บทที่ 139: ความจริงกระจ่าง
ในเมื่อตอนนี้ภรรยาตัวจริงของไต้ฉางชิ่งอุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางมาจากบ้านเกิดเพื่อตามหาสามีถึงที่นี่แล้ว เหอเอ้อลี่จึงตัดสินใจพูดความจริงทั้งหมดออกมาให้สิ้นซากในคราวเดียว เพื่อให้เรื่องราวมันกระจ่างชัดเจน จะได้ไม่ต้องมีใครมาครหาครอบครัวเขาได้อีก
“ในตอนแรกคนที่เสนอหน้าจะแนะนำคู่ครองให้กับไต้ฉางชิ่งคนบ้านพวกคุณ ก็คือป้าผู้แสนดีคนนี้นี่แหละ แต่เสียดายที่เรื่องยังดำเนินไปไม่ถึงขั้นพูดคุยเรื่องแต่งงาน ทางบ้านเราก็สืบทราบความจริงเสียก่อน คุณวางใจเถอะ ลูกสาวบ้านเราไม่มีทางแต่งงานกับผู้ชายที่มีเมียมีลูกแล้วเด็ดขาด หรือต่อให้แค่มีคู่หมั้นคู่หมายจับจองตัวไว้แล้วก็ไม่เอาเหมือนกัน เรื่องระหว่างคุณกับคนบ้านนั้น พวกคุณไปตกลงจัดการกันเอาเองเถอะ”
เมียจากบ้านเกิดคนนั้นพอได้ยินก็ปล่อยโฮออกมาทันที น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มด้วยความอัดอั้นตันใจ
“พ่อกับแม่ของเขาเป็นคนจัดการสู่ขอฉันแต่งงานเข้าบ้าน ฉันอุตส่าห์คลอดลูกให้เขา แถมยังต้องคอยปรนนิบัติดูแลพ่อแม่ของเขาอยู่ที่บ้านเกิด พวกคุณทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไงกัน!”
พอแม่เริ่มร้องไห้ฟูมฟาย เด็กน้อยในอ้อมกอดก็ตกใจจนส่งเสียงร้องจ้าตามไปด้วย เสียงร้องระงมของทั้งแม่ทั้งลูกทำให้สีหน้าของคนตระกูลติงดูย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จนแทบดูไม่ได้
ทีแรกพวกเขาตั้งท่าจะเค้นถามเหอเอ้อลี่ว่า เป็นคนบ้านเหอใช่ไหมที่เขียนจดหมายไปฟ้องเรียกคนทางนู้นมา แต่ทว่าสายตาของชาวบ้านร้านตลาดที่มามุงดูรอบๆ กลับเปลี่ยนไปเสียก่อน จากที่เคยมองอย่างสงสัยใคร่รู้ ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์และดูแคลนอย่างปิดไม่มิด บางคนถึงกับทนไม่ไหวเอ่ยปากวิจารณ์ออกมาเสียงดัง
“แม่มันเอ๊ย ยังมีคนสารเลวพรรค์นี้อยู่อีกเหรอเนี่ย? ถ้าฉันเป็นเหอเอ้อลี่นะ ฉันก็จะกระทืบมันเหมือนกัน”
สิ้นเสียงวิจารณ์นั้น ก็มีเสียงสนับสนุนดังเซ็งแซ่ตามมาเป็นระลอก
“ถ้าพูดแบบนี้ แสดงว่าที่เฉินจี้เป่ยตีมันแขนหักไปข้างเดียวนี่ยังถือว่าปรานีเกินไปนะ คนแบบนี้มันน่าจะตีให้ขาหักสักสองข้าง ไม่สิ ต้องตีให้ขาที่สามหักไปด้วยเลยถึงจะสาสม”
“ที่แท้ก็เป็นคนสันดานแบบนี้นี่เอง มิน่าล่ะตอนนั้นถึงยังมีหน้าวิ่งแจ้นมาโวยวายถึงในหน่วยงานได้”
“ใครจะไปรู้ว่าตกลงแล้วตีหักจริงหรือเปล่า ปล่อยให้เมียเลี้ยงพ่อแม่ตัวเองอยู่ที่บ้านนอก ส่วนตัวเองกลับมาหาแต่งเมียใหม่อยู่ข้างนอก ช่างกล้าคิดทำเรื่องชั่วๆ แบบนี้ออกมาได้...”
นี่ต่างหากคือสิ่งที่น่าละอายที่สุด พฤติกรรมแบบนี้แทบจะเลวร้ายพอๆ กับเรื่องฉาวโฉ่ของหลี่เป่าเซิงที่เพิ่งจะเป็นขี้ปากชาวบ้านไปเมื่อพักก่อน เผลอๆ จะน่าสะอิดสะเอียนยิ่งกว่าเรื่องของหลี่เป่าเซิงเสียอีก
รองผู้จัดการโรงงานเองก็เริ่มทนไม่ไหวกับความวุ่นวายที่ครอบครัวนี้ก่อขึ้นจนส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย เขาจึงรีบตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาไล่ตะเพิดคนกลุ่มนี้ออกไป
ในเมื่อคนไม่ได้เป็นอะไรมาก ยายแก่คนนั้นพอเห็นหมาทำท่าจะไล่กวด ก็ลืมความเจ็บป่วยวิ่งหนีแน่บยิ่งกว่าคนหนุ่มสาวเสียอีก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเห็นดังนั้นจึงไม่เกรงใจอีกต่อไป รีบเข้าไปไล่ต้อนทันที
“ไปๆๆ รีบออกไปให้พ้นเลยนะ! ขืนยังไม่ไปอีก พวกเราจะไปตามตำรวจกงอันมาลากตัวไปจริงๆ ด้วย ทีนี้จะได้ส่งพวกแกเข้าไปนอนในคุกเป็นเพื่อนกับหลานชายแกซะเลย”
เจ้าต้ามาวที่ได้พักหายใจจนหายเหนื่อยแล้ว ก็ส่งเสียงเห่าขู่คำรามต่ำๆ อยู่ข้างๆ ตลอดเวลา ทำให้คนตระกูลติงต่อให้ไม่อยากไปแค่ไหนก็ต้องจำใจถอยทัพ
ผู้ชายคนนั้นแบกแผ่นไม้ประตูขึ้นบ่าอย่างหัวซุกหัวซุน ส่วนแม่เฒ่าตัวดีก็ถูกภรรยาของไต้ฉางชิ่งเกาะแขนแน่นหนึบไม่ยอมปล่อย ลากถูลู่ถูกังกันออกไป
จนกระทั่งเดินห่างออกไปไกลโขแล้ว ก็ยังแว่วเสียงตะคอกถามด้วยความคับแค้นใจของภรรยาไต้ฉางชิ่งลอยมาตามลม ถึงแม้ว่าวันนี้ตัวต้นเรื่องอย่างไต้ฉางชิ่งจะไม่ได้โผล่หน้ามา แต่ชื่อเสียงของเขาก็ได้โด่งดังเน่าเฟะไปทั่วเมืองเจียงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เหอเอ้อลี่มองตามหลังคนพวกนั้นไปจนลับสายตา ก่อนจะหันมาถามเซี่ยเฉาด้วยน้ำเสียงที่ยังเจือความกังวลอยู่บ้าง
“เรื่องนี้... ถือว่าจบลงด้วยดีแล้วใช่ไหม?”
“น่าจะจบแล้วล่ะ ตอนนี้ตัวเขาเองก็เข้าไปอยู่ในคุก เมียเขาก็ตามมาถึงที่แล้ว ต่อไปเขาคงอย่าได้หวังจะมาหลอกลูกสาวบ้านไหนในเมืองเจียงได้อีกเลย”
“ถ้าอย่างนั้นก็ค่อยโล่งอกหน่อย”
เหอเอ้อลี่ถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความโล่งใจ ก่อนจะหันมาพูดกับเซี่ยเฉาด้วยสีหน้าจริงจังและซาบซึ้งใจ
“ขอบคุณมากนะ วันนี้ต้องรบกวนเธออีกแล้ว แถมยังทำให้เธอต้องมาวุ่นวายไปด้วย”
“ไม่รบกวนอะไรหรอกค่ะ ถือว่าช่วยทวงความยุติธรรมให้จี้เป่ยของบ้านเราไปด้วยในตัว”
เหอเอ้อลี่ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“ที่แท้ก็ยังมีเหตุผลนี้ด้วยเหรอเนี่ย? มิน่าล่ะ พ่อฉันถึงชอบพูดอยู่บ่อยๆ ว่าจี้เป่ยโชคดีที่ได้แต่งงานกับภรรยาดีๆ แบบนี้ เห็นแบบนี้แล้วเล่นเอาฉันอยากแต่งงานบ้างเลย”
พอคนตระกูลติงจากไปกันหมดแล้ว เจ้าต้ามาวก็เลิกเห่ากรรโชก มันกระดิกหางดิ๊กๆ เดินวนเวียนอยู่รอบขาพี่กัวอย่างน่าเอ็นดู ราวกับจะรอรับคำชม
รองผู้จัดการโรงงานอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองเจ้าหมาฮีโร่ตัวนี้ แล้วหันไปถามพี่กัวด้วยความสงสัย
“คุณนึกยังไงถึงได้พาหมามาด้วยเนี่ย?”
พี่กัวกระตุกเชือกจูงหมาให้ตึงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะบุ้ยใบ้ไปทางเซี่ยเฉา
“ฉันไม่ได้เป็นคนคิดหรอกค่ะ เสี่ยวเฉาต่างหากที่เป็นคนต้นคิด”
“นี่เป็นความคิดของคุณเหรอ?”
รองผู้จัดการโรงงานหันไปมองเซี่ยเฉาด้วยความแปลกใจ
เซี่ยเฉาเป็นผู้หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาดูอ่อนหวานบอบบาง ดูภายนอกแล้วไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นคนที่พูดจาฉะฉานและจัดการปัญหาได้เด็ดขาดตรงจุดขนาดนี้
แถมหลังจากเพิ่งจัดการปัญหาใหญ่จบลงไปหมาดๆ บนใบหน้าของเธอก็ไม่มีแววลำพองใจเลยสักนิด เธอยังคงยิ้มบางๆ อย่างนอบน้อม
“พวกนั้นมาอาละวาดน่ากลัวเกินไปน่ะค่ะ ฉันเองก็จนปัญญาไม่รู้จะใช้วิธีไหนดี พอดีนึกขึ้นได้ว่าบ้านพี่กัวเลี้ยงหมาตัวใหญ่เอาไว้ ก็เลยลองขอให้พี่เขาพามาดูค่ะ เผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง”
“ผมว่าวิธีนี้เข้าท่าดีทีเดียว”
รองผู้จัดการโรงงานชี้นิ้วไปทางป้อมยามหน้าประตูโรงงาน
“เดี๋ยววันหลังโรงงานเราหามาเลี้ยงไว้เฝ้าประตูสักตัวบ้างดีกว่า”
ในยุคสมัยนี้ที่อาหารการกินขาดแคลน การเลี้ยงสัตว์ใหญ่ในเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่เหมือนในชนบทที่ยังพอหาปลูกผักหญ้ากินเองได้ จะมีก็แต่ครอบครัวพนักงานสองแรงแข็งขันแถมยังมีญาติทำงานอยู่ฟาร์มป่าไม้อย่างบ้านพี่กัวเท่านั้นแหละที่พอจะมีปัญญาเลี้ยงไหว
แต่ถึงคนอื่นจะขาดแคลนอาหาร อย่างไรเสียที่นี่ก็คือโรงงานผลิตอาหาร พวกของเหลือทิ้งหรือของตกเกรดจากการผลิตแค่แบ่งเอามาให้หมากินสักหน่อยก็เหลือเฟือแล้ว
ยิ่งคิดรองผู้จัดการโรงงานก็ยิ่งรู้สึกว่าความคิดนี้เข้าท่าสุดๆ
“นอกจากจะช่วยกันพวกคนพาลมาหาเรื่องได้แล้ว ยังช่วยเฝ้าโรงงานตอนกลางคืนได้อีกด้วย”
พอหันกลับไปเห็นว่ายังมีจีนมุงบางส่วนยืนออไม่ยอมไปไหน เขาจึงโบกมือไล่
“มายืนออทำอะไรกันตรงนี้? แยกย้ายกันกลับไปทำงานได้แล้วไป”
ท่ามกลางฝูงชนที่ค่อยๆ ทยอยสลายตัว โจวเสวี่ยฉินที่ยืนปะปนอยู่ด้วยค่อยๆ ขยับเท้าก้าวออกมา สีหน้าของเธอดูไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัดและดูย่ำแย่ลงกว่าเดิมเสียอีก
เดิมทีเธอตั้งใจจะมาดูเซี่ยเฉาโดนเล่นงานให้อับอายขายขี้หน้า แต่กลายเป็นว่าแม่นั่นกลับได้หน้า ได้แสดงความเก่งกาจไปอีกฉากใหญ่เสียอย่างนั้น
ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้ชอบทำตัวเด่นเรียกร้องความสนใจนักนะ?
แล้วไอ้คำพูดที่ว่าเฉินจี้เป่ยตีคนเบาไปนั่นมันหมายความว่ายังไง? เขาไปตีคนอื่นมันก็เป็นความผิดของเขาชัดๆ ต่อให้อีกฝ่ายจะไม่ใช่คนดี แต่มันใช่เหตุผลที่จะไปหักแขนคนอื่นได้เหรอ?
สถานการณ์กลับตาลปัตรแบบนี้ มันทำให้สิ่งที่หล่อนเคยเที่ยวด่าปาวๆ ว่าเฉินจี้เป่ยเป็นพวกชอบใช้ความรุนแรง กลายเป็นเหมือนว่าหล่อนจงใจใส่ร้ายป้ายสีเขาไปเสียฉิบ
อุตส่าห์ว่าช่วงบ่ายอารมณ์เริ่มจะดีขึ้นมาบ้างแล้วเชียว ตอนนี้โจวเสวี่ยฉินกลับรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านยิ่งกว่าเดิม เหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่อก
ตกเย็น ถึงเวลาเลิกงาน เฉินจี้เป่ยขี่จักรยานมารอรับภรรยาที่หน้าโรงงานอาหารเหมือนเช่นทุกวัน
“มารับเมียอีกแล้วเหรอพ่อหนุ่ม?”
คุณลุงยามที่กำลังนั่งหมุนคลื่นวิทยุเล่นอยู่ในป้อมยามเหลือบไปเห็นเขาเข้า ก็เลยร้องทักทายขึ้นมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
เฉินจี้เป่ยเป็นคนเงียบขรึมพูดน้อย ในหน่วยงานแทบไม่ค่อยมีใครสุงสิงด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่คุณลุงยามเป็นฝ่ายเอ่ยทักเขาก่อน ทำเอาเขาชะงักไปเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ
โชคดีที่คุณลุงยามแกก็พอจะรู้นิสัยของเขาอยู่บ้าง แกจึงไม่รอให้เขาตอบคำถาม แต่รีบพูดจ้อต่อทันที
“เมียตัวน้อยของคุณนี่มองภายนอกนึกว่าจะหัวอ่อนรังแกง่าย ไม่นึกเลยนะว่าจะเก่งกล้าขนาดนี้ คุณมาช้าไปหน่อยเลยไม่ทันได้เห็นฉากเด็ด เธอพูดแค่ไม่กี่ประโยคก็เล่นเอาพวกนักเลงที่มาหาเรื่องต้องเผ่นแน่บกลับไปแทบไม่ทัน”
“มีคนมาหาเรื่องเหรอครับ?”
พอได้ยินว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับเซี่ยเฉา เฉินจี้เป่ยก็ขมวดคิ้วมุ่นทันที น้ำเสียงเจือความร้อนรน
“เธอเป็นอะไรไหมครับ?”
“เธอจะเป็นอะไรได้ล่ะ? เธอนั่นแหละที่ทำเอาคนพวกนั้นกลัวจนแทบฉี่ราดกางเกง”
คุณลุงยามโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน ไหนๆ ช่วงนี้ก็ว่างอยู่พอดี แกเลยถือโอกาสเล่าเรื่องวีรกรรมเมื่อช่วงบ่ายให้เฉินจี้เป่ยฟังอย่างออกรสออกชาติ
“บ้านเหอก็นับว่าซวยจริงๆ อุตส่าห์จะหาคู่ให้ลูกสาว ดันไปเจอคนสารเลวพรรค์นั้นเข้าให้ แถมยังหน้าด้านมาโวยวายถึงในโรงงานตั้งหลายรอบ”
เฉินจี้เป่ยยืนฟังเรื่องราวทั้งหมดด้วยสีหน้าที่อ่านยาก ก่อนจะเอ่ยทวนคำพูดประโยคหนึ่งเบาๆ
“ลุงบอกว่า... เธอพูดว่าจะทวงความยุติธรรมให้ผมเหรอครับ?”
“ก็ใช่น่ะสิ เงินเดือนขั้นหนึ่งของคุณที่โดนหักไปนั่นน่ะเสียเปล่าชัดๆ น่าจะลองเขียนคำร้องไปที่เบื้องบนดูนะ คนพรรค์นั้นสมควรโดนตีแล้วไม่ใช่หรือไง...”
พอเซี่ยเฉาเดินพ้นประตูโรงงานออกมา เธอก็เห็นชายหนุ่มร่างสูงยืนพิงรถจักรยานสูบบุหรี่รออยู่
คอเสื้อที่ปลดกระดุมออกเล็กน้อยเพื่อระบายความร้อนในฤดูร้อนเผยให้เห็นไหปลาร้าได้รูป ท่ามกลางควันบุหรี่สีเทาจางๆ ที่ลอยอ้อยอิ่ง สายตาของเขาทอดมองออกไปไกลโพ้น ดูเหมือนกำลังเหม่อลอยคิดอะไรบางอย่าง
ทันทีที่รู้สึกตัวว่าเซี่ยเฉาเดินมาถึงแล้ว ชายหนุ่มก็รีบดับบุหรี่ในมือ แล้วเก็บก้นบุหรี่ที่เหลือครึ่งมวนใส่กลับเข้าไปในซองอย่างระมัดระวัง
ทว่ายามที่เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับเซี่ยเฉา แววตานั้นกลับดูลึกซึ้งกว่าทุกวัน ราวกับสระน้ำที่เงียบสงบ จู่ๆ ก็มีหินก้อนหนึ่งตกลงไป จนเกิดระลอกคลื่นแห่งความรู้สึกบางอย่างสั่นไหวอยู่ภายในความเงียบงันนั้น
[จบบท]