บทที่ 182: ฤทธิ์เหล้ายาดอง
คราวนี้เขาจู่โจมเข้ามาตรงๆ ยิ่งกว่าคราวที่แล้วเสียอีก
ชายหนุ่มไม่ได้พูดเกริ่นนำหรือเอ่ยถ้อยคำใดๆ ออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ทันทีที่ประชิดตัว เขาก็เริ่มดูดดึงริมฝีปากของเธออย่างเอาแต่ใจ
เซี่ยเฉาถูกเขารุกไล่จนรู้สึกชาหนึบไปที่ริมฝีปาก ร่างทั้งร่างถูกดันจนถอยไปติดกับผนังข้างประตู
สัมผัสที่ร้อนแรงทำให้เธอลืมจังหวะการหายใจไปชั่วขณะ สมองขาวโพลนจนลืมแม้กระทั่งจะกะพริบตา
ท่ามกลางลมหายใจที่สอดประสานกันอย่างใกล้ชิด เธอได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะหลุดออกมาจากอก
และในขณะเดียวกัน หูของเธอก็แว่วเสียงลงกลอนประตูห้องดัง 'กริ๊ก' มาจากด้านข้าง
ผู้ชายคนนี้จริงๆ เลย ขนาดอยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ เขาก็ยังไม่ลืมที่จะล็อกประตูอีกนะ
แต่คิดอีกทีล็อกไว้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครโผล่เข้ามาขัดจังหวะให้ขายหน้า และเธอเองก็จะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวคิดหาข้ออ้างเรื่องเหล้ายาดองเขากวางนั่น...
แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิด
ชายหนุ่มไม่รู้ว่าจูบเธอไปนานแค่ไหน กว่าที่เขาจะยอมถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ท่าทางของเขาดูเหมือนยังไม่รู้จักพอ
ถึงแม้จะผละจูบออกแล้ว แต่เขาก็ยังคงตรึงร่างของเธอไว้กับผนังไม่ยอมปล่อย แถมยังคอยก้มลงมาแตะสัมผัสเบาๆ ที่ริมฝีปากของเธอเป็นระยะ
จากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงของเขาที่เจือไปด้วยความแหบพร่า เอ่ยถามขึ้นมาว่า
“ตกลงว่าเหล้าที่คนอยู่บ้านตรงข้ามให้คุณมา มันคือเหล้าอะไรกันแน่”
เซี่ยเฉารู้สึกเหมือนโลกถล่มลงมาตรงหน้าทันที
เธอยอมให้เขาจูบจนปากเปื่อยขนาดนี้แล้ว เขาจะไม่รู้จักทำตัวให้ว่าง่ายหน่อยหรือไง ทำไมต้องมาถามซอกแซกเอาตอนนี้ด้วย
“ตกลงมันคือเหล้าอะไร”
เฉินจี้เป่ยถามย้ำอีกครั้ง พร้อมกับก้มลงมาจูบย้ำที่ริมฝีปากของเธอเบาๆ อีกที
เซี่ยเฉาอยากจะหัวเราะแห้งๆ ออกมาดังๆ
นี่เขาถือโอกาสลวนลามเธอจนหนำใจ แล้วยังคิดจะมาคาดคั้นเอาคำตอบจากเธออีกงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ!
เธอตัดสินใจยกมือขึ้นปิดปากของผู้ชายตรงหน้าเอาไว้แน่น เพื่อหยุดคำถามของเขา
“นั่นมันเป็นเหล้ายาที่พี่ซุนให้ฉันเอามาบำรุงร่างกาย หมอบอกว่าร่างกายของฉันช่วงนี้ไม่ค่อยแข็งแรง ต้องบำรุงรักษาให้ดี กินให้อิ่ม นอนให้หลับ แล้วที่สำคัญคือต้องทำจิตใจให้สงบ ปล่อยวางความปรารถนา เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป”
เฉินจี้เป่ยขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่ได้ยิน ริมฝีปากของเขาขยับไปมาอยู่ภายใต้ฝ่ามือของเธอ
“หมอที่ไหนเป็นคนพูด”
“คุณไม่ต้องไปสนใจหรอกน่าว่าหมอคนไหนพูด เอาเป็นว่าตอนนี้ฉันต้องทำใจให้สงบ ละเว้นเรื่องอย่างว่าก็พอแล้ว”
เซี่ยเฉาออกแรงผลักเขาออกไปให้พ้นทาง ก่อนจะรีบเปิดประตูหนีออกไปล้างจานด้านนอก
เฉินจี้เป่ยมองตามมือของตัวเองที่เพิ่งจะวางอยู่บนต้นคอขาวเนียนของภรรยา จากนั้นก็ยกมือขึ้นลูบริมฝีปากตัวเองเบาๆ
ดวงตาของเขาค่อยๆ เข้มลึกขึ้น พร้อมกับใบหูที่เริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อจางๆ
เมื่อได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากด้านนอก เขาทำท่าจะเดินตามออกไป แต่แล้วก็ก้มลงมองสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองที่ท่อนล่าง พลางชะงักฝีเท้าหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่
ผ่านไปครู่ใหญ่ กว่าที่เขาจะจัดการอารมณ์ตัวเองได้ แล้วเปิดประตูเดินตามออกไป
เขาเดินตรงเข้าไปแย่งชามที่เซี่ยเฉากำลังล้างค้างอยู่มาถือไว้โดยไม่พูดไม่จา แล้วจัดการล้างต่อจนเสร็จ ก่อนจะนำไปเก็บเข้าตู้กับข้าวอย่างเรียบร้อย
แม้ว่าเซี่ยเฉาจะหาเรื่องปั่นหัวเขาจนรอดตัวมาได้ แต่ดูเหมือนว่าเธอก็ไม่ได้รอดพ้นเคราะห์กรรมเสียทีเดียว
คืนนั้นก่อนเข้านอน ชายหนุ่มก็รินเหล้ายาดองเขากวางใส่จอกใบเล็กมาให้เธอ
“เหล้ายาของคุณ”
เซี่ยเฉามองจอกเหล้าตรงหน้าแล้วตัวแข็งทื่อไปทันที
แต่ในเมื่อคำพูดนั้นเธอเป็นคนพูดออกมาเอง จะมากลับคำตอนนี้ก็คงไม่ได้ เธอพยายามปลอบใจตัวเองว่าแค่จอกเล็กๆ คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง ก่อนจะกัดฟันกระดกเหล้าลงคอไปรวดเดียว
แต่พอยื่นจอกเปล่าคืนให้ ชายหนุ่มกลับทำท่าจะรินเหล้าเพิ่มให้อีก
ดวงตาของเซี่ยเฉาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เธอรีบคว้าแขนเสื้อของเขาไว้หมับ
“คุณจะทำอะไรน่ะ”
เฉินจี้เป่ยหลุบตาลงมองริมฝีปากแดงระเรื่อที่เคลือบไปด้วยคราบน้ำสีใสจากการดื่มเหล้าของเธอ แล้วเม้มปากเล็กน้อย
“ดื่มเยอะหน่อยสิ เห็นผลดีนะ”
อะไรคือดื่มเยอะหน่อยแล้วเห็นผลดี
ดูจากสายตาแพรวพราวของเขาแล้ว ความหมายของเขาชัดเจนเลยว่า ยิ่งดื่มเยอะก็ยิ่งหมดเร็ว พอเหล้าหมดเร็ว เธอก็จะได้ไม่ต้องมานั่งถือศีลละเว้นเรื่องอย่างว่าอีกต่อไป...
เซี่ยเฉารีบแย่งขวดเหล้ามาปิดฝาทันที
“หมอบอกว่าวันนึงดื่มได้มากสุดแค่หนึ่งจอก ห้ามดื่มเยอะกว่านี้ ถ้าดื่มเยอะเกินไปมันจะไม่ได้ผล”
ขืนดื่มเยอะกว่านี้ จะเอาอะไรมาสงบจิตสงบใจกันล่ะ เธอกลัวว่าตัวเองจะหน้ามืดกระโจนเข้าใส่ผู้ชายแทนน่ะสิ
สีหน้าของเฉินจี้เป่ยไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก แต่แววตาของเขาฉายแววเสียดายออกมาอย่างปิดไม่มิด
ถึงอย่างนั้น พอเซี่ยเฉายืนยันแบบนี้ เขาก็ยอมเก็บขวดเหล้ากลับเข้าที่ แล้วนำจอกเหล้าไปล้างที่ครัว ก่อนจะกลับมาปิดไฟขึ้นเตียงเตรียมนอน
เขาขยับตัวเข้ามาเตรียมจะโอบกอดภรรยาเหมือนอย่างเคย
นับตั้งแต่ประจำเดือนของเธอมาในรอบนี้ เขาก็นอนกอดเธอแบบนี้มาตลอด ซึ่งเซี่ยเฉาก็ไม่เคยปฏิเสธ
แต่ใครจะไปคิดว่าทันทีที่เขายื่นมือออกไป เซี่ยเฉากลับรีบกดมุมผ้าห่มไว้แน่น
เฉินจี้เป่ยชะงักมือค้างกลางอากาศ
“ตอนนี้อากาศไม่ได้ร้อนแล้วนะ”
“อากาศน่ะไม่ร้อน”
เซี่ยเฉาพลิกตัวหันหลังให้เขา พร้อมกับดึงผ้าห่มมาคลุมตัว
“แต่ฉันเพิ่งดื่มเหล้ายาเข้าไป ตัวฉันร้อน”
เฉินจี้เป่ย “...”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเมื่อตอนหัวค่ำเพิ่งจะจูบกันไป หรือเป็นเพราะฤทธิ์ของเหล้ายานั่นกันแน่ คืนนั้นเซี่ยเฉาจึงฝันอีกแล้ว
ในความฝัน เธอได้เจอกับเจ้าหมีที่มีกล้ามหน้าท้องเป็นลอนสวยอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอสัมผัสมันอย่างละเอียดลออ จนสามารถนับได้ครบถ้วนว่ามีทั้งหมดหกก้อน
ก็แน่ล่ะสิ ถ้าไม่ได้ออกกำลังกายเพาะกายมาโดยเฉพาะ ใครมันจะมีหน้าท้องแปดแพ็กกันล่ะ
ด้วยคติประจำใจที่ว่า ไม่จับก็เสียของ มีของดีให้จับฟรีๆ ใครจะไม่จับ เธอเลยจัดเต็มลูบไล้ไปทั่วทั้งตัวอย่างหนำใจ
พอตื่นเช้าขึ้นมา เจ้าหมีในฝันก็หายไป ชายหนุ่มขี้งอนของเธอก็หายตัวไปแล้วเช่นกัน เหลือทิ้งไว้เพียงซาลาเปาอุ่นๆ ในหม้อ
ผู้ชายคนนี้ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน อยู่กินกันมาห้าเดือน เธอแทบไม่เคยตื่นมาเจอเขานอนอยู่ในผ้าห่มตอนเช้าเลยสักครั้ง
เซี่ยเฉาลุกขึ้นมาพับผ้าห่ม แล้วจัดการกินซาลาเปาเป็นอาหารเช้า พอกินเสร็จ ก็มีคนมาหาซุนชิงที่หน้าบ้าน
ซุนชิงออกไปคุยอยู่ครู่หนึ่ง พอกลับเข้ามาสีหน้าก็ดูจนใจเล็กน้อย
“วันนี้คงไปไม่ได้แล้วล่ะ”
“ทำไมเหรอคะ”
เซี่ยเฉาหยิบผลซากั่วสีแดงสดออกมาสองลูก กัดกินเองลูกหนึ่ง อีกลูกยื่นส่งให้ซุนชิง
ในยุคสมัยนี้ผลไม้เป็นของหายาก ในร้านค้าผักและอาหารรองก็มีวนเวียนอยู่แค่แอปเปิ้ล ส้ม และกล้วย ซึ่งกล้วยก็มีมาขายไม่บ่อยนัก
ดังนั้นบ้านไหนที่มีต้นผลไม้ปลูกไว้ในลานบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเชอร์รี่ ลูกพลัม แอปริคอต หรือซากั่ว ก็ถือว่าเป็นที่น่าอิจฉาของเพื่อนบ้านกันทั้งนั้น
เซี่ยเฉากับเฉินจี้เป่ยเช่าบ้านอยู่ในลานเล็กๆ ไม่มีที่ดินให้ปลูกต้นไม้ แต่เมื่อวันก่อนมีซากั่วออกมาวางขาย เธอเลยซื้อตุนเอาไว้เยอะหน่อย
ผลไม้ชนิดนี้จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับแอปเปิ้ล แม้ลูกจะเล็กกว่าหน่อย แต่รสชาติเปรี้ยวหวานกรอบอร่อย และเก็บรักษาได้นานเหมือนแอปเปิ้ล ถ้าเก็บใส่ไหฝังดินรักษาอุณหภูมิไว้ดีๆ ก็เก็บไว้กินได้ตลอดทั้งหน้าหนาว เพียงแต่รสสัมผัสจะเปลี่ยนจากกรอบร่วนเป็นเนื้อทรายนุ่มๆ แทน
ซุนชิงรับไปกัดคำหนึ่งอย่างไม่เกรงใจ
“แม่สาวคนนั้นวันนี้มีธุระด่วนเข้ามา เลยต้องขอเลื่อนไปวันหลัง”
“งั้นก็เอาไว้วันหลัง ไม่ต้องรีบหรอกค่ะ”
“ไว้วันหลังเธอก็ต้องกลับไปทำงานแล้ว จะให้รอไปถึงอาทิตย์หน้าเลยเหรอ มันจะไม่ช้าไปหน่อยหรือไง”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวนี้ฉันเลิกงานเร็ว พี่นัดเวลามาได้เลย พอเลิกงานแล้วฉันจะรีบตรงไปที่นั่นเลยก็ได้”
ตั้งแต่พี่หวังได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้ากะอย่างเป็นทางการ โจวเสวี่ยฉินก็สงบเสงี่ยมเจียมตัวลงไปเยอะ ประสิทธิภาพการทำงานของกะขนมปังก็พุ่งสูงขึ้นอีกระดับ
เมื่อก่อนกว่าจะเลิกงานก็ปาเข้าไปสี่โมงกว่า แต่เดี๋ยวนี้เร่งมือกันหน่อย สามโมงครึ่งก็กลับบ้านกันได้แล้ว ทำเอาคนในโรงงานอิจฉากันตาร้อนผ่าว
เพียงแต่ปกติเธอต้องรอเฉินจี้เป่ยมาเดินกลับบ้านเป็นเพื่อน เลยมักจะกลับตอนสี่โมงกว่า ถ้าวันนั้นมีนัด ก็แค่บอกไม่ต้องให้เขามารับก็สิ้นเรื่อง
“งั้นก็คงต้องเอาตามนั้นแหละ”
ซุนชิงถอนหายใจ กัดซากั่วกินอีกสองคำจนหมดเกลี้ยง แล้วเดินกลับเข้าห้องไปถักไหมพรมต่อ
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงสิบโมงกว่า เฉินจี้เป่ยถึงได้กลับมาบ้าน ในมือของเขาหิ้วแผ่นไม้กระดานกลับมาด้วยสองสามแผ่น
“ออกไปซื้อของมาเหรอคะ”
เซี่ยเฉามองดูของในมือเขา ยังไงก็ดูไม่เหมือนของราคาสามสิบหยวนเลยสักนิด เผลอๆ สามหยวนยังไม่ถึงด้วยซ้ำ
“ไปสั่งทำของมาน่ะ”
เฉินจี้เป่ยวางแผ่นไม้ลง พอเห็นสายตาจับผิดของเซี่ยเฉา เขาจึงอธิบายเสริมขึ้นมาว่า
“ไม้พวกนี้เอามาทำกล่องให้คุณ”
[จบบท]