บทที่ 208: คนคุ้นหน้า
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”
เซี่ยเฉาเอ่ยตอบกลับไปน้ำเสียงเรียบๆ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายกังวล
“ฉันแค่บังเอิญเห็นคนคนหนึ่งแล้วรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตานิดหน่อยเท่านั้นเอง”
เงาร่างที่ปรากฏอยู่ไม่ไกลนักเดินจากไปอย่างรีบร้อน หันหลังให้พวกเธอแล้วจ้ำอ้าวอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าในจังหวะที่เพิ่งผลักประตูรั้วออกมานั้น คนผู้นั้นได้หันกลับมามองแวบหนึ่ง ทำให้เซี่ยเฉายังคงจำได้แม่นยำ
นั่นคือหลี่ไหลตี้ น้องสาวของหลี่เป่าเซิงไม่ผิดแน่
ดึกดื่นป่านนี้แล้ว หล่อนไม่ได้พักผ่อนอยู่ที่บ้านของตัวเอง แต่ทำไมถึงได้เดินออกมาจากบ้านของคนอื่นได้
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่หลี่ไหลตี้เดินออกมา ใบหน้าของหล่อนยังแดงระเรื่อ รอยยิ้มเปี่ยมไปด้วยความขัดเขิน แววตาและสีหน้าที่แสดงออกมานั้น ช่างเหมือนกับตัวเธอเองในตอนที่มองกระจกหลังจากผ่านเรื่องราวลึกซึ้งมาเมื่อวันก่อนไม่มีผิดเพี้ยน
ประตูรั้วที่เปิดแง้มไว้นั้น ยังเผยให้เห็นเงาร่างของบุรุษเพศอีกครึ่งตัวยืนอยู่ด้านใน เพียงแต่ท้องฟ้ามืดเกินไปทำให้มองเห็นรายละเอียดได้ไม่ชัดเจนนัก
หรือว่าหลี่ไหลตี้กำลังมีความรัก
เซี่ยเฉาเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ แต่เรื่องนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับเธอ ในเมื่อบังเอิญเห็นก็ถือว่าแค่เห็นผ่านตาไป เธอจึงไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจให้รกสมอง
เนื่องจากท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว ป้าเหอจึงอาสาเดินมาส่งเซี่ยเฉาด้วยตัวเองจนถึงปากทางเข้าบ้าน
“คนออกมากับป้า ป้าก็ต้องพามาส่งให้ถึงบ้านแบบครบสามสิบสอง ถ้าสะใภ้แสนสวยเกิดหายตัวไป จี้เป่ยคงต้องมาทวงคนกับป้าแน่ ถึงตอนนั้นป้าคงไม่มีปัญญาหาคนไปชดใช้ให้เขาหรอกนะ”
“ดึกขนาดนี้แล้ว คุณป้ากลับคนเดียวจะไม่มีปัญหาเหรอคะ”
เซี่ยเฉาถามด้วยความเป็นห่วง
“ป้ามันก็แค่ผักแก่ๆ เหี่ยวๆ คนหนึ่ง จะไปมีอันตรายอะไรได้”
ป้าเหอพูดพลางแกว่งไฟฉายในมือไปมา ก่อนจะเดินจากไปอย่างกระฉับกระเฉงว่องไว
เฉินจี้เป่ยกลับมาถึงบ้านนานแล้ว พอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวที่หน้าประตู เขาก็ลุกขึ้นไปกางโต๊ะคังเตรียมไว้อย่างรู้หน้าที่
เซี่ยเฉาเดินเข้ามาในห้องแล้ววางถุงเท้าที่เพิ่งถอดลง
“ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นก็ได้ค่ะ ที่บ้านยังมีข้าวเหลือไหม ฉันยืนกินหน้าเตาไฟสักคำสองคำก็พอแล้ว”
เฉินจี้เป่ยไม่ได้ฟังคำทัดทาน เขายังคงกางโต๊ะคังจนเสร็จสรรพ จากนั้นก็หันหลังเดินเข้าครัวไปหยิบชามและตะเกียบ พร้อมกับกล่องข้าวใบใหญ่อีกสองกล่องออกมา
ภายในกล่องข้าวบรรจุเมนูหมูสามชั้นผัดซอสถั่วเจี้ยวที่ส่งกลิ่นหอมฉุย คาดว่าน่าจะซื้อมาจากร้านอาหารของรัฐ ส่วนอีกกล่องเป็นข้าวสวยหุงผสมถั่วแดงเม็ดเล็ก ดูจากสภาพแล้วเหมือนยังไม่มีใครแตะต้องเลยแม้แต่น้อย
“คุณยังไม่ได้กินข้าวเหรอคะ”
เซี่ยเฉาเหลือบตามองนาฬิกาตั้งโต๊ะเรือนเล็ก ซึ่งเข็มสั้นชี้บอกเวลาว่าเลยหกโมงครึ่งไปแล้ว
เฉินจี้เป่ยไม่ได้เอ่ยตอบอะไร เขาเดินกลับเข้าไปในครัวอีกครั้ง เปิดตู้กับข้าวแล้วหยิบจานใส่ผักดองรสเผ็ดที่ตักเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วออกมาวางบนโต๊ะ
นี่คือผักดองที่เซี่ยเฉาเป็นคนลงมือหมักเองเมื่อสองวันก่อน
วิธีการทำเริ่มจากการนำหัวผักกาดสดมาล้างให้สะอาดจนหมดจด แบ่งสัดส่วนสามในห้าหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดประมาณหนึ่งเซนติเมตร แล้วนำไปลวกในน้ำเดือดจนสุก ส่วนอีกสองในห้าที่เหลือให้นำมาหั่นเป็นเส้นฝอยละเอียด
จากนั้นนำมาเรียงใส่ไหเป็นชั้นๆ โดยวางแบบชิ้นไว้ด้านล่างและแบบเส้นไว้ด้านบน สลับกันไปจนเต็ม
ขั้นตอนสุดท้ายคือเทน้ำที่ใช้ลวกผักเมื่อครู่ตามลงไป ปิดปากไหด้วยจาน ทิ้งไว้เพียงครึ่งค่อนวันก็สามารถนำออกมารับประทานได้แล้ว
ผักดองรสเผ็ดที่ทำเสร็จใหม่ๆ ส่วนที่เป็นชิ้นจะให้รสสัมผัสนุ่มละมุนลิ้น ส่วนที่เป็นเส้นจะมีความกรอบกรุบกริบ ผสานกับรสเผ็ดจางๆ ให้ความรู้สึกสดชื่นและเจริญอาหารยิ่งนัก
เซี่ยเฉารินน้ำอุ่นดื่มรวดเดียวสองอึกใหญ่เพื่อแก้กระหาย ก่อนจะนั่งลงเริ่มลงมือรับประทานอาหาร
“คุณลองทายดูสิคะว่าวันนี้ป้าเหอดูตัวลูกสะใภ้ด้วยวิธีไหน”
“อืม”
เฉินจี้เป่ยส่งเสียงรับในลำคอเบาๆ เป็นเชิงรับรู้
เซี่ยเฉาชินกับนิสัยพูดน้อยของเขามานานแล้ว จึงเล่าเรื่องวีรกรรมการแกล้งล้มของป้าเหอให้เขาฟังไปพลางคีบข้าวเข้าปากไปพลาง
หญิงชราผู้นั้นช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง จนถึงตอนนี้พอนึกย้อนกลับไป เธอก็ยังอดอมยิ้มออกมาไม่ได้
เฉินจี้เป่ยฟังเรื่องราวเงียบๆ ก่อนจะเอ่ยแสดงความเห็นออกมาประโยคหนึ่ง
“คนตระกูลเหอนิสัยดี”
คนตระกูลเหอนั้นนิสัยดีจริงๆ อย่างที่เขาว่า ลุงเหอเป็นคนขยันขันแข็ง ป้าเหอก็มีน้ำใจไมตรี ส่วนเหออวิ๋นอิงนั้นทั้งขยันและซื่อสัตย์ จะมีปัญหาก็แค่เหอเอ้อลี่คนเดียว แต่ช่วงหลายเดือนมานี้ก็ไม่เห็นเขาจะไปก่อเรื่องวุ่นวายที่ไหนอีก ถึงแม้จะมีข้อเสียจุกจิกอยู่บ้าง แต่เขาก็ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจเสมอมา
คนอื่นมักมองเฉินจี้เป่ยด้วยสายตาแปลกแยก มีเพียงเหอเอ้อลี่เท่านั้นที่มองเขาด้วยใจจริงตั้งแต่แรกเริ่ม
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย เฉินจี้เป่ยรับหน้าที่เก็บล้างทำความสะอาด ส่วนเซี่ยเฉาเดินข้ามไปเคาะประตูห้องของซุนชิงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ครั้งนี้เธอไม่ลืมที่จะเคาะประตูตามมารยาทก่อน
ไม่นานนักซุนชิงก็เปิดประตูออกมาต้อนรับ
“กลับมาแล้วเหรอ วันนี้ทำไมถึงกลับมาเองคนเดียวได้ล่ะ”
“แน่นอนว่าต้องมีเรื่องดีๆ สิคะ”
เซี่ยเฉายิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี
“พี่ไม่คิดจะเชิญฉันเข้าไปดื่มชาหน่อยเหรอ ถ้าไม่เชิญฉันจะไม่เล่าให้ฟังนะ”
ซุนชิงชะงักไปเล็กน้อย ดูเหมือนจะยังงุนงงกับท่าทีของอีกฝ่าย แต่ก็รีบเชื้อเชิญทันที
“เชิญเลยๆ เข้ามาสิ”
พูดจบเธอก็ทำท่าจะเดินกลับไปหยิบใบชามาชงให้ แต่เซี่ยเฉารีบเอ่ยห้ามไว้เสียก่อน
“ฉันล้อเล่นหรอกน่า”
สีหน้าของเซี่ยเฉาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามเข้าประเด็น
“หลานชายของพี่หาแฟนได้หรือยังคะ”
พอพูดถึงเรื่องนี้ ซุนชิงก็ถอนหายใจออกมาด้วยความกลัดกลุ้ม
“ยังเลย คราวก่อนที่นัดไว้ก็ไม่ได้ไปดูตัว ฉันเองก็ยังไม่ได้คุยเรื่องนี้กับเขาอีก”
แต่พอลองฉุกคิดดูว่าเซี่ยเฉาไม่ใช่คนที่จะพูดจาเหลวไหลไร้สาระ แววตาของซุนชิงก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
“เธอมีคนที่เหมาะสมแนะนำงั้นเหรอ”
เซี่ยเฉาจึงเริ่มเล่าเรื่องของเหออวิ๋นอิงให้ฟัง
“เป็นน้องสาวเพื่อนของจี้เป่ยค่ะ พี่น่าจะเคยเห็นหน้ามาก่อน คนที่เคยเอาเต้าหู้กุ้งเครย์ฟิชมาส่งให้เมื่อคราวก่อนไงคะ”
“อ๋อ คนที่ก้มหน้าก้มตาช่วยเธอทำงานเงียบๆ คนนั้นใช่ไหม”
พอพูดถึงเรื่องของกิน ซุนชิงก็นึกออกทันที
“ใช่ค่ะ”
เซี่ยเฉาพยักหน้ารับ
“ปีนี้เธออายุสิบเก้า อายุน้อยกว่าซวนจื่อหลานชายของพี่สี่ปี ตอนนี้ทำงานขายตั๋วอยู่ที่โรงภาพยนตร์ ฉันลองถามดูแล้ว ทางบ้านฝ่ายหญิงเขาไม่รังเกียจว่าฝ่ายชายจะเป็นคนชนบท ขอแค่เป็นคนนิสัยดี และเด็กทั้งสองคนเข้ากันได้ก็พอแล้ว”
พอได้ยินว่าทางบ้านตระกูลเหอไม่ถือสาเรื่องฐานะ ซุนชิงก็ยิ้มแก้มปริด้วยความดีใจ
“งั้นพรุ่งนี้ฉันจะรีบไปบอกซวนจื่อเลย ให้เขาสองคนลองมาเจอกันดู”
“พี่อย่าเพิ่งใจร้อนสิคะ”
เซี่ยเฉารีบเบรกไว้ก่อน แล้วตัดสินใจเล่าเรื่องราวระหว่างเหออวิ๋นอิงกับไต้ฉางชิ่งให้อีกฝ่ายได้รับรู้
“ถึงแม้ว่าระหว่างสองคนนั้นจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ แต่ฉันกลัวว่าจะมีคนเอาไปนินทาลับหลัง ถ้าหลานชายของพี่ถือสาเรื่องพวกนี้ ก็ให้ถือซะว่าฉันไม่เคยพูดเรื่องนี้ก็แล้วกันค่ะ”
“ไอ้สารเลวนั่นมันหลอกแต่งงาน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเด็กผู้หญิงด้วย!”
ซุนชิงเป็นคนนิสัยโผงผางตรงไปตรงมา พอได้ฟังเรื่องราวก็โกรธจนคิ้วขมวดทันที
แต่ถึงอย่างไรคนที่จะแต่งงานก็คือหลานชายไม่ใช่ตัวเธอเอง เธอจึงรับปากเซี่ยเฉาว่าจะกลับไปลองถามความสมัครใจของหลานชายดูก่อน แล้วพรุ่งนี้จะมาให้คำตอบ
ขนมเกลียวเล็กโรยงาและขนมวงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า วันรุ่งขึ้นทางโรงงานจึงต้องเร่งผลิตเพิ่มอีกชุดใหญ่ เพื่อเตรียมส่งไปขายยังอำเภอและตำบลที่อยู่ห่างไกลออกไป
เดิมทีเซี่ยเฉาตั้งใจว่าจะแวะไปนั่งเล่นที่แผนกขนมไข่สักหน่อย แต่พอเห็นว่าทางนั้นกำลังยุ่งอยู่กับการทำขนมวง เธอจึงไม่ได้เข้าไปกวน และเลิกงานกลับบ้านตอนสี่โมงเย็นตามปกติ
คาดไม่ถึงว่าพอเดินมาถึงหน้าประตูโรงงาน ลุงยามหลู่จะกวักมือเรียกเธอเข้าไปในป้อมยาม
“เห็นผู้หญิงตรงนั้นไหม ที่พันผ้าพันคอสีแดงแล้วก็ใส่รองเท้าส้นสูงนั่นน่ะ”
ลุงยามหลู่ทำหน้าขึงขัง พลางชี้ไม้ชี้มือไปทางใต้ต้นหลิวใหญ่หน้าประตูโรงงาน
“นั่นแหละ คนที่เคยมาถามหาเสี่ยวเฉินบ้านเธอเมื่อคราวก่อน”
เซี่ยเฉามองตามไป เป็นจังหวะเดียวกับที่หญิงสาวคนนั้นหันหน้ามาพอดี เธอถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง
เมื่อคืนนี้เป็นเพราะความมืดทำให้มองเห็นเพียงแค่ผ่านๆ เซี่ยเฉาจึงไม่ได้สังเกตรายละเอียดมากนัก นึกไม่ถึงเลยว่าหลี่ไหลตี้จะเปลี่ยนแปลงไปได้มากขนาดนี้เมื่อเทียบกับไม่กี่เดือนก่อน
หล่อนสวมเสื้อไหมพรมเนื้อดี ที่เท้าสวมรองเท้าส้นสูง และผ้าพันคอที่พันอยู่รอบลำคอนั้น ถ้าเซี่ยเฉาดูไม่ผิด มันคือผ้าพันคอขนแกะแท้ๆ
ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวเย็นลงแล้ว ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ในเมืองเจียงเริ่มนำผ้าพันคอออกมาวางจำหน่าย แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงผ้าพันคอฝ้ายธรรมดา ขนาดความกว้างยาวแปดสิบเซนติเมตร พับทบตามแนวทแยงมุมก็สามารถนำมาพันคอหรือคลุมศีรษะกันหนาวได้
[จบบท]