บทที่ 2: ลมปากของป้าหลี่
“ทำไมป้าไม่บอกให้เร็วกว่านี้ล่ะครับ สองปีก่อนพ่อผมก็อุตส่าห์เขียนจดหมายมาถามเรื่องแต่งงาน แต่พวกป้าก็ไม่เห็นตอบกลับมา...”
เซี่ยว่านฮุยลุกพรวดขึ้นจากคัง สองมือกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขากำลังจะอ้าปากว่าความต่อแต่ก็ถูกเรี่ยวแรงอันน้อยนิดจากทางด้านข้างดึงแขนเสื้อเอาไว้
เซี่ยเฉายังคงสงบเสงี่ยมเช่นเดิมนับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้านหลังนี้ เธอก้มหน้ามองพื้นราวกับว่าการมาเยือนสถานที่แปลกใหม่นี้ทำให้เธอหวาดหวั่นจนกลืนกินความกล้าหาญไป
เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของเซี่ยว่านฮุยผู้เป็นน้องชาย เธอก็ทำเพียงส่ายหน้าช้าๆ เป็นการห้ามปราม ทำเอาเซี่ยว่านฮุยได้แต่มองหน้าพี่สาวสลับกับประตูที่เถียนชุ่ยเฟินยืนค้ำอยู่ ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงอย่างหัวเสีย
เถียนชุ่ยเฟินลอบสังเกตท่าทางของเด็กทั้งสองอยู่ตลอด เธอย่อมรู้ดีว่าเซี่ยเฉานั้นถอดแบบมาจากแม่ไม่มีผิด ทั้งขี้ขลาดตาขาวและกลัวการมีเรื่องมีราว
ภาพจำในอดีตย้อนกลับมา ตอนนั้นไหลตี้ลูกสาวของเธอกดขี่รังแกเด็กสาวคนนี้สารพัด สั่งให้ทำนั่นทำนี่ไม่ต่างอะไรกับคนใช้ แล้วเซี่ยเฉามีครั้งไหนบ้างที่ไม่ก้มหน้าทน ไม่เคยแม้แต่จะปริปากบ่นสักคำ
ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนขี้ขลาดแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เถียนชุ่ยเฟินคิดในใจ อย่างไรเสียเป้าหมายของเธอก็แค่ส่งสองพี่น้องนี้กลับไปยังกวนหลี่ที่พวกเขาจากมาเท่านั้น
เถียนชุ่ยเฟินแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำถามเมื่อครู่ เธอหยิบชามข้าวที่ใช้จานกระเบื้องปิดไว้อย่างดีออกมาจากห่อผ้าที่เตรียมมา
“นี่เป็นซาลาเปาที่ป้าเพิ่งทำเมื่อบ่าย พวกเธอสองคนกินรองท้องแล้วก็พักผ่อนเร็วหน่อยเถอะ พรุ่งนี้ป้าจะรีบไปซื้อตั๋วรถไฟ ส่งพวกเธอกลับกวนหลี่”
สิ้นเสียงปิดประตูดังปัง เซี่ยว่านฮุยที่นั่งอัดอั้นอยู่ก็กระโจนลงจากเตาเผาทันที เขาเดินวนไปวนมาในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ อย่างคนหมดหนทาง
คนเฒ่าคนแก่มีคำกล่าวเปรียบเปรยไว้ว่า ‘ก้มหัวรับสะใภ้ เชิดหน้าส่งลูกสาว’ ซึ่งหมายความว่าฝ่ายชายที่จะไปสู่ขอภรรยานั้นต้องนอบน้อม แต่ฝ่ายหญิงที่ส่งลูกสาวออกจากบ้านนั้นสามารถเชิดหน้าชูตาได้ หากไม่ใช่เพราะที่บ้านสถานการณ์บีบคั้นจนถึงที่สุดจริงๆ ครอบครัวของเขาก็คงไม่ยอมเสียเกียรติด้วยการส่งเซี่ยเฉามาถึงที่นี่ด้วยตัวเอง
เซี่ยเหล่าซานผู้เป็นพ่อของพวกเขานั้นทำงานเก่งมาทั้งชีวิต ในขณะที่คนอื่นได้ 10 กองคะแนน เขากลับทำได้ถึง 12 กองคะแนน
ทว่าต่อให้เก่งกาจเพียงใดก็ไม่อาจสู้ทนต่อภาวะข้าวยากหมากแพงนานสามปีไหว ในยุคที่ทุกคนได้ส่วนแบ่งข้าวสารเพียงเดือนละ 12 จินเมื่อสองปีก่อนตอนที่มันเลวร้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเปลือกมันเทศ เปลือกไม้เอล์ม รำข้าวสาลี หรือแม้แต่ซังข้าวโพด ทุกอย่างถูกนำไปบดรวมกับธัญพืชเพื่อประทังชีวิต
เซี่ยเหล่าซานเป็นคนกินจุ เขาคงจะหิวมากจึงกินซังข้าวโพดบดเข้าไปมากเกินไปในคราวเดียว ผลคือระบบขับถ่ายทำงานไม่ไหว เขาจึงจากไปอย่างน่าอนาถ
เมื่อเสาหลักของบ้านล้มลง ที่บ้านก็เหลือเพียงพี่ใหญ่เป็นแรงงานเต็มตัวเพียงคนเดียว ชีวิตความเป็นอยู่ของน้องเล็กอย่างพวกเขาก็เริ่มลำบากแสนสาหัส
เซี่ยว่านฮุยยังถือว่าโชคดีกว่าเพราะมีแม่คอยแอบแบ่งปันอาหารให้เล็กๆ น้อยๆ แต่สำหรับเซี่ยเฉาที่เป็นลูกสาว สถานะของเธอกลับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แค่ดื่มโจ๊กใสๆ เพิ่มอีกหนึ่งคำก็อาจจะถูกพี่ใหญ่เอาตะเกียบฟาดหัวเอาได้
เมื่อต้องอดอยากเป็นเวลานาน ในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว ในช่วงไถหว่านฤดูใบไม้ผลิ เธอจึงแอบขโมยข้าวโพดที่กองผลิตเก็บไว้เพาะปลูกมากิน
เพื่อป้องกันไม่ให้นกกามาจิกกินเมล็ดพันธุ์ เมล็ดข้าวโพดเหล่านั้นจึงถูกแช่ยาฆ่าแมลงไว้อย่างเข้มข้น
ตอนนั้นเซี่ยว่านฮุยได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวผิดปกติจึงรีบวิ่งตามไปดู ภาพที่เห็นคือเซี่ยเฉานอนหมดสติอยู่กับพื้น ปากมีฟองสีขาวฟูฟ่อง
โชคดีที่หมอเท้าเปล่าประจำหมู่บ้านมาทันเวลา เขาจัดการกรอกน้ำถั่วเขียวล้างพิษให้เธอถึงห้าหกชาม กว่าจะรอดชีวิตกลับมาได้ ข้าวโพดที่เธอสำรอกออกมายังคงสภาพเป็นเม็ดๆ ไม่ผ่านการเคี้ยว
เมล็ดข้าวโพดมันแข็งขนาดนั้น สภาพของมันเป็นหลักฐานยืนยันความอดอยาก หากไม่ถึงที่สุดจริงๆ ใครกันจะยอมกลืนอาหารที่แข็งกระด้างเช่นนั้นลงท้อง
เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้แม่ของพวกเขาตกใจมาก และเธอก็รู้ดีว่าไม่อาจควบคุมลูกชายคนโตได้อีกต่อไป ทางเดียวที่จะรักษาชีวิตลูกสาวไว้ได้คือต้องส่งเธอหลบออกมา ให้มาแต่งงานที่ตงเป่ยตามสัญญาหมั้นหมายเดิม
แต่ใครจะคิดว่าอุตส่าห์เดินทางข้ามน้ำข้ามภูเขามาไกลขนาดนี้ กลับได้ยินว่าหลี่เป่าเซิงไปเป็นทหารเสียแล้ว แล้วในช่วงเวลาสั้นๆ แค่นี้ เขาจะไปหาคู่ครองที่ไหนให้พี่สาวได้ทัน
อีกอย่าง ฝ่ายนั้นไปเป็นทหารแค่ไม่กี่ปี ถ้าพวกเขารอไม่ได้ มันก็ดูจะเป็นฝ่ายที่ไร้น้ำใจ พูดออกไปก็มีแต่จะเสียชื่อเสียงเปล่าๆ
เซี่ยว่านฮุยร้อนรนจนเหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นเต็มหน้าผาก แต่พอหันกลับไป ภาพที่เห็นกลับทำให้เขาแทบสิ้นสติ พี่สาวของเขากำลังพิงคัง หยิบซาลาเปาเข้าปากอย่างใจเย็น ท่าทางดูผ่อนคลายเสียด้วยซ้ำ
เขาฉุนกึก “นี่มันเวลาไหนแล้ว พี่ยังมีอารมณ์กินซาลาเปาอีก”
“ไม่ว่าจะเวลาไหน ก็ต้องกินข้าวให้อิ่มก่อนทั้งนั้นแหละ” เซี่ยเฉาตอบกลับเสียงเบา เสียงของเธอนุ่มนวลไร้พิษภัยเหมือนกับรูปร่างหน้าตาของเธอ
เธอบิซาลาเปาที่ทำจากแป้งผสมในชามข้าวยื่นส่งให้เซี่ยว่านฮุย “ของฟรี ไม่ต้องใช้ตั๋วอาหารซื้อ ไม่กินก็เสียดายแย่”
นั่นก็จริง ในยุคนี้การจะกินอะไรนอกบ้านล้วนต้องใช้ตั๋วปันส่วนอาหารทั้งสิ้น ยิ่งถ้าเดินทางข้ามมณฑลก็ยิ่งต้องใช้ตั๋วปันส่วนอาหารแบบที่ใช้ได้ทั่วประเทศ ซึ่งตั๋วที่ว่านี้มีแต่หน่วยงานรัฐเท่านั้นที่จะแจกให้คนที่ไปทำงานต่างถิ่น คนชนบทอย่างพวกเขาอยากจะแลกก็ไม่รู้จะไปหาใคร
ตลอดสามวันที่เดินทางมานี้ เซี่ยว่านฮุยได้แต่แทะมันเทศแห้งแข็งๆ จนขยาดไปหมดแล้ว เขาจึงรับซาลาเปามาถือไว้ แล้วกัดเข้าไปคำหนึ่งอย่างลืมตัว
“นี่ไส้อะไรเนี่ย อร่อยดีเหมือนกันนะ”
“ผักซานฉินไช่น่ะ ที่ตงเป่ยเขาเรียกต้าเย่ฉิน ไม่มียาฆ่าแมลง ไม่มีปุ๋ยเคมี เป็นอาหารธรรมชาติล้วนๆ เลย”
“ผักชีฝรั่งที่บ้านเราก็ไม่มีปุ๋ยเคมีเหมือนกัน”
ปุ๋ยเคมีเป็นของหายากจะตาย กองผลิตจะใช้แต่ละครั้งยังต้องรอเบื้องบนอนุมัติ เซี่ยว่านฮุยไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องที่ต้องเอามาพูด
เขาจัดการซาลาเปาในมือหมดในสองสามคำ ขณะกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบอีกลูก เขาก็พลันนึกถึงสถานการณ์ของตัวเองออก
“พี่! นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายทั้งชีวิตของพี่เลยนะ พี่ช่วยใส่ใจกับมันหน่อยได้ไหม”
เซี่ยว่านฮุยเริ่มไม่แน่ใจว่าพิษจากยาฆ่าแมลงครั้งนั้นมันทำร้ายสมองของพี่สาวเขาไปด้วยหรือเปล่า ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมาเซี่ยเฉาเอาแต่ทำตัวเกียจคร้านไม่เป็นโล้เป็นพาย งานการก็ไม่ขยันขันแข็งเหมือนเดิม เวลากินข้าว ต่อให้พี่ใหญ่จะจ้องเขม็งแค่ไหน เธอก็แสร้งทำเป็นไม่เห็น ก้มหน้าก้มตากินจนอิ่มหนำ ไม่สนใจใคร
แต่ก็นับว่ายังโชคดีอยู่บ้างที่หลังจากเหตุการณ์เสี่ยงตายครั้งนั้น ชาวบ้านในหมู่บ้านก็เริ่มซุบซิบนินทาพี่ชายของเขาจนหนาหู ทำให้เขาไม่กล้าทำอะไรที่มันเกินเลยไปนัก
การเดินทางมาตงเป่ยครั้งนี้ก็เช่นกัน ปกติแล้วพี่สาวของเขาขี้ขลาดขนาดไหนเขารู้ดี แม้แต่การไปตลาดในตำบลคนเดียวยังไม่กล้าเลย แต่พอแม่เอ่ยปากเรื่องแต่งงาน เธอกลับตกลงอย่างง่ายดาย ตลอดการเดินทาง เธอกินอิ่มนอนหลับสบายบนเบาะแข็งๆ ของรถไฟสีเขียว ดูจะหลับสนิทกว่าเขาด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นว่าน้องชายกำลังเดือดดาลจริงจัง เซี่ยเฉาจึงจิบน้ำอย่างเชื่องช้า “นายเชื่อจริงๆ เหรอว่าหลี่เป่าเซิงไปเป็นทหาร”
“ก็... ก็ป้าหลี่บอกแบบนั้นนี่”
“ลุงหลี่กับป้าหลี่มีลูกชายคนนี้แค่คนเดียว เขาเป็นลูกรักหัวแก้วหัวแหวนของบ้านเลยนะ ป้าเขาฟูมฟักยังกับแก้วตาดวงใจ จะยอมปล่อยให้ลูกไปลำบากในกองทัพได้ง่ายๆ เหรอ”
หลี่เป่าเซิงคือสมบัติล้ำค่าที่สองสามีภรรยาตระกูลหลี่เฝ้ารอมานาน หลังจากมีลูกสาวมาแล้วถึงสามคน ซึ่งแต่ละคนก็ตั้งชื่อเพื่อสื่อถึงความปรารถนาในบุตรชาย ทั้งจาวตี้ (หวังน้องชาย) อิ่นตี้ (นำน้องชาย) และไต้ตี้ (พาน้องชาย) ต่อมาแม้จะมีลูกสาวอีกคนชื่อไหลตี้ (น้องชายมา) แต่ก็น่าเสียดายที่ตลอดเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา ก็ไม่มีน้องชายตามมาจริงๆ เสียที
หลี่เป่าเซิงจึงกลายเป็นทายาทเพียงคนเดียวของบ้าน อย่าว่าแต่จะส่งไปลำบากในกองทัพเลย แค่การไปถอนหญ้าในนา ครอบครัวหลี่ก็ยังไม่เคยยอมให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนต้องมือเปื้อนดินด้วยซ้ำ
“หมายความว่า... ป้าหลี่หลอกเรา” ในที่สุดเซี่ยว่านฮุยก็เริ่มประติดประตอเรื่องราวได้
แต่ด้วยวัยเพียงเท่านี้และประสบการณ์ชีวิตที่ยังน้อยนิด เขาก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดี “แต่เขาจะหลอกเราไปทำไมล่ะครับ”
“ก็คงทั้งไม่อยากทำตามสัญญาหมั้นหมาย แต่ก็ไม่อยากเป็นฝ่ายผิดสัญญาจนเสียชื่อเสียงน่ะสิ”
ความทรงจำจากในนิยายต้นฉบับฉายชัดขึ้นมา ตระกูลหลี่ในเรื่องนั้นร้ายกาจกว่านี้มาก พวกเขาไม่เคยตอบรับและก็ไม่เคยปฏิเสธ ปล่อยให้เรื่องมันค้างคาลากยาวไปจนกระทั่งเซี่ยเฉาในนิยายอายุ 35 ปี
ตัวตนเดิมของเซี่ยเฉาในหนังสือเป็นคนขี้ขลาดและอ่อนแอ เมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบจดหมาย เธอก็ไม่กล้าเดินทางมาหาถึงตงเป่ย ทำได้เพียงรอคอยอย่างสิ้นหวังจนกลายเป็นสาวแก่คาบ้าน
สุดท้ายเมื่อเสียงนินทาของชาวบ้านดังกระหึ่ม ประกอบกับพี่ชายของเธอดันไปกู้เงินคนอื่นมา 30 หยวนแล้วไม่อยากคืน เขาจึงฉวยโอกาสนี้จับเธอยัดเยียดให้แต่งงานกับพ่อม่ายแก่ในหมู่บ้านเพื่อล้างหนี้
พ่อม่ายแก่คนนั้นก็เลวร้ายไม่ต่างกัน ภรรยาคนก่อนของเขาก็ถูกเขากับแม่แท้ๆ ทุบตีจนต้องหนีหัวซุกหัวซุนไป เซี่ยเฉาในนิยายแต่งงานไปได้เจ็ดปี ก็ถูกทุบตีจนแท้งลูกถึงสามครั้ง
เมื่อทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอจึงหนีออกมาจากนรกขุมนั้น และได้ไปเป็นพี่เลี้ยงที่บ้านของพระเอกและนางเอกในเรื่อง
แต่ชีวิตก็ยังไม่ดีขึ้น เพราะหลังจากทำงานได้ไม่กี่ปี พ่อม่ายแก่กับลูกชายของเขาก็ตามมาเกลี้ยกล่อมให้เธอกลับไปอีก แม้ในหนังสือจะไม่ได้บรรยายต่อว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เธอก็เดาได้ไม่ยากว่าจุดจบของเซี่ยเฉาคนเดิมคงไม่มีวันเป็นเรื่องดี
[จบบท]