านก็ไม่อยากเลิก
เขาเป็นประเภทที่เสียดาย ไม่ยอมปล่อยมือจากใครสักคน จะเรียกว่าใจอ่อนก็ได้ หรือจะเรียกว่าเห็นแก่ตัวก็ได้เช่นกัน
แต่ในเมื่อตระกูลเฉิงลงมือจัดการขั้นเด็ดขาดแล้ว การหย่าร้างครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะปฏิเสธได้ง่ายๆ เพียงแค่คำว่าไม่ยอม
ลำพังหลี่ฉางซุ่นที่เป็นแค่นักบัญชีคนหนึ่งจะไปยักยอกอะไรได้มากมาย สุดท้ายก็แค่พลอยได้กินน้ำแกงหกๆ หล่นๆ ตามหลังพวกแผนกจัดซื้อเท่านั้น พอมีข่าวลือสะพัดออกไปว่าเบื้องบนจะส่งคนมาตรวจสอบบัญชี พวกคนในแผนกจัดซื้อกลับร้อนรนยิ่งกว่าตัวเขาเสียอีก
บ้างก็ไปดักรอเขาที่หน้าร้านค้าสาขาห้า บ้างก็บุกมาหาถึงที่บ้าน
ข้อเรียกร้องของคนพวกนั้นมีเพียงอย่างเดียว คือให้เขารีบไปจัดการเคลียร์ปัญหาความบาดหมางกับผู้จัดการเฉิงให้จบๆ ไปโดยเร็วที่สุด ถ้าเขาจะซวยก็ให้ซวยไปคนเดียว อย่าได้ลากคนอื่นลงหลุมไปด้วย
[จบบท]