บทที่ 22: เรือนหอหลังใหม่
พูดกันตามตรง สภาพบ้านที่มาดูคราวนี้ดีกว่าที่เธอกับเฉินจี้เป่ยไปดูมาเมื่อวานก็จริง แต่ก็ดีกว่ากันแค่นิดเดียวเท่านั้น
เมื่อพิจารณาตั้งแต่คุณภาพของตัวบ้านไปจนถึงทำเลที่ตั้ง ห้องที่ดีที่สุดกลับเป็นเพียงเรือนปีกหลังเล็กๆ สองห้อง ไม่ใช่เรือนหลัก ทิศทางของแสงแดดก็ส่องไม่ถึง แถมภายในลานบ้านยังดูรกรุงรังไปหมด
หากคิดจะย้ายเข้ามาอยู่จริงๆ คงไม่ใช่แค่เสียเวลาเก็บกวาดทำความสะอาด แต่คงต้องก่อกำแพงหรือทำรั้วไม้กั้นอาณาเขตใหม่ทั้งหมดถึงจะพออยู่ได้
ผู้จัดการโรงงานลู่เห็นสีหน้าของทั้งสองคนแล้วจึงเอ่ยปากเสนอทางเลือก “เอาอย่างนี้ไหม พวกเธอสองคนย้ายมาพักที่นี่ชั่วคราวไปก่อน ระหว่างนี้เดี๋ยวพี่จะช่วยหาที่ใหม่ที่เหมาะสมกว่านี้ให้”
ลู่เจ๋อถงเองก็ดูออกว่าน้องสะใภ้ในอนาคตไม่ค่อยถูกใจที่นี่เท่าไหร่ แต่เวลาเตรียมตัวเหลืออยู่อีกแค่สามสี่วันเท่านั้น จะให้ทั้งคู่มาจัดงานแต่งงานในบ้านของเขาแล้วเบียดเสียดกันอยู่ในห้องเดี่ยวเล็กๆ ห้องเดิม มันก็ดูจะไม่เหมาะไม่ควรเท่าไหร่
ทว่าคนที่ไม่ต้องการอาศัยอยู่ในบ้านตระกูลลู่มากที่สุดกลับเป็นเฉินจี้เป่ย ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นพลางกวาดสายตามองสำรวจเรือนปีกทั้งสองห้องนั้นอีกรอบอย่างใช้ความคิด
เซี่ยเฉาประเมินดูแล้วรู้สึกว่าที่นี่สู้บ้านตรงข้ามของเสี่ยวซุนไม่ได้เลยสักนิด เธอจึงตัดสินใจพูดขึ้น “วันนี้ฉันบังเอิญไปเจอห้องเช่าว่างอยู่ห้องหนึ่งค่ะ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะปล่อยเช่าให้เราหรือเปล่า”
ในยุคสมัยนี้ไม่มีนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ การจะซื้อหรือเช่าบ้านต้องอาศัยการแนะนำบอกต่อกันปากต่อปากเท่านั้น เซี่ยเฉาเพิ่งเดินทางจากต่างถิ่นมาถึงเมืองเจียงได้ไม่นาน ลู่เจ๋อถงจึงไม่คิดว่าหญิงสาวจะมีลู่ทางไปสืบข่าวเรื่องพวกนี้ได้ แต่พอได้ยินว่าสถานที่ที่ว่านั้นอยู่ไม่ไกล เขาจึงยอมไว้หน้าเธอแล้วพาเดินไปดูตามที่เธอบอก
ใครจะไปคิดว่าพอได้เห็นของจริง บ้านหลังนี้กลับดูดีกว่าเรือนปีกซอมซ่อเมื่อครู่แบบเทียบกันไม่ติด
แม้ว่าจะเป็นการเช่าอาศัยร่วมกับคนอื่น แต่ตัวบ้านได้รับการดูแลรักษาอย่างดีจนดูใหม่สะอาดตา ลานดินขนาดเล็กหน้าห้องพักก็กวาดเตียนโล่งดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ทางฝั่งบ้านของเสี่ยวซุนมีการขุดแปลงผักเล็กๆ ไว้ และใต้หน้าต่างยังมีกรงไก่ตั้งอยู่ แม่ไก่หลายตัวกำลังส่งเสียงกุ๊กๆ จิกกินอาหารอยู่ในกรง ดูมีชีวิตชีวาและอบอุ่น
ลู่เจ๋อถงเดินสำรวจดูรอบๆ หนึ่งรอบก่อนจะหันมาถามเซี่ยเฉาด้วยความสงสัย “นี่ญาติของเธอเป็นคนช่วยหาให้หรือ”
“เปล่าค่ะ ช่วงนี้พวกเขายุ่งมากจนปลีกตัวไม่ได้เลย เมื่อเช้านี้ตอนที่พี่สาวคนหนึ่งพาฉันไปตัดชุด ฉันบังเอิญเห็นที่นี่เข้าพอดีน่ะค่ะ”
ถึงแม้เซี่ยเฉาจะไม่ได้ตั้งใจป่าวประกาศเรื่องสัญญาหมั้นหมายให้ใครรู้ แต่เธอก็ไม่อยากข้องเกี่ยวกับคนบ้านหลี่มากไปกว่านี้ อะไรที่ตัดได้ก็ควรตัดให้ขาด
ใครจะไปรุ้ว่าครอบครัวนั้นจะมาไม้ไหน วันดีคืนดีอาจจะฉวยโอกาสใช้ชื่อของเธอมาขอความช่วยเหลือหรือสร้างความวุ่นวายให้กับทางตระกูลลู่ก็ได้
เมื่อได้ยินคำตอบ ลู่เจ๋อถงก็แสดงสีหน้าแปลกใจอย่างเห็นได้ชัด “เธอเป็นคนหาเองงั้นหรือ”
ทางด้านเฉินจี้เป่ยนั้นรู้อยู่แล้วว่าเซี่ยเฉาไม่ได้มีนิสัยอ่อนหวานนุ่มนิ่มเหมือนหน้าตา เขาจึงพูดสรุปสั้นๆ “เอาที่นี่แหละ แถวนี้มีทั้งร้านค้าธัญพืช ร้านโชห่วย แล้วก็อยู่ใกล้ที่ทำงานผมด้วย”
“งั้นก็ตกลงตามนี้” ลู่เจ๋อถงพยักหน้ารับ “นึกไม่ถึงเลยว่าสหายเสี่ยวเซี่ยนอกจากจะดูเรียบร้อยแล้ว ยังจัดการธุระเก่งขนาดนี้”
บ้านพักของกรมทรัพย์สินล้วนเป็นสมบัติของรัฐ ค่าเช่าจึงถูกกว่าเช่าจากเอกชนมาก แต่การจะเข้าอยู่ได้นั้นจำเป็นต้องมีโควตาพิเศษ ซึ่งสำหรับลู่เจ๋อถงแล้ว การหาโควตาให้ลูกพี่ลูกน้องสักที่หนึ่งไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
เช้าวันรุ่งขึ้น เฉินจี้เป่ยก็เอาลูกกุญแจมาส่งถึงมือเซี่ยเฉา เนื่องจากเป็นบ้านพักของรัฐและยังมีเงินอุดหนุนจากหน่วยงาน ค่าเช่าที่ปกติราคา 3 หยวน 6 เหมา จึงประหยัดไปได้เกือบ 4 เหมา
เซี่ยเฉากับน้องชายอย่างเซี่ยว่านฮุยรีบตรงไปที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อถังน้ำและไม้ถูพื้น จากนั้นก็เอาผ้าขนหนูเก่าๆ มาโพกหัว เตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการทำความสะอาดครั้งใหญ่
ตอนที่ครอบครัวสกุลอู๋ย้ายออกไป พวกเขาขนเฟอร์นิเจอร์ออกไปจนเกลี้ยง ห้องทั้งห้องจึงว่างเปล่า มีเพียงกระจกหน้าต่างที่แตกไปสองบาน กระดาษบุหน้าต่างก็ต้องลอกของเก่าทิ้งแล้วบุใหม่ ไหนจะผนังห้องที่ดำเมี่ยมจนดูไม่ได้ ต้องเอากระดาษหนังสือพิมพ์มาแปะทับให้ทั่ว
เซี่ยเฉาเดินไปขอยืมสายวัดจากบ้านเสี่ยวซุนที่อยู่ตรงข้าม กะว่าจะวัดขนาดกระจกที่แตกเพื่อไปตัดมาใส่ใหม่
ซุนชิง เพื่อนบ้านสาวมองเธอด้วยความประหลาดใจ “พวกเธอขยับขยายกันเร็วจัง เมื่อวานเพิ่งจะมาถาม วันนี้เช่าได้แล้วเหรอเนี่ย”
“ฉันรีบแต่งงานน่ะค่ะ” เซี่ยเฉาตอบพลางรีบวัดขนาดกระจกอย่างคล่องแคล่ว แล้วบอกตัวเลขให้กับน้องชาย
เซี่ยว่านฮุยทวนตัวเลขซ้ำสองรอบเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะรับเงินจากพี่สาวแล้ววิ่งตื๋อไปร้านตัดกระจก
พอรู้ว่าเซี่ยเฉาเช่าบ้านเพราะกำลังจะแต่งงาน ซุนชิงก็เดินกลับเข้าไปในห้อง ครู่หนึ่งก็เดินออกมาพร้อมกับปึกหนังสือพิมพ์เก่า “นี่เป็นหนังสือพิมพ์เหลือตอนที่บ้านฉันบุผนังช่วงตรุษจีน อาจจะไม่ค่อยพอนะ ถ้าเธอพอมีลู่ทาง ลองไปขอจากที่ทำงานเพิ่มดูสิ”
ตั้งแต่เมื่อวาน เซี่ยเฉาก็สังเกตเห็นแล้วว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนพูดจาฉะฉาน ตรงไปตรงมา น่าคบหาและคุยด้วยง่าย
เธอไม่มัวแต่เกรงใจ รับของมาแล้วกล่าวขอบคุณพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะชวนคุยต่อ “พี่มาอยู่ที่นี่นานหรือยังคะ”
“เกือบสามปีแล้วจ้ะ” ซุนชิงบิดเอวคลายความเมื่อยขบจากการนั่งทำงานนานๆ “ฉันก็แต่งงานมาอยู่ที่นี่แหละ ตอนนั้นตรงกับช่วงสามปีที่ข้าวยากหมากแพงพอดี งานเลี้ยงฉลองอะไรก็ไม่ได้จัด แค่ย้ายมาอยู่ด้วยกันเฉยๆ พอนึกย้อนไปแล้ว รู้งี้แต่งช้าหน่อยดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาทนหิวทนลำบากตั้งสองปี”
หัวอกลูกผู้หญิงก็เป็นแบบนี้ ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดคือตอนเป็นสาวรุ่นอยู่กับพ่อแม่ พอแต่งงานมีครอบครัวก็มีแต่เรื่องให้กลุ้มใจไม่เว้นวัน
เซี่ยเฉาฟังแล้วรู้สึกว่าถึงแม้อีกฝ่ายจะบ่น แต่แววตากลับไม่ได้มีความขุ่นเคืองจริงจังอะไร “จะแต่งช้าแต่งเร็วก็ไม่สำคัญหรอกค่ะ ขอแค่ชีวิตความเป็นอยู่ดีก็พอแล้ว”
“ปากก็พูดแบบนั้นแหละ แต่พอแต่งงานเร็ว ที่บ้านก็เร่งยิกๆ อยากจะให้รีบมีลูก สองปีก่อนอดอยากกันจนไส้กิ่ว ขนาดฉันกับไป่เชิ่งต้องลุกขึ้นมาดื่มน้ำลูบท้องตอนดึกๆ ทุกคืน แทบจะเอาชีวิตไม่รอด จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปปั๊มลูก”
บทสนทนาเริ่มเลี้ยวเข้าสู่ประเด็นของผู้ใหญ่ สาวน้อยที่ยังไม่เข้าหออย่างเซี่ยเฉาจึงไปต่อไม่ค่อยถูก
แต่นั่นก็เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เมืองเจียงแห่งนี้ตั้งอยู่ติดภูเขา ยังพอหาของป่าประทังชีวิตได้บ้าง แต่ร่างเดิมของเซี่ยเฉาที่อาศัยอยู่ในด่านชั้นในนั้นลำบากกว่ามาก อดอยากจนประจำเดือนขาดหายไปปีกว่าแล้ว
ช่วงเที่ยง เฉินจี้เป่ยแวะมาหา ในตอนนั้นเตาทำอาหารขนาดใหญ่ในครัวถูกขัดจนสะอาดเอี่ยม พื้นห้องก็ถูจนขึ้นเงาวับ
เซี่ยเฉากับเซี่ยว่านฮุยกำลังช่วยกันใส่กระจกหน้าต่าง แต่ดูเหมือนช่างมือใหม่จะเงอะๆ งะๆ เซี่ยว่านฮุยทำท่าจะทำค้อนหลุดมือไปฟาดโดนมือพี่สาวที่ช่วยจับกระจกอยู่หลายรอบ
เฉินจี้เป่ยวางของในมือลง แล้วเดินตรงเข้าไปแย่งค้อนมาจากมือน้องชายภรรยา
“พี่ระวังหน่อยนะ” เซี่ยว่านฮุยยังมีความกังวล ยืนชะโงกหน้ามองอยู่ข้างๆ
ผลปรากฏว่าเฉินจี้เป่ยตอกตะปูแค่สองทีก็ยึดกระจกได้แน่นสนิท ส่วนปลายตะปูที่ยาวเกินออกมาก็ถูกเคาะพับแนบไปกับกรอบหน้าต่างอย่างเรียบร้อย ไม่มีทางที่จะเกี่ยวโดนมือใครได้
งานที่เซี่ยว่านฮุยงมอยู่นานสองนานยังไม่เสร็จ ชายหนุ่มร่างสูงกลับจัดการเสร็จสรรพภายในสองนาที แล้วหยิบกระจกแผ่นที่สองขึ้นมาทำต่อทันที
เซี่ยว่านฮุยตาโตแทบถลน “ทำไมพี่ทำคล่องขนาดนี้เนี่ย”
เฉินจี้เป่ยไม่ตอบ แต่ดูเหมือนจะรำคาญที่น้องชายยืนเกะกะ จึงขมวดคิ้วเล็กน้อย “ไปกินข้าวไป”
เมื่อเห็นว่าตัวเองคงไม่มีประโยชน์อะไรในงานช่าง เซี่ยว่านฮุยจึงจำใจไปล้างมือแล้วเปิดกล่องข้าวที่เฉินจี้เป่ยนำมาให้
กล่องข้าวอลูมิเนียมสองกล่องยังอุ่นๆ อยู่ กล่องหนึ่งใส่ข้าวหุงผสมถั่ว อีกกล่องเป็นกับข้าว ด้านในไม่ได้มีแค่แตงกวาดองสีเขียวสดกับผัดหัวไชเท้าขูดฝอยที่ผัดน้ำมันจนเงาวับเท่านั้น แต่ยังมีหมูสามชั้นต้มผักกาดดองโปะมาให้เกือบเต็มกล่อง เห็นชิ้นเนื้อหมูสามชั้นขาวๆ ชัดเจน
ยุคนี้ใครๆ ก็ขาดแคลนน้ำมัน เนื้อสัตว์ติดมันขาวๆ แบบนี้แหละคือของล้ำค่าที่หอมอร่อยที่สุด เซี่ยว่านฮุยเห็นแล้วถึงกับกลืนน้ำลายเอือกใหญ่
ตอนแรกเขาไม่ค่อยถูกชะตากับพี่เขยคนใหม่คนนี้เท่าไหร่ ดูเป็นคนเข้าถึงยาก แถมยังเป็นคนที่ป้าเถียนชุ่ยเฟินแนะนำมาอีกต่างหาก
แต่พอได้คลุกคลีกันไม่กี่วัน ถึงคนคนนี้จะปากหนักและดูเย็นชาไปบ้าง แต่เรื่องความใจป้ำนั้นของจริง อย่างน้อยก็ใจกว้างกว่าครอบครัวหลี่หน้าเลือดพวกนั้นเยอะ แถมยังไม่ใช่พวกคุณชายเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อเหมือนหลี่เป่าเซิง ขืนให้หมอนั่นมาซ่อมหน้าต่าง เผลอๆ จะทำได้แย่กว่าเขาเสียอีก
เซี่ยว่านฮุยตัดสินใจว่า เห็นแก่เนื้อหมูสามชั้นในกล่องข้าว เขาจะบวกคะแนนให้พี่เขยคนใหม่เพิ่มอีกหนึ่งคะแนน... ไม่สิ สองคะแนนไปเลย ขาดตัว!
[จบบท]