บทที่ 229: ถังไม้ใบนั้น
เห็นได้ชัดว่าการเป็นแกนนำก่อความวุ่นวายในครั้งก่อน ทำให้หัวหน้าจดจำหลิวอวี้เสียเอาไว้แม่น พอหลังจากนั้นเธอทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร เลยถูกเชือดไก่ให้ลิงดู จับมาลงโทษเป็นตัวอย่างเสียเลย
ในช่วงหลายวันต่อมา เรื่องซุบซิบหลังมื้ออาหารที่พนักงานในกะขนมปังพูดถึงกันมากที่สุด ล้วนเป็นเรื่องราวของหลี่ไหลตี้และหัวหน้าฝ่ายสือทั้งสิ้น
เริ่มจากการที่หลี่ฉางซุ่นและเถียนชุ่ยเฟินบุกไปหาหัวหน้าฝ่ายสือถึงที่ เพื่อให้เขาอธิบายเรื่องนี้และรับผิดชอบลูกสาวของตน ไม่รู้ว่าหัวหน้าฝ่ายสือใช้วิธีไหนกล่อมสองสามีภรรยาคู่นั้นจนยอมกลับไปได้ แต่ผ่านไปไม่กี่วัน ก็มีข่าวลือหลุดออกมาว่าทั้งสองบ้านกำลังจะหมั้นหมายกัน
ต่อมาพอลูกๆ ของหัวหน้าฝ่ายสือได้ยินข่าวว่าจะถูกส่งตัวออกไป ก็พากันอาละวาดชุดใหญ่ ลูกสาวคนโตของหัวหน้าฝ่ายสือพาน้องชายอีกสองคนไปร้องไห้คร่ำครวญต่อหน้าหลุมศพแม่
ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ หิมะบนภูเขาหนาจนท่วมหัวเข่า น้องชายคนเล็กของหัวหน้าฝ่ายสือเพิ่งจะอายุสี่ขวบ พี่สาวต้องแบกขึ้นหลังเดินฝ่าหิมะไปตลอดทาง
ใครได้เห็นภาพนี้เข้าต่างก็อดพูดไม่ได้ว่าเด็กๆ ช่างน่าสงสารเหลือเกิน พอพูดจบก็อดไม่ได้ที่จะด่าทอซ้ำว่าคนบ้านหลี่ทำตัวไม่สมเป็นคน เอาแต่จะบีบคั้นเด็กตัวเล็กๆ
หลี่ฉางซุ่นและเถียนชุ่ยเฟินโกรธจนแทบบ้า มีเพียงหลี่ไหลตี้คนเดียวที่ยังคงเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าหัวหน้าฝ่ายสือจะต้องส่งลูกๆ ออกไปแน่นอน ใบหน้าของเธอยังคงเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุขและวาดฝันถึงอนาคตที่แสนหวาน
เรื่องทางนี้ยังไม่ทันได้ข้อสรุป ทางโรงงานสุราก็มีข่าวแจ้งมาว่า พวกเขาปฏิเสธเรื่องการขอยืมตัวเฉินจี้เป่ยไปช่วยงานแล้ว
"ปีนี้พวกเขาต้องซ่อมถังไม้ไม่ใช่เหรอ? แถมยังบอกเองว่าจะรับไว้พิจารณา ทำไมจู่ๆ ถึงไม่ยืมตัวแล้วล่ะ?"
หัวหน้าหลิวขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
เมื่อเห็นว่าทางนั้นเงียบหายไปนาน วันนี้รองหัวหน้าหูเลยตั้งใจไปถามไถ่ด้วยตัวเอง พอกลับมาสีหน้าของเขาเขียวคล้ำ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศหนาวหรือเพราะกำลังโมโหกันแน่
"พวกเขารังเกียจว่าเสี่ยวเฉินอายุน้อยเกินไป กลัวว่าจะทำงานออกมาไม่ดีแล้วทำไม้โอ๊กของพวกเขาเสียของเปล่าๆ น่ะสิ"
โรงงานอาหารใช้ไม้สนชนิดหนึ่งในการทำถัง ซึ่งมีน้ำหนักเบาและทนต่อการผุกร่อน ถังไม้ที่ทำออกมาสามารถใช้งานได้นานเป็นสิบปีโดยไม่พัง
แน่นอนว่าไม้สนชนิดนี้ย่อมไม่มีทางแพงเท่าไม้โอ๊กที่โรงงานสุราใช้ แต่การที่อีกฝ่ายเปิดปากพูดทันทีว่ากลัวจะสิ้นเปลืองไม้ มันก็เป็นการดูถูกเหยียดหยามกันเกินไปหน่อย ทำราวกับว่าโรงงานอาหารไม่มีปัญญาอบรมคนของตัวเอง เลยจงใจส่งคนไม่เอาไหนไปฝึกมือที่โรงงานของพวกเขา โดยใช้ไม้ราคาแพงพวกนั้นเป็นหนูทดลอง
อีกอย่าง เฉินจี้เป่ยเพิ่งจะถูกยืมตัวกลับมาจากบริษัทผลิตภัณฑ์พื้นเมือง งานที่เขาทำก็คือการซ่อมถังไม้ท้องกลมแบบนี้แหละ ทางนั้นเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้เรื่องนี้เสียเมื่อไหร่
"หรือว่าปีนี้พวกเขาไม่คิดจะซ่อมถังแล้ว?"
หัวหน้าหลิวถามขึ้น สีหน้าดูไม่สู้ดีนัก
"จะเป็นไปได้ยังไงล่ะ"
รองหัวหน้าหูแค่นหัวเราะเสียงเย็น
"โรงงานเขามีเงินถุงเงินถัง ถึงขนาดลงทุนจ้างช่างไม้จากโรงงานเบียร์ในเมืองเอกมาเลยนะ เห็นบอกว่าอาจารย์ของคนคนนั้นเชี่ยวชาญการทำถังไม้ท้องกลมโดยเฉพาะ เขาเรียนมาหลายปี ฝีมือดีกว่าเหล่าหม่าเสียอีก"
ดูเหมือนว่าโรงงานสุราจะไม่เพียงแค่ดูแคลนเฉินจี้เป่ย แต่ยังมองข้ามอาจารย์ช่างเก่าแก่อย่างหม่าซื่อฉวนไปด้วย
การจ้างคนจากเมืองเอกย่อมมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการขอยืมตัวคนในเมืองเจียงด้วยกันเอง แค่ค่าเบี้ยเลี้ยงอย่างเดียวก็ปาเข้าไปตั้งเท่าไหร่แล้ว ไหนจะยังมีค่าแรงอีกต่างหาก
แน่นอนว่าเงินนั่นเป็นของโรงงานสุรา พวกเขาอยากจะใช้จ่ายยังไงก็เป็นสิทธิ์ของเขา เพียงแต่พอเป็นแบบนี้ ถ้าโรงงานอาหารอยากจะส่งเฉินจี้เป่ยออกไปให้ยืมตัวทำงาน ก็ต้องวิ่งเต้นหาที่ใหม่ อาจจะต้องถ่อไปหาถึงอีกสองเมืองใกล้เคียง ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระและความยุ่งยากโดยใช่เหตุ
ทางโรงงานอาหารยังไม่ทันคิดเลยว่าจะบอกเรื่องนี้กับเฉินจี้เป่ยยังไง แต่คนของโรงงานสุรากลับเป็นฝ่ายป่าวประกาศออกมาเสียก่อน
พวกเขาบอกว่าโรงงานอาหารมีปัญหาภายในจัดการกันเองไม่ได้ เลยคิดจะโยนคนมาทิ้งไว้ที่โรงงานสุรา เห็นพวกเขาเป็นตัวตลกหรือไง?
ทันทีที่ข่าวนี้แพร่ออกไป บรรยากาศในห้องช่างไม้ที่เพิ่งจะดีขึ้นก็กลับมาเย็นเยียบลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหม่าซื่อฉวนที่กลับมาทำตัวตึงเครียดอีกครั้ง
เดิมทีหม่าเสี่ยวเป่าก็เริ่มโล่งใจขึ้นบ้างแล้ว แต่พอได้ยินข่าวนี้ เขาก็จำใจต้องฝืนลุกขึ้นมาออกกำลังกายทุกวัน ถึงแม้ว่าเฉินจี้เป่ยจะไม่ได้ลงไม้ลงมืออะไรอีก แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ทำตัวสุภาพอ่อนโยนกับเขา ทุกครั้งที่เห็นใบหน้าเรียบเฉยเย็นชานั้น หม่าเสี่ยวเป่าก็ยิ่งไม่อยากมาทำงานที่โรงงานอาหาร
ตอนที่เซี่ยเฉาทราบเรื่องนี้ เธอเพิ่งจะเปลี่ยนมาใส่รองเท้านวมผ้าลูกฟูกที่วานให้ซุนชิงช่วยกุ๊นขอบขนสัตว์ให้
กางเกงนวมตัวใหม่ทั้งฟูทั้งหนา แม้จะทำให้ดูอ้วน แต่เซี่ยเฉาเป็นคนรูปร่างสูงโปร่ง โครงร่างเล็ก จึงไม่ได้ดูเทอะทะแต่อย่างใด ชายกางเกงนวมเผยให้เห็นขนกระต่ายปุกปุยเล็กน้อย ต้องรอตอนเธอนั่งลงถึงจะเห็นขอบขนสัตว์ที่กุ๊นไว้ ดูสวยงามและอบอุ่นมาก
ไม่เพียงแค่ขอบรองเท้าเท่านั้น แม้แต่ปกเสื้อนวมเธอก็กุ๊นขนสัตว์ไว้รอบๆ เดิมทีมันเป็นปกคอตั้งเล็กๆ พอมีขนสัตว์ประดับเข้าไป ก็ยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าสวยหวานของเธอดูประณีตงดงามและขาวผ่องยิ่งขึ้น
พี่กัวเห็นเข้าก็หัวเราะร่า
"แย่แล้ว แบบนี้กระต่ายป่าบนภูเขาคงซวยกันถ้วนหน้าแน่"
พูดจบเธอก็ขยับเข้ามาดูใกล้ๆ ว่าทำอย่างไร
"เดี๋ยวฉันต้องไปหาซื้อเศษขนสัตว์ที่บริษัทผลิตภัณฑ์พื้นเมืองบ้างแล้ว เอามาเย็บให้พวกเด็กๆ ที่บ้าน เจ้าพวกนั้นซนเหมือนลิง วิ่งเล่นไปทั่ว กลับมาทีไรรองเท้าเปียกแฉะทุกวัน ถ้าไม่อังไฟบนเตาคังไว้ พรุ่งนี้เช้าก็ใส่ไม่ได้เลย"
นอกจากของป่าแล้ว บริษัทผลิตภัณฑ์พื้นเมืองยังรับซื้อพวกหนังสัตว์ด้วย เพียงแต่ส่วนใหญ่จะส่งขายไปต่างถิ่น ของที่เหลือขายในท้องถิ่นมีน้อยมาก
หนิวเลี่ยงเดินเข้ามาในจังหวะนั้นพอดี เขาหยุดยืนที่หน้าประตูครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าเรื่องโรงงานสุราให้เซี่ยเฉาฟัง
"โรงงานสุรานี่ประสาทหรือเปล่า? ไม่ยืมก็คือไม่ยืม จะไปเที่ยวป่าวประกาศทำไมกัน?"
พี่กัวฟังแล้วก็รู้สึกไม่สบอารมณ์
เซี่ยเฉาเองก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย พอถึงเวลาเลิกงานตอนเย็น เธอก็อดไม่ได้ที่จะลอบสังเกตสีหน้าของเฉินจี้เป่ย
ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ช่วงเวลากลางวันสั้นลงเรื่อยๆ แค่สี่โมงครึ่งท้องฟ้าก็มืดสนิท ต้องอาศัยแสงไฟจากเสาไฟฟ้าและไฟฉายช่วยส่องทาง เฉินจี้เป่ยกดปีกหมวกลงต่ำ เผยให้เห็นเพียงสันจมูกโด่งและดวงตาที่ดูลึกล้ำยิ่งกว่าความมืดมิดยามค่ำคืน
เมื่อเห็นว่าเซี่ยเฉากำลังจ้องมอง เขาจึงหันมาสบตา
"เป็นอะไรหรือเปล่า?"
"ถังไม้ท้องกลมนั่น คุณทำเสร็จหรือยัง?"
เซี่ยเฉาถามออกไปตรงๆ
ชายหนุ่มหลุบตาลงเมื่อได้ยินคำถาม เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่หันไปขึ้นคร่อมจักรยาน แล้วจับมือของเธอซุกเข้าไปในกระเป๋าเสื้อนวมของเขา
เซี่ยเฉาเห็นเขาดูอารมณ์ไม่ค่อยดี จึงเดาว่าเขาคงได้ยินข่าวมาแล้วเหมือนกัน เธอเลยไม่ได้พูดอะไรต่อ
ฤดูหนาวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือหนาวจับใจ แค่อ้าปากลมเย็นๆ ก็พัดกรูกันเข้าไปในท้องจนจุก ไม่เหมาะที่จะสนทนากัน โดยเฉพาะเวลาที่นั่งซ้อนท้ายจักรยานโต้ลมแบบนี้
ทั้งสองเงียบตลอดทางจนกลับมาถึงบ้าน เฉินจี้เป่ยเดินไปหอบฟืนมาจุดไฟที่เตาคัง จากนั้นจึงล้างมือแล้วเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับถอดหมวกออก
"ถังใบนั้นที่คุณถาม..."
เสียงของเขาในห้องที่ความร้อนยังไม่ทันกระจายตัว ดูจะเย็นเยียบยิ่งกว่าอากาศรอบกาย
"ผมทำเสร็จแล้ว"
เฉินจี้เป่ยประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ต่อหน้าเซี่ยเฉา
แผ่นไม้ข้างถังที่เตรียมไว้ถูกเจาะรูสามรูที่ด้านข้าง เชื่อมต่อกันด้วยลิ่มไม้เล็กๆ จากนั้นก็ประกอบก้นถังและฝาปิด รัดด้วยปลอกไม้ไผ่
ถังไม้ท้องกลมที่ทำเสร็จแล้วมีความสูงถึง 80 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางฝาบนและล่าง 60 เซนติเมตร ตรงกลางป่องออก ส่วนหัวและท้ายสอบเข้าหากัน เซี่ยเฉาเดินวนดูรอบๆ หนึ่งรอบ ลองเอามือตบๆ ดู รู้สึกว่ามันแข็งแรงทนทานดี
"คุณทำออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?"
"เพิ่งทำเสร็จเมื่อกี้"
พูดจบ เฉินจี้เป่ยก็อุ้มเธอลอยหวือขึ้นไปนั่งบนถังไม้
เซี่ยเฉาเกร็งตัวเล็กน้อยในตอนแรก แต่พอลองขยับตัวดู ก็พบว่าถังใบนี้ไม่เพียงแค่แข็งแรง แต่ยังตั้งได้มั่นคงมาก เธอจึงวางใจ
ปกติเฉินจี้เป่ยเป็นคนตัวสูง แม้เซี่ยเฉาจะไม่ใช่คนตัวเตี้ย แต่เวลายืนคู่กันศีรษะของเธอก็สูงแค่ระดับปลายคางของเขาเท่านั้น พอถูกจับมานั่งบนถังแบบนี้ เธอเลยกลายเป็นฝ่ายที่สูงกว่าเขาขึ้นมาทันตา เพียงแค่เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตาของเธอก็สบประสานเข้ากับดวงตาสีดำสนิทของชายหนุ่มพอดี
[จบบท]