บทที่ 16: ควันบุหรี่และการตัดสินใจ
“ตกลงค่ะ” หลิวเถี่ยผิงรับคำด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมความยินดี เธอนึกไปว่าคนที่สามีพูดถึงคือหยางเฉี่ยวเจวียน หลานสาวที่เธอหมายตาไว้
ทว่าเพียงครู่เดียวที่ความยินดีนั้นคงอยู่ เธอเบิกตากว้างเมื่อได้ยินชื่อที่ไม่คาดคิด “เอ๊ะ คุณว่าใครนะคะ เสี่ยวเซี่ยเหรอ”
“อืม” ลู่เจ๋อถงตอบรับในลำคอเพียงเท่านั้น มือของเขาจุดไม้ขีดไฟ แล้วบรรจงต่อเปลวไฟนั้นเข้ากับปลายมวนบุหรี่
ควันสีขาวเริ่มก่อตัวเป็นกลุ่มก้อน ขณะที่ไฟในใจของหลิวเถี่ยผิงก็ลุกโชนขึ้นมาเช่นกัน “คุณไปตกลงกับเธอได้ยังไงคะ แล้วที่ฉันพยายามพูดกับคุณอยู่นานสองนานนี่มันไม่มีความหมายอะไรเลยเหรอ”
“จี้เป่ยเขาถูกใจ”
“เขาถูกใจคุณก็เห็นดีเห็นงามไปด้วยเหรอคะ เด็กอย่างเขาจะไปรุ้อะไร” หลิวเถี่ยผิงขึ้นเสียง แววตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เธอแทบจะลุกขึ้นกระแทกเท้าด้วยความขัดใจ
เมื่อโพล่งออกไปแล้วถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าลู่เจ๋อถงกำลังจ้องมองเธอด้วยสายตาที่ลึกล้ำยากจะคาดเดา เขามองเธอผ่านม่านควันที่เริ่มลอยฟุ้งอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขา
“ที่คุณพยายามนักหนาจะให้หยางเฉี่ยวเจวียนแต่งกับจี้เป่ย คงไม่ใช่เพราะเห็นแก่ต้าจวิน น้องชายคุณหรอกนะ”
ลู่เจ๋อถงเคยเป็นทหารผ่านศึกมาก่อน เวลาที่เขาจ้องมองใครด้วยสายตาแบบนี้ มันมักจะแฝงไปด้วยแรงกดดันที่เหมือนจะตอกตรึงคนให้หยุดนิ่ง
หัวใจของหลิวเถี่ยผิงเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง แต่กระนั้นเธอก็ยังไม่คิดจะยอมถอย
“ทีอย่างนี้มาว่าฉัน คุณเองก็ใช่ย่อยที่ดูถูกต้าจวิน ฉันจะไปทำอะไรเพื่อเขาได้คะ ที่ฉันทำทั้งหมดก็เพราะอยากให้จี้เป่ยได้คนดีๆ ได้ผู้หญิงที่จะมาช่วยดูแลเขาหลังแต่งงาน ไม่ใช่สร้างภาระ อย่างน้อยเฉี่ยวเจวียนก็เป็นเด็กที่เราเห็นกันมาแต่เล็กแต่น้อย รู้จักพื้นเพกันดี แต่เสี่ยวเซี่ยคนนั้น บ้านเกิดเธออยู่ไกลเป็นพันๆ ลี้ เราจะไปสืบประวัติเธอได้จากที่ไหน ใครจะไปตรัสรู้ได้ว่าทำไมผู้หญิงอายุยี่สิบกว่าแล้วถึงยังไม่ได้ออกเรือน มันอาจจะมีปัญหาอะไรที่เราไม่รู้ก็ได้”
คำว่า ‘ปัญหา’ สำหรับผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานในยุคสมัยนี้ มันมีความหมายกว้างไกลไปได้สองทาง หนึ่งคือร่างกายไม่สมบูรณ์ หรือสองคือความประพฤติมีตำหนิ
“เรื่องพวกนี้มันยังไม่มีมูล อย่าไปพูดจาทำลายชื่อเสียงเด็กผู้หญิงเขา” ลู่เจ๋อถงขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น “ผมไม่สนใจว่าคุณคิดจะทำอะไร แต่เรื่องของจี้เป่ยคุณไม่ต้องเข้ามายุ่ง พรุ่งนี้ตอนที่เขาไปส่งสินสอด คุณก็ไม่ต้องไปด้วย จะได้ไม่ไปพูดจาอะไรที่ไม่เข้าท่าให้ฝั่งนั้นเขาต้องขุ่นข้องหมองใจ”
“แต่ทางฝั่งเสี่ยวเจวียนฉันบอกเขาไปแล้วนะคะ นี่คุณจะให้ฉันเอาหน้าไปไว้ที่ไหน” หลิวเถี่ยผิงรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า
“วันนี้คุณไปอธิบายกับเสี่ยวเซี่ยไว้ยังไง ก็กลับไปอธิบายกับหลานคุณแบบนั้นแหละ”
ลู่เจ๋อถงเห็นแววตาที่หลุกหลิกของภรรยา เขาก็พ่นควันบุหรี่ออกมาพร้อมกับคำพูดที่เฉียบขาด “หลายปีก่อนตอนต้าจวินแต่งงาน เขายืมเงินไปห้าร้อย เมื่อเดือนที่แล้วตอนเมียเขาคลอดลูก ก็มาเอาไปอีกสองร้อย ถ้าเรื่องแต่งงานของจี้เป่ยคราวนี้ยังมีปัญหาอะไรอีก ผมจะไปทวงเงินต้าจวินด้วยตัวเอง”
คำขู่นั้นได้ผลชะงัด ใบหน้าของหลิวเถี่ยผิงพลันซีดเผือด เธอเม้มปากแน่น ไม่กล้าต่อล้อต่อเถียงอะไรอีก
ลู่เจ๋อถงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะอัดควันบุหรี่เข้าปอดอีกครั้ง “เรื่องนี้ถือว่าบ้านเราทำไม่เป็นธรรมกับเขาไว้ก่อน ทางฝั่งเสี่ยวเซี่ย เราควรจะเพิ่มสินสอดให้เธออีกหน่อยเป็นการชดเชย”
ลู่เจ๋อถงถึงกับลางานครึ่งวันเพื่อมาจัดการเรื่องสู่ขอด้วยตัวเอง เขาให้เกียรติเจ้าบ้านด้วยการแต่งกายอย่างเป็นทางการที่สุดเท่าที่จะทำได้ ร่างสูงสง่าอยู่ในชุดจงซานผ้าขนสัตว์เนื้อดีสีเข้มที่ตัดเย็บอย่างประณีต
วันนี้หลี่ฉางซุ่นออกไปทำงานตามปกติ แต่เป็นหลี่ไหลตี้ที่อู้ไม่ยอมไปโรงเรียน ดื้อดึงจะขออยู่ที่บ้านให้ได้
เถียนชุ่ยเฟินมองลูกสาวด้วยความไม่พอใจ เด็กสาวที่ยังไม่แต่งงานมีที่ไหนเขามาร่วมวงเจรจาเรื่องของผู้ใหญ่แบบนี้ เธอส่งสายตาดุๆ ไปให้หลายครั้ง แต่หลี่ไหลตี้ก็แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น เถียนชุ่ยเฟินอยากจะลงไม้ลงมือให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ทำได้แค่อดทนไว้ รอให้แขกกลับไปก่อนเถอะ พ่อกับแม่จะคิดบัญชีเธอย้อนหลัง
ที่จริง วันนี้การมาเยือนของตระกูลลู่ทำให้หลี่ไหลตี้รู้สึกผิดหวังอยู่ลึกๆ
เธอเคยได้ยินแม่บ่นให้ฟังว่าภรรยาของผู้จัดการโรงงานลู่คนนั้นเป็นพวกรับมือยาก แต่งงานมาตั้งนานก็ยังไม่มีลูกสักคน วันๆ เลยเอาแต่คอยจับผิดสามี ระแวงว่าเขาจะมีบ้านเล็กบ้านน้อย จนผู้จัดการโรงงานลู่ไม่กล้าแม้แต่จะพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานผู้หญิงคนไหนในโรงงาน เพราะกลัวจะพาลสร้างความเดือดร้อนให้พวกเธอไปด้วย
คนที่ดีแต่หึงหวงและยึดสามีเป็นศูนย์กลางแบบนั้น จะยอมให้เรื่องมันจบลงง่ายๆ อย่างนี้เชียวหรือ
หลี่ไหลตี้แอบคิดในใจ เผลอๆ อาจจะแค่ยอมให้มาทำเป็นพิธี ให้เงินสินสอดสักสิบหรือยี่สิบหยวนพอให้เป็นที่อับอาย ถึงตอนนั้นเซี่ยเฉาคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
แต่ความคิดของเธอก็ต้องพังทลายลง เมื่อลู่เจ๋อถงหยิบปึกธนบัตรต้าถวนเจี๋ยสีแดงออกมาวางตรงหน้า กะจากสายตาคร่าวๆ ก็น่าจะมีไม่ต่ำกว่ายี่สิบสามสิบใบ
นั่นมันเงินสองสามร้อยหยวน! ถ้าเป็นที่บ้านเกิดของพวกเธอ เงินแค่ยี่สิบสามสิบหยวนก็หาเมียได้คนหนึ่งแล้ว
แต่เธอก็รีบดึงสติตัวเองกลับมา ที่นี่คือเมืองเจียง ไม่ใช่ชนบทไกลปืนเที่ยง ตอนที่พี่ชายของเธอแต่งงาน สินสอดก็ปาเข้าไปตั้งสองร้อยหยวนเหมือนกัน ทำเอาที่บ้านต้องรัดเข็มขัด กินอยู่อย่างอัตคัดไปครึ่งปีกว่าถึงจะตั้งตัวได้
หลี่ไหลตี้พยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง บางทีตระกูลลู่อาจจะแค่ยอมจ่ายเพื่อรักษาหน้าก็ได้ พอถึงวันแต่งงานจริงๆ ก็คงบังคับให้เซี่ยเฉาหอบเงินก้อนนี้กลับไปบ้านสามีอยู่ดี แค่การแสดงตบตาชาวบ้าน
ทว่าหลังจากที่วางเงินสามร้อยหยวนลงแล้ว ลู่เจ๋อถงก็หันไปพูดกับเซี่ยเฉาด้วยสีหน้าจริงจัง “เรื่องเมื่อวาน ฉันต้องขอโทษเธออีกครั้งจริงๆ นอกจากเงินสินสอดก้อนนี้แล้ว ฉันตั้งใจจะเพิ่มของชิ้นใหญ่ให้เธอกับจี้เป่ยอีกสักอย่าง เธอว่าจักรเย็บผ้าดีไหม”
คราวนี้หลี่ไหลตี้เก็บอาการไม่อยู่อีกต่อไป
ยุคนี้สมัยนี้ เสื้อผ้าสำเร็จรูปไม่ใช่ของที่จะหาซื้อกันได้ง่ายๆ ทุกบ้านต้องซื้อผ้ามาตัดเย็บใส่กันเอง การที่บ้านไหนมีจักรเย็บผ้าในวันแต่งงาน ถือเป็นหน้าเป็นตาที่สามารถเก็บไปคุยอวดได้ทั้งชีวิต
นี่เซี่ยเฉายังไม่ได้ปริปากขออะไรสักคำ ตระกูลลู่ถึงกับเสนอจะซื้อให้เอง
ลูกตาของหลี่ไหลตี้แทบจะกระเด้็นออกมานอกเบ้า แต่เซี่ยเฉากลับเพียงแค่ส่ายหน้าเบาๆ “ขอเปลี่ยนเป็นนาฬิกาตั้งโต๊ะเล็กๆ แทนได้ไหมคะ จะได้เอาไว้ดูเวลาสะดวกๆ”
เธอไม่รู้จะซื้อจักรเย็บผ้ามาทำไม ในเมื่อเธอใช้มันไม่เป็น หรือจะเอามาตั้งไว้เป็นโต๊ะวางของเก๋ๆ ก็คงไม่ใช่เรื่อง
ทว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำพูดเป่าหูของเถียนชุ่ยเฟินที่เคยพูดกรอกหูสามีภรรยาคู่นั้นไว้ได้ผลดีเกินคาดหรืออย่างไร ลู่เจ๋อถงกลับตีความไปว่าเซี่ยเฉากำลังพยายามช่วยเขาประหยัดเงิน
จักรเย็บผ้าดีๆ หนึ่งคันราคาไม่ต่ำกว่าร้อยหยวน ขณะที่นาฬิกาตั้งโต๊ะเรือนเล็กๆ ราคาถูกกว่านั้นหลายเท่า
“ถ้าเธอไม่อยากได้จักรเย็บผ้า ก็เปลี่ยนเป็นนาฬิกาตั้งโต๊ะก็ได้” ลู่เจ๋อถงพยักหน้าอย่างพึงพอใจในความถ่อมเนื้อถ่อมตัวของเธอ “แล้วก็เดี๋ยวฉันจะซื้อจักรยานให้อีกคัน พวกเธอจะได้ปั่นไปทำงานสะดวกๆ”
นาฬิกาหนึ่งเรือนบวกกับจักรยานอีกหนึ่งคัน ราคารวมกันแล้วอาจจะแพงกว่าจักรเย็บผ้าเสียด้วยซ้ำ
แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น ลู่เจ๋อถงนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “บ้านเดิมของเสี่ยวเซี่ยไม่ได้อยู่ที่นี่ เรื่องหีบใส่เสื้อผ้าก็ไม่ต้องลำบากเตรียมมา เดี๋ยวฉันไปสั่งทำที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ให้หนึ่งคู่ พร้อมเก้าอี้อีกสองตัว แล้วก็โต๊ะคังสำหรับนั่งกินข้าวอีกหนึ่งตัว”
ข้อเสนอของเขาไม่เพียงแต่แสดงถึงความใจกว้าง แต่ยังเต็มไปด้วยความละเอียดรอบคอบ
คราวนี้ไม่ใช่แค่หลี่ไหลตี้ แม้แต่เถียนชุ่ยเฟินเองก็เริ่มรู้สึกเสียดายขึ้นมาในใจจับหัวใจ นึกไปถึงว่าหากคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นเป็นหลี่ไหลตี้ ลูกสาวของเธอ มันจะดีแค่ไหน
แต่พอนึกถึงข่าวลือเกี่ยวกับภรรยาหลวงของผู้จัดการโรงงานลู่ที่เธอไปสืบมา ความรู้สึกสมดุลในใจก็กลับคืนมาอีกครั้ง
เมื่อเห็นลู่เจ๋อถงทำท่าจะพูดถึงเรื่องที่นอนหมอนมุ้ง เซี่ยเฉาจึงรีบขัดขึ้นอย่างเกรงใจ “เรื่องสัมภาระไม่เป็นไรค่ะ ลุงหลี่กับป้าหลี่บอกว่าท่านจะจัดการให้”
หลี่ไหลตี้สะดุ้ง ไม่คิดว่าเซี่ยเฉาจะโยนเผือกร้อนมาให้ดื้อๆ “พ่อกับแม่ฉันไปพูดแบบนั้นตอนไหน...”
เถียนชุ่ยเฟินเองก็ตกใจไม่แพ้กัน แต่ในเมื่อโอกาสที่จะสลัดปลิงอย่างเซี่ยเฉาออกจากบ้านกำลังจะสำเร็จอยู่รอมร่อ เธอจึงจำต้องกัดฟัน รีบกระทืบเท้าลูกสาวตัวเองไปหนึ่งทีใต้โต๊ะ
เซี่ยเฉาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แต่เธอก็แสร้งทำเป็นไม่สนใจ “ก็เมื่อวานนี้ไง หลังจากที่แขกกลับไปแล้ว ลุงกับป้าก็พูดเรื่องนี้ เธอลืมแล้วเหรอ”
เธอไม่มีทางยอมให้ครอบครัวหลี่ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา แล้วปล่อยให้ตระกูลลู่ออกเงินทุกอย่างอยู่ฝ่ายเดียวแน่นอน
เถียนชุ่ยเฟินหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย เธอไม่กล้าปฏิเสธว่าไม่ได้พูด เพราะกลัวว่าเซี่ยเฉาจะเปลี่ยนใจหรือเรียกร้องอะไรขึ้นมาอีก เธอจึงรีบตัดบทด้วยการลุกไปหยิบปฏิทินมาให้ลู่เจ๋อถงเลือกวันมงคล
ลู่เจ๋อถงพลิกดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจิ้มลงที่วันอังคารหน้า “วันนี้เป็นวันดี เหมาะทั้งการแต่งงานและย้ายเข้าบ้านใหม่ อีกอย่าง เรายังมีเวลาเตรียมงานอีกตั้งห้าหกวัน รอให้พ่อแม่ของจี้เป่ยเดินทางมาจากกวนหลี่ได้ทันพอดี”
เมื่อการเจรจาทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น เฉินจี้เป่ยที่นั่งเงียบมานานก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบม้วนตั๋วกระดาษปันส่วนส่งให้เซี่ยเฉา
[จบบท]