บทที่ 178: ขู่ไล่ออก
“ไม่ใช่ฉันเขียนจริงๆ นะคะ เรื่องนี้ฉันสาบานได้เลยว่าฉันไม่ได้เป็นคนทำ”
โจวเสวี่ยฉินยังคงพยายามแก้ตัวอย่างสุดชีวิต เพื่อให้ตัวเองพ้นจากข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงนี้ เธอยังคงพยายามอธิบายเหตุผลข้างๆ คูๆ ต่อไปอย่างไม่ลดละ
“ฉันก็แค่เห็นว่าไอ้เจ้าโปสเตอร์วิจารณ์นั่นมันติดหราอยู่ตรงนั้นมาตั้งนานแล้ว ถ้าปล่อยทิ้งไว้มันจะทำลายชื่อเสียงของเสี่ยวเฉาในแผนกของเรา แล้วมันก็จะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์โรงงานของเราด้วย ฉันถึงได้หวังดีแอบไปฉีกมันทิ้ง...”
ทว่าคนทั้งสามคนที่ยืนฟังอยู่กลับทำเพียงแค่มองดูเธอโกหกหน้าตายอยู่อย่างเงียบๆ สายตาที่มองมาทำเอาโจวเสวี่ยฉินเริ่มรู้สึกกดดันจนแทบจะไปต่อไม่ถูก เหมือนลิ้นมันเริ่มพันกันเองจนพูดไม่ออก
หัวหน้าแผนกเชอถึงกับแค่นหัวเราะออกมาเสียงเย็นอย่างอดไม่ได้
“ผมไม่ยักรู้มาก่อนเลยนะว่าคุณกับสหายเซี่ยเฉาไปมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงขนาดที่เป็นห่วงกลัวว่าชื่อเสียงของเขาจะเสียหาย จนต้องลงทุนปีนกำแพงเข้ามาในหน่วยงานกลางดึกกลางดื่นอย่างยากลำบาก เพื่อมาช่วยฉีกโปสเตอร์ให้เขาแบบนี้”
คำว่า ‘อย่างยากลำบาก’ ที่หัวหน้าแผนกเชอเน้นเสียงนั้น เต็มไปด้วยความหมายประชดประชันเสียดแทงใจดำอย่างถึงที่สุด
โจวเสวี่ยฉินรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าเข้าฉาดใหญ่ ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีด้วยความอับอาย
เมื่อรู้แน่ชัดแล้วว่าคงจะตบตาหลอกใครไม่ได้อีกต่อไป เธอจึงกัดฟันแน่นแล้วยอมรับออกมาตามตรง
“ใช่ค่ะ ฉันไม่ถูกกับเซี่ยเฉา เมื่อก่อน... เมื่อก่อนฉันก็เคยจ้องเล่นงานหล่อนจริงๆ แต่ฉันก็รู้ดีว่าหล่อนมีความสามารถในการทำงานที่โดดเด่น ต่อให้มีคนมาติดโปสเตอร์วิจารณ์โจมตี มันก็ทำอะไรหล่อนไม่ได้หรอก ดีไม่ดีจะยิ่งทำให้หล่อนได้หน้า ได้โชว์ความดีความชอบขึ้นมาอีก ฉันไม่ได้โง่นะคะ จะไปทำเรื่องที่เปลืองแรงเปล่าแล้วไม่ได้ดีอะไรกลับมาทำไม ฉันเกลียดไอ้คนมือบอนที่มาติดโปสเตอร์นี่จะตายอยู่แล้ว”
นี่คือความจริงจากใจของเธอ และเป็นสาเหตุที่ทำให้เซี่ยเฉารู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นว่าเป็นเธอ
อย่าเห็นว่าปกติโจวเสวี่ยฉินจะชอบโวยวายเสียงดัง แต่ถ้าจะให้เธอทำเรื่องใหญ่โตจนคนรู้กันไปทั้งหน่วยงาน จนเรื่องไปถึงหูเบื้องบนให้ทางโรงงานลงมาจัดการ เธอเองก็อาจจะไม่เต็มใจทำเท่าไหร่นัก เพราะจากประสบการณ์หลายครั้งที่ผ่านมาที่เธอพยายามเล่นงานเซี่ยเฉา ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าเซี่ยเฉาได้หน้าและได้ผลประโยชน์ไปเสียทุกครั้ง
เธอคือคนที่ไม่ต้องการเห็นเซี่ยเฉาได้ดีมีหน้ามีตาที่สุด
ด้วยความที่คำพูดเหล่านี้กลั่นออกมาจากความรู้สึกจริงๆ ทั้งรองผู้จัดการโรงงานและหัวหน้าแผนกเชอที่ยืนฟังอยู่ จึงมองไม่เห็นร่องรอยของการโกหกแม้แต่น้อย
แต่ปัญหาก็คือ ถ้าเธอไม่ได้เป็นคนเขียน แล้วเธอจะแอบมาฉีกมันทำไม
คงไม่ใช่ว่าหวังดีทำเพื่อเซี่ยเฉาจริงๆ หรอกนะ
ข้ออ้างแบบนั้น พูดให้เด็กสามขวบฟัง เด็กยังไม่เชื่อเลย
หลังจากความเงียบปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดเซี่ยเฉาก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมาก่อน
“คุณคงไม่ได้รู้อยู่แล้วว่าใครเป็นคนเขียน แล้วพยายามจะช่วยฉีกทำลายหลักฐานให้คนอื่นหรอกนะ”
“ไม่ใช่สักหน่อย”
โจวเสวี่ยฉินรีบปฏิเสธทันควันโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
แต่การที่เธอรีบปฏิเสธเร็วเกินไปแบบนี้ มันกลับยิ่งดูมีพิรุธเหมือนวัวสันหลังหวะ รองผู้จัดการโรงงานและหัวหน้าแผนกเชอเริ่มจับสังเกตได้ทันที ทั้งสองคนหันมาสบตากันอย่างรู้ความนัย
หัวหน้าแผนกเชอซึ่งรู้เรื่องราวภายในแผนกขนมอบค่อนข้างละเอียด ขมวดคิ้วมุ่นพลางกล่าวขึ้น
“ผมจำได้ว่าเธอมีหลานสาวคนหนึ่งที่เคยมาทำงานเป็นพนักงานจากครอบครัวที่นี่ แต่เพราะทำงานแย่มาก แถมทัศนคติในการทำงานก็ไม่ผ่าน เลยโดนเหล่าหลัวไล่ออกไปแล้ว”
“คนเดียวที่เคยโดนไล่ออกคนนั้นน่ะเหรอ”
รองผู้จัดการโรงงานเองก็นึกขึ้นได้เช่นกัน
“หรือว่าเรื่องนี้จะเป็นฝีมือของแม่คนนั้น”
“จะเป็นไปได้ยังไง หลานฉันไม่ได้ทำงานที่นี่แล้ว จะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง ฉันก็แค่แค้นใจที่ไอ้คนทำมันดันทุรังติดโปสเตอร์ ทำให้เซี่ยเฉาได้หน้าไปอีกครั้ง ฉันกลืนความแค้นนี้ไม่ลงจริงๆ ก็เลยไปฉีกทิ้งระบายอารมณ์”
โจวเสวี่ยฉินยังคงยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็ง แต่หัวหน้าทั้งสองยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าข้อสันนิษฐานนี้มีความเป็นไปได้สูงมาก โดยเฉพาะหัวหน้าแผนกเชอ
เขาเคยได้ยินเรื่องความบาดหมางระหว่างเซี่ยเฉากับโจวเสี่ยวเหมยมาบ้าง และยังเคยเห็นกับตาตัวเองว่าตอนที่โจวเสี่ยวเหมยอยู่กลุ่มเดียวกับเซี่ยเฉา หล่อนโยนงานทุกอย่างให้เซี่ยเฉาทำคนเดียว
ผลสุดท้าย คนหนึ่งโดนไล่ออก แต่อีกคนกลับได้หน้าได้ตา แถมยังได้รับความชื่นชมจากเหล่าหลัว คนอย่างโจวเสี่ยวเหมยไม่มีทางที่จะยอมรับความพ่ายแพ้นี้ได้อย่างสงบสุขแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น การที่โจวเสวี่ยฉินลงทุนมาฉีกโปสเตอร์กลางดึก ถ้าเธอไม่ได้เป็นคนเขียนเอง ก็เป็นไปได้กรณีเดียวคือโจวเสี่ยวเหมยเป็นคนเขียน
หัวหน้าแผนกเชอจ้องหน้าโจวเสวี่ยฉินเขม็ง กำลังจะอ้าปากซักไซ้ไล่เบี้ยต่อ แต่เซี่ยเฉาก็ชิงพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ในเมื่อไม่ใช่หลานคุณ ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องเป็นคุณแล้วล่ะ”
หญิงสาวขมวดคิ้วแน่น หันไปทางรองผู้จัดการโรงงานด้วยสีหน้าจริงจัง
“เรื่องนี้ส่งผลกระทบร้ายแรงมากนะคะ ไม่เพียงแต่จะทำลายชื่อเสียงของฉันอย่างย่อยยับ สร้างความเสียหายต่อจิตใจของฉันอย่างมาก แต่ยังเป็นการสร้างตัวอย่างที่เลวร้ายให้กับสังคมในโรงงานของเรา แบบนี้สมควรต้องลงโทษสถานหนักใช่ไหมคะ”
รองผู้จัดการโรงงานฟังปุ๊บก็เข้าใจเจตนาทันที
“ถูกต้อง สมควรต้องลงโทษสถานหนัก”
หัวข้อสนทนาเปลี่ยนทิศทางรวดเร็วเกินไป จนหัวหน้าแผนกเชอถึงกับชะงักไปเล็กน้อยในตอนแรก แต่เขาก็ตั้งสติและรับลูกต่อได้อย่างรวดเร็ว
“เรื่องนี้จะปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาด ถ้าครั้งนี้เราลงโทษแค่เบาๆ ต่อไปใครๆ ก็คงจะเอาเยี่ยงอย่างกันหมด คิดจะติดประกาศด่าใครก็ติด เพราะทำไปแล้วก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร”
โจวเสวี่ยฉินยังตั้งตัวไม่ติดกับสถานการณ์ที่พลิกผัน รองผู้จัดการโรงงานก็ได้พูดสรุปออกมาแล้ว
“งั้นก็ไล่ออกไปเลยแล้วกัน จะได้เชือดไก่ให้ลิงดู”
โจวเสวี่ยฉินถึงกับตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง
“ไล่ออก”
เธอเป็นพนักงานประจำนะ จะมาพูดว่าไล่ออกก็ไล่ออกกันง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง
อย่าว่าแต่แค่เรื่องติดโปสเตอร์วิจารณ์เลย ต่อให้ขโมยของ หรือทำงานสะเพร่าจนสินค้าโรงงานเสียหาย อย่างมากก็แค่โดนตัดเงินเดือนสักขั้นสองขั้น หรือโดนประกาศประจานความผิด ตั้งแต่ตั้งโรงงานอาหารมา ก็แทบจะไม่เคยมีใครโดนไล่ออกจริงๆ สักกี่คน
เพราะความเชื่อมั่นในจุดแข็งข้อนี้ ทำให้โจวเสวี่ยฉินมั่นใจมาตลอดว่าขอแค่เธอไม่ยอมรับสารภาพ พวกเขาก็ทำอะไรเธอไม่ได้
แต่ตอนนี้ รองผู้จัดการโรงงานกลับพูดออกมาเต็มปากว่าจะไล่ออก แล้วหัวหน้าแผนกเชอก็ไม่คิดจะช่วยพูดแก้ต่างให้เธอเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังพยักหน้าเห็นด้วยอีกต่างหาก
“สมควรไล่ออกจริงๆ”
โจวเสวี่ยฉินไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“ฉันเป็นพนักงานประจำนะคะ แค่เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ พวกคุณจะเอาอำนาจที่ไหนมาไล่ฉันออก”
“นี่คุณเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเหรอ คุณรู้ไหมว่าการใส่ร้ายป้ายสีว่าสหายหญิงมีปัญหาเรื่องชู้สาว มันกดดันคนให้ถึงตายได้เลยนะ แล้วตอนที่คุณติดโปสเตอร์ คุณเคยนึกถึงโรงงานบ้างไหม เพราะคุณคนเดียว ทำให้ทั้งโรงงานต้องวุ่นวายกันไปหมด ไม่มีความสงบสุข”
รองผู้จัดการโรงงานลุกขึ้นยืนทันทีด้วยท่าทีเด็ดขาด
“ผมจะไปเรียนเลขาธิการซ่งเดี๋ยวนี้ รีบจัดการให้จบๆ ไปจะได้หมดเรื่องหมดราว”
พูดจบเขาก็ไม่เปิดโอกาสให้โจวเสวี่ยฉินได้อุทธรณ์ใดๆ ก้าวเท้าเดินดุ่มๆ ตรงไปที่ประตูทันที
เมื่อเห็นมือของเขาจับลูกบิดประตูกำลังจะหมุนเปิดออกไปจริงๆ ความมั่นใจของโจวเสวี่ยฉินก็พังทลายลง ความหวาดกลัวเข้าครอบงำจิตใจ
“ฉันพูดแล้ว! ฉันยอมพูดแล้วก็ได้ค่ะ”
รองผู้จัดการโรงงานหันกลับมามอง มือยังคงจับลูกบิดประตูค้างไว้ พอเห็นเธอมีท่าทีลังเล เขาก็ทำท่าจะหมุนตัวเดินออกไปอีกครั้ง
โจวเสวี่ยฉินหลับตาแน่น ตัดสินใจตะโกนออกมา
“เป็นโจวเสี่ยวเหมยค่ะ เธอเป็นคนให้ฉันมาช่วยฉีก”
รองผู้จัดการโรงงานและหัวหน้าแผนกเชอหันมามองหน้ากัน
“ไหนคุณยืนยันนักหนาว่าไม่ใช่หลานคุณ”
“ก็ฉันกลัวว่าความผิดจะไปตกที่เธอน่ะสิคะ ช่วงนี้เธอกับเฉาเต๋อจู้ทะเลาะกันบ้านแทบแตก สองผัวเมียคู่นี้ระหองระแหงกันมาตลอด แถมตอนนี้เธอก็กำลังท้องกำลังไส้ เมื่อวันก่อนเพิ่งจะมาบ่นกับฉันว่าปวดท้องหน่วงๆ ถ้าเกิดทะเลาะกันรุนแรงจนเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาจะทำยังไง”
เมื่อความจริงหลุดจากปาก ที่เหลือก็พรั่งพรูออกมาอย่างง่ายดาย
น้ำเสียงของโจวเสวี่ยฉินอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“เธอก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใครจริงๆ หรอกค่ะ ก็แค่คนท้องอารมณ์แปรปรวน เลยทำอะไรวู่วามขาดสติไปบ้าง เห็นแก่ที่เธอกำลังอุ้มท้องอยู่ อย่าเอาเรื่องเธอเลยนะคะ กลับไปฉันจะสั่งสอนเธอให้ดี จะให้เธอเขียนรายงานสำนึกผิดมาส่งแน่นอน”
พอได้ยินคำว่าคนท้อง สีหน้าของรองผู้จัดการโรงงานและหัวหน้าแผนกเชอก็ชะงักไปเล็กน้อย ความตึงเครียดเจือจางลงด้วยความลังเล
“เพียงเพราะฉันแต่งงานกับเฉินจี้เป่ยงั้นเหรอ”
ท่ามกลางความเงียบสงัด จู่ๆ เซี่ยเฉาก็เอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“เพียงเพราะฉันแต่งงานกับเฉินจี้เป่ย ทันทีที่ฉันก้าวเท้าเข้ามาทำงานที่นี่ คุณถึงได้โยนงานที่ยากที่สุดมาให้ฉันทำ จับฉันไปอยู่กลุ่มเดียวกับโจวเสี่ยวเหมย แล้วให้ฉันทำงานส่วนของคนสองคนเพียงลำพังงั้นเหรอ”
[จบบท]