บทที่ 227: ความลับของหัวหน้าฝ่ายสือ
“นิสัยแบบเขา ฉันว่าเขาไม่รู้หรอก”
ถึงปากจะพูดแบบนั้น แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เซี่ยเฉาก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปในห้องเพื่อลองถามดู และผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นทันที
“ไม่รู้จัก”
เขาตอบสั้นๆ ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง แล้ววางของในมือลงหันมามองเธอด้วยสายตาจับผิด
“คุณไปสืบเรื่องเขาทำไม”
แววตาของเฉินจี้เป่ยดำทะมึนฉายแววหึงหวงออกมาอย่างปิดไม่มิด ขาดก็แต่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ว่า ‘ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันเป็นใคร’ เท่านั้นเอง
เซี่ยเฉาเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เขาฟังอย่างละเอียด เพื่อยืนยันว่าไม่มีเรื่องชู้สาวมาเกี่ยวข้อง พออธิบายเสร็จเธอก็เดินกลับออกไปหาซุนชิงที่รออยู่ด้านนอก แล้วส่ายหน้าเป็นเชิงบอกผลลัพธ์
“เขาไม่รู้เรื่องหรอกค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันลองไปถามที่หน่วยงานดูดีกว่า”
อันที่จริงถ้าอยากสืบเรื่องของหัวหน้าฝ่ายสือก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย แค่เดินไปถามหนิวเลี่ยงก็น่าจะได้เรื่องแล้ว ในโรงงานอาหารแห่งนี้แทบจะไม่มีเรื่องไหนที่หนิวเลี่ยงไม่รู้
วันรุ่งขึ้นพอเซี่ยเฉาเอ่ยปากถาม หนิวเลี่ยงก็ตอบกลับมาทันทีราวกับรอจังหวะนี้มานาน
“หัวหน้าฝ่ายสือที่อยู่ฝ่ายจัดซื้อน่ะเหรอ? ฉันรู้จักสิ ฉายาแกคือ ‘สือปากกว้าง’ ไง ในโรงงานอาหารเราเนี่ยไม่มีใครปากกว้างเท่าแกอีกแล้ว เวลาแกยิ้มทีนะเห็นเหงือกแดงเถือก แถมยังชอบคาบบุหรี่ไว้ที่ปากตลอดเวลา ต้องเป็นบุหรี่ตราต้าเฉียนเหมินจากเซี่ยงไฮ้ด้วยนะ”
พูดจบหนิวเลี่ยงก็ลดเสียงลงกระซิบกระซาบด้วยท่าทางมีลับลมคมใน
“แต่จริงๆ แล้วบุหรี่นั่นแกแค่คาบโชว์โก้ๆ ไปงั้นแหละ ปกติที่สูบลงปอดจริงๆ คือบุหรี่ตราหยิงชุนต่างหาก”
เซี่ยเฉาเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
“เรื่องลึกขนาดนี้คุณก็ยังรู้เหรอเนี่ย?”
หนิวเลี่ยงหัวเราะแหะๆ อย่างภูมิใจในฐานข้อมูลเคลื่อนที่ของตัวเอง
“ก็คนอย่างเขาน่ะติดบุหรี่จะตาย วันหนึ่งต้องมีอย่างต่ำสองซอง ขืนสูบตราต้าเฉียนเหมินวันละสองซองมีหวังหมดตัวพอดี”
บุหรี่ตราต้าเฉียนเหมินซองละห้าเหมาอี้กว่าๆ แถมยังหาซื้อยากเพราะเป็นของต่างถิ่น ถ้าสูบวันละสองซองก็ปาเข้าไปหนึ่งหยวนกว่า เดือนหนึ่งก็ตกสามสี่สิบหยวน ต่อให้ฝ่ายจัดซื้อจะมีรายได้พิเศษหรือมีช่องทางหาเงินได้มากแค่ไหน ก็คงไม่มีใครกล้าใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายขนาดนั้นหรอก
เซี่ยเฉาไม่อยากวิจารณ์เรื่องรสนิยมการสูบบุหรี่ของใคร จึงเปลี่ยนประเด็นกลับมาเรื่องที่สงสัย
“แล้วปีนี้เขาอายุเท่าไหร่แล้ว มีภรรยาหรือเปล่า”
“มีสิ มีแน่นอน อายุตั้งสามสิบเจ็ดเข้าไปแล้ว จะไม่มีเมียได้ยังไง”
ที่แท้ก็มีภรรยาอยู่แล้วจริงๆ ด้วย...
เซี่ยเฉาชะงักไปนิดหนึ่ง ทว่ายังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ หนิวเลี่ยงก็พูดแทรกขึ้นมาอีก
“แต่ว่าเมื่อเดือนก่อนเมียแกเพิ่งตาย ไม่รู้เหมือนกันว่าป่วยเป็นโรคอะไรตาย รู้แต่ว่าคนไม่อยู่แล้ว งานศพแกจัดใหญ่โตเชียวแหละ เชิญคนไปทั่วไม่ว่าจะสนิทหรือไม่สนิท แกกวาดเรียบ เก็บเงินใส่ซองได้ไม่ต่ำกว่าร้อยหยวนแน่ๆ”
พ่อคุณเอ๊ย พูดจาชวนให้คนฟังหายใจไม่ทั่วท้องจริงๆ ถ้าเซี่ยเฉาเป็นคนใจร้อนคงได้ฟังจนเส้นเอวเคล็ดไปแล้ว
แต่เดี๋ยวนะ... เมื่อเดือนก่อนเพิ่งเสียชีวิตงั้นเหรอ
เซี่ยเฉานึกย้อนไปถึงตอนที่เธอบังเอิญเจอหลี่ไหลตี้เดินออกมาจากบ้านคนอื่นดึกๆ ดื่นๆ นั่นมันก็เมื่อเดือนก่อนเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าช่วงเวลานั้นหลี่ไหลตี้รู้จักกับหัวหน้าฝ่ายสือมานานแค่ไหนแล้ว และตอนที่ทั้งสองคนเริ่มคบหากัน ภรรยาของหัวหน้าฝ่ายสือยังอยู่หรือเปล่า
ต่อให้ทั้งคู่จะมารู้จักกันหลังจากภรรยาเขาเสียชีวิตไปแล้ว ช่องว่างระหว่างวัยของทั้งสองคนก็ยังห่างกันมากโขอยู่ดี แถมฝ่ายชายยังมีลูกติดอีกตั้งสามคน
“แล้วคุณมาถามเรื่องหัวหน้าฝ่ายสือมีเมียหรือยังทำไมเนี่ย?”
จมูกไวอย่างกับสุนัขตำรวจ หนิวเลี่ยงเริ่มได้กลิ่นเรื่องสนุกเข้าให้แล้ว
เซี่ยเฉาไม่ใช่คนประเภทชอบนินทาว่าร้ายใครลับหลัง แต่พอมาคิดดูแล้ว เรื่องนี้ปล่อยไว้ไม่นานหนิวเลี่ยงผู้หูตาสับปะรดก็ต้องรู้อยู่ดี เธอจึงยอมบอกใบ้นิดหน่อยพอเป็นพิธี
“ไม่มีอะไรหรอก แค่บังเอิญเห็นคนรู้จักไปอยู่กับเขา ก็เลยสงสัยนิดหน่อยน่ะ”
เซี่ยเฉาตัดบทไม่ยอมพูดอะไรต่อ หนิวเลี่ยงรู้ดีว่าถ้าเธอไม่อยากพูด ต่อให้เอาคีมมางัดปากก็ไม่มีทางหลุดออกมา แม้ในใจจะคันยุบยิบอยากรู้จนแทบบ้า แต่เขาก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อ
ถึงจะไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมจากทางนี้ แต่เซี่ยเฉายังมีแหล่งข่าวอื่นให้ไปสืบอีกเยอะแยะ
ในขณะที่หนิวเลี่ยงกำลังสมองแล่นวางแผนจะไปขุดคุ้ยเรื่องนี้ต่อ เซี่ยเฉาก็หวนนึกไปถึงตอนที่เธอเพิ่งย้ายมาอยู่เมืองเจียงใหม่ๆ แล้วไปกินข้าวที่บ้านตระกูลหลี่ ตอนนั้นหลี่ไหลตี้ค่อนขอดว่าเธอเลือกมาก เรื่องเยอะ แล้วยังยุให้เธอแต่งงานกับพ่อหม้ายลูกติดที่เถียนชุ่ยเฟินเคยแนะนำให้
ตอนนั้นเซี่ยว่านฮุยยังสวนกลับหลี่ไหลตี้ไปเจ็บๆ ว่า ‘ถ้าพี่อยากเป็นแม่เลี้ยงคนนัก ทำไมไม่ไปเป็นเองล่ะ’
ใครจะไปคาดคิดว่าโลกจะกลมขนาดนี้ สุดท้ายหลี่ไหลตี้ก็ดันไปคว้าพ่อหม้ายลูกติดมาทำสามีจริงๆ เสียด้วย
อีกด้านหนึ่งที่บ้านตระกูลหลี่ บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนแทบจะระเบิด
“ตอนนั้นเซี่ยเฉาหาคู่ยังรู้จักคิด ไม่ยอมไปเป็นแม่เลี้ยงให้ลูกใคร แต่แกกลับไปคว้าตัวอะไรมาก็ไม่รู้!”
ทันทีที่หลี่ไหลตี้ก้าวเท้าเข้าบ้าน เถียนชุ่ยเฟินก็ฟาดฝ่ามือใส่หน้าลูกสาวฉาดใหญ่
เพียะ!
“ฉันเลี้ยงแกมาได้ยังไง ทำไมถึงทำตัวน่าขายหน้าแบบนี้!”
ตามด้วยอีกฉาดจนหน้าหัน เถียนชุ่ยเฟินโกรธจนมือไม้สั่นไปหมด
เรื่องมันเริ่มตั้งแต่เมื่อเช้าตอนเธอเดินออกจากบ้าน เธอสังเกตเห็นสายตาของยายหวาง เพื่อนบ้านไม้เบื่อไม้เมาที่มองมาอย่างแปลกประหลาด แถมยังพูดจาลากเสียงยาวกวนประสาท
“อ้าว นั่นแม่หลี่ไม่ใช่เหรอ ลูกสาวบ้านเธอนี่หาลูกเขยเก่งจริงๆ นะ เมื่อไหร่จะเชิญพวกเราไปกินเหล้างานแต่งล่ะ?”
เถียนชุ่ยเฟินได้ยินแบบนั้นก็ชักสีหน้าไม่พอใจ
“นี่ไปฟังใครเป่าหูมาอีกมั่วซั่ว ลูกสาวบ้านฉันยังไม่มีแฟนย่ะ”
ยายหวางยืนเท้าเอวอยู่หน้าประตูบ้านตัวเอง พอเห็นสีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายก็หัวเราะเยาะ
“แหม จะปิดไปถึงไหนกัน ใครเขาก็รู้กันทั่วว่านังหนูไหลตี้บ้านเธอมีความสามารถ ไปจับหัวหน้าฝ่ายสือที่โรงงานอาหารได้ โอ๊ย พ่อคนนั้นน่ะรวยจะตายไป ยังไม่ทันจะแต่งงานก็ซื้อทั้งผ้าพันคอ ทั้งรองเท้าหนังให้ใส่แล้ว บ้านเธอนี่มันวาสนาดีจริงๆ ทั้งลูกชายลูกสาวแข่งกันจับคนรวยเกาะกิ่งทองใบหยกกันใหญ่”
ที่ผ่านมาเถียนชุ่ยเฟินก็สังเกตเห็นว่าหลี่ไหลตี้มักจะมีข้าวของติดไม้ติดมือกลับมาบ้าน พอถาม ลูกสาวก็บอกแค่ว่าแฟนซื้อให้ แต่ไม่ยอมปริปากบอกว่าเป็นใคร พอซักไซ้หนักเข้าเจ้าหล่อนก็สะบัดตูดหนี ตะคอกใส่ด้วยความรำคาญ
‘แม่จะมายุ่งอะไรกับแฟนหนู เดี๋ยวถึงเวลาก็พามาเองแหละ แม่ยังหาดีๆ ให้หนูไม่ได้ หนูก็ต้องหาของหนูเองสิ!’
ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นอากาศเปลี่ยน เป่าเซิงลูกชายสุดที่รักดันมาป่วยออดๆ แอดๆ ยืดเยื้ออยู่ครึ่งค่อนเดือน เถียนชุ่ยเฟินเลยไม่มีเวลาไปจัดการเรื่องลูกสาว
พอมาได้ยินยายหวางพูดจากระแนะกระแหนแบบนี้ หัวใจของคนเป็นแม่ก็กระตุกวูบ คว้าไม้กวาดขึ้นมาทันที
“หุบปากนะ! อย่ามาใส่ร้ายลูกสาวฉัน!”
ยายหวางไวเหมือนลิง มุดหัวกลับเข้าไปในรั้วบ้านตัวเองแล้วรีบลงกลอนประตูแน่นหนา แต่ปากยังไม่วายตะโกนข้ามรั้วออกมาเสียงดัง
“ฉันพูดความจริงแท้ๆ ทำไมต้องมาทำท่าจะตีกันด้วยฮะ! ฉันเห็นกับตาว่านังไหลตี้มันเดินอยู่กับหัวหน้าฝ่ายสือคนนั้น แถมยังเดินออกมาจากบ้านฝ่ายชายด้วยกันอีก!”
แค่ตะโกนสองสามประโยค ก็เรียกแขกเหรื่อเพื่อนบ้านซ้ายขวาให้ออกมายืนฟังกันสลอน เต็มลานบ้านไปหมด
หน้าของเถียนชุ่ยเฟินเขียวคล้ำด้วยความอับอายและความโกรธ เธอกระทืบเท้าตึงตังทุบประตูรั้วบ้านยายหวางโครมๆ
“ออกมาเดี๋ยวนี้นะ! ก็แค่ฉันไม่ยอมให้ลูกสาวแต่งกับไอ้เสี่ยวซานจื่อลูกชายหล่อน หล่อนถึงต้องมาใส่ร้ายป้ายสีทำลายชื่อเสียงลูกสาวฉันขนาดนี้ จิตใจทำด้วยอะไรฮะ!”
“ถ้าฉันโกหกแม้แต่คำเดียว ขอให้ฉันมีลูกชายไม่มีรูตูดเลยเอ้า!”
ยายหวางถ่มน้ำลาย “ถุ้ย” ลงพื้นดังสนั่น
“ลูกชายฉันมันวาสนาไม่ถึงบ้านเธอหรอกย่ะ ว่าที่ลูกเขยเธอเป็นถึงหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อ เงินทองมีใช้ไม่ขาดมือ เสียอย่างเดียวอายุมากไปหน่อย แก่จนจะเป็นพ่อไหลตี้ได้อยู่แล้วมั้ง~”
ยายหวางไม่ยอมออกมา เถียนชุ่ยเฟินก็บุกเข้าไปไม่ได้ สุดท้ายทำได้แค่ประกาศกร้าวทิ้งท้าย
“บ้านเราเดินตรงนั่งตรง ไม่กลัวใครมานินทาว่าร้ายทั้งนั้น!”
ที่รีบถอยไม่ใช่เพราะยอมแพ้ แต่กลัวว่าขืนยื้อต่อไปเรื่องจะยิ่งบานปลาย คนมุงจะยิ่งเยอะ พอตัวเองไม่อยู่ตรงนั้น ยายหวางก็คงเลิกแหกปากไปเอง
พอกลับถึงบ้านยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น เถียนชุ่ยเฟินทนไม่ไหวต้องบุกไปหาหลี่ไหลตี้ถึงที่บริษัทผลิตภัณฑ์พื้นเมือง เพื่อจะถามให้รู้ดำรู้แดง
ปรากฏว่าหลี่ไหลตี้ไม่อยู่ที่ทำงาน เพื่อนร่วมงานบอกว่าหล่อนลางาน พอลองเลียบเคียงถามดู ถึงได้รู้ว่าพักหลังมานี้หลี่ไหลตี้ลางานแทบทุกสัปดาห์ คนที่บริษัทผลิตภัณฑ์พื้นเมืองยังถามเถียนชุ่ยเฟินกลับมาอีกว่า
“ตกลงลูกสาวป้ายังอยากทำงานอยู่ไหมเนี่ย? ถ้าไม่อยากทำก็ให้รีบๆ ลาออกไปแต่งงานซะ เห็นว่ามีแฟนแล้วนี่”
[จบบท]