บทที่ 251: คืนข้ามปี
ซุนชิงเป็นคนนิสัยตรงไปตรงมา คิดอะไรก็พูดออกมาอย่างนั้น เธอไม่ได้เก็บเอาท่าทีของใครมาคิดเล็กคิดน้อย
“คืนนี้ฉันไม่กลับมานะ จะไปเฝ้าปีใหม่ที่บ้านแม่”
เฉินจี้เป่ยพยักหน้ารับรู้โดยไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเดินตรงไปที่อ่างล้างหน้า พอวักน้ำล้างมือเสร็จก็หันมาถามเซี่ยเฉาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“จะติดคำอวยพรคู่เลยไหม”
ซุนชิงเดาเอาเองว่าที่เขาถามเพราะอยากรู้ว่าจะต้องลงกลอนประตูหรือเปล่า ถ้าเธอไม่กลับมาเขาจะได้ใส่กลอนลงดานได้สะดวก เธอจึงไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร พลางหันไปเร่งเจียงไป่เชิ่งสามีของเธอให้รีบเดินออกไปข้างนอก
“คราวก่อนตอนงานแต่งซวนจื่อ ฉันบอกพวกเขาว่าขาหมูรสชาติไม่ได้เรื่องพวกเขาก็ไม่เชื่อ วันนี้แหละฉันจะทำให้พวกเขารู้ซึ้งว่าของอร่อยจริงๆ มันเป็นยังไง...”
ผิดกับเซี่ยเฉาที่หันไปมองหน้าชายหนุ่มอย่างพิจารณาอยู่สองสามที เธอสังหรณ์ใจลึกๆ ว่าคำถามของเขาน่าจะมีนัยแอบแฝงมากกว่าแค่เรื่องล็อกประตูบ้าน
แต่ในเมื่อเฉินจี้เป่ยเดินเข้าบ้านไปหยิบกระดาษคำอวยพรคู่ที่เธอเขียนเตรียมไว้แล้วออกมา เซี่ยเฉาก็เลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วถือชามแป้งเปียกเดินตามออกไปช่วยกันติดที่หน้าประตู
พอติดกระดาษสีแดงสดเสร็จ บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองก็ดูเข้มข้นขึ้นมาทันตาเห็น สีแดงตัดกับสีทึมๆ ของฤดูหนาวช่วยขับเน้นความสดใสของเทศกาลตรุษจีนได้อย่างดีเยี่ยม
แป้งเปียกในชามของซุนชิงคงกวนมาเผื่อเหลือเผื่อขาด หรือไม่ก็ตั้งใจทำมาเยอะเป็นพิเศษ พอเซี่ยเฉาใช้ทาคำอวยพรคู่เสร็จแล้วก็ยังเหลือติดก้นชามอยู่อีกนิดหน่อย
เซี่ยเฉาเลยถือโอกาสเอาภาพมงคลปีใหม่ที่ซื้อมาติดไปด้วยเลย เป็นภาพทิวทัศน์แผ่นหนาคุณภาพดี พอแปะลงไปบนผนัง ห้องที่เคยดูเรียบง่ายก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีด้วยสีเขียวขจีของธรรมชาติในภาพวาด
เธอยืนมองผลงานด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะนำชามไปล้างจนสะอาดแล้วเอาไปเก็บคืนในตู้กับข้าวของบ้านซุนชิง จากนั้นก็เริ่มลงมือหุงข้าวข้ามปี
ธรรมเนียมของที่นี่คือทุกวันส่งท้ายปีเก่าจะต้องหุงข้าวสวยหม้อใหญ่ทิ้งไว้ เพื่อถือเคล็ดมงคลว่าปีหน้าฟ้าใหม่บ้านนี้จะมีกินมีใช้เหลือเฟือ มีข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ตลอดปี
พอจัดการเรื่องข้าวเสร็จ ก็ถึงเวลาเตรียมอาหารมื้อสำคัญประจำปีอย่าง ‘มื้อรวมญาติ’ ซึ่งขั้นตอนนี้แหละที่กินเวลาและเปลืองแรงที่สุด โดยเฉพาะถ้าเป็นบ้านที่มีสมาชิกครอบครัวเยอะๆ คงต้องวุ่นวายกันตั้งแต่เช้ายันค่ำ
โชคดีที่เซี่ยเฉาเตรียมวัตถุดิบบางอย่างไว้ล่วงหน้าแล้ว พอบ่ายสามโมงกว่า อาหารหน้าตาน่าทาน ครบเครื่องทั้งสีสัน กลิ่นหอม และรสชาติอันยอดเยี่ยมก็ถูกลำเลียงขึ้นมาวางเรียงรายเต็มโต๊ะ
เมนูวันนี้มีปลาดาบเงินปรุงรสเข้มข้นเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ ไก่ผัดพริกแห้งที่ส่งกลิ่นหอมฉุยยั่วน้ำลาย ขาหมูพะโล้สีสวยเปื่อยนุ่มละลายในปาก หัวไชเท้าดองน้ำส้มสายชูรสเปรี้ยวหวานกรอบสดชื่น แล้วยังมีซี่โครงหมูทอดกระเทียมที่แค่ได้กลิ่นก็ทำเอาท้องร้อง ปิดท้ายด้วยวุ้นหนังหมูใสแจ๋ววาววับที่คีบแล้วลื่นปรื๊ดแทบหลุดจากตะเกียบ
เซี่ยเฉาทำอาหารรวดเดียวหกอย่าง เธอตั้งใจทำแค่นี้ไม่ให้มากเกินไป เพราะไม่อยากให้เหลือจนต้องกลายเป็นของค้างคืนให้กินซ้ำซากในช่วงปีใหม่
เมื่อเวลาล่วงเลยจนถึงเที่ยงคืนเสียงระฆังบอกเวลาข้ามสู่วันใหม่ดังขึ้น เกี๊ยวต้มร้อนๆ ที่วางเรียงรายบนกระด้งสานก็ถูกยกมาเสิร์ฟ แต่ละชิ้นมีแป้งบางเฉียบจนมองเห็นสีของไส้ข้างในรำไร รูปร่างอวบอ้วนพุงป่องเหมือนก้อนเงินหยวนเปี๊ยบ ฝีมือการห่อเกี๊ยวของเซี่ยเฉานั้นประณีตบรรจง แป้งบางไส้แน่น กัดเข้าไปทีเดียวก็ได้รสชาติเต็มคำ
เฉินจี้เป่ยแกะประทัดห้าตับออกมาต่อชนวนเข้าด้วยกันเตรียมไว้นานแล้ว เขาเดินถือมันออกไปจุดที่กลางลานบ้าน
เสียงประทัดหนึ่งพันนัดดังสนั่นหวั่นไหวรัวเร็วต่อเนื่อง แตกต่างจากเสียงประทัดชุดเล็กสองร้อยนัดของเพื่อนบ้านที่ดังแบบประปราย
พอเสียงประทัดชุดใหญ่ของบ้านเซี่ยเฉาเงียบลง เธอก็ได้ยินเสียงคนจากบ้านข้างๆ บ่นลอยข้ามกำแพงมาด้วยความทึ่ง “จุดตั้งนานกว่าจะหมด นี่บ้านนั้นเขาซื้อประทัดมาเท่าไหร่กันเนี่ย”
เซี่ยเฉาหลุดขำออกมา พลันภาพความทรงจำของปู่ในชาติก่อนก็ผุดขึ้นมาในหัว
ปู่ของเธอเป็นคนที่มีนิสัยไม่ยอมน้อยหน้าใครเรื่องนี้เด็ดขาด ถ้าตลาดมีขายห้าพันนัด ปู่ไม่มีทางซื้อแค่สองพันแน่ๆ และถ้ามีแบบหนึ่งหมื่นนัดขาย ปู่ก็จะเมินแบบห้าพันไปเลย ทุกปีปู่จะหอบประทัดม้วนใหญ่กลับบ้าน ไม่สนใจสังขารตัวเองว่าจะแบกไหวไหม ขอแค่ได้ชื่อว่าเป็นบ้านที่จุดดังนานที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดในซอยเป็นพอ
พอถึงเวลาจุดประทัด มันจะถูกวางเรียงยาวเหยียดไปตามพื้นเหมือนงูยักษ์ ดูอลังการงานสร้างสุดๆ
แน่นอนว่าไอ้ที่เขียนหน้าซองว่าหนึ่งหมื่นนัดน่ะ มันไม่มีทางครบจำนวนจริงหรอก ตอนเด็กๆ เธอเคยซนแกะประทัดชุดร้อยนัดมานั่งนับดู มีของจริงอยู่แค่แปดสิบกว่าลูกเท่านั้น พอนับเสร็จเธอก็เอาธูปมาจุดเล่นทีละลูก หรือไม่ก็หักกลางเอาดินปืนข้างในมาจุดไฟเย็นเล่นให้เกิดประกายไฟฟู่ฟ่า
ตอนนั้นพ่อแม่ของเธอไปทำงานต่างถิ่น ต่อมาพวกท่านก็ต่างไปแต่งงานมีครอบครัวใหม่ เธอเลยอาศัยอยู่กับปู่ย่ามาตลอด ปู่ชอบพาเธอไปจุดประทัดยักษ์แบบสองจังหวะ เสียงดังสนั่นจนคนเดินผ่านสะดุ้งโหยงตกใจกันเป็นแถว
ย่ามักจะบ่นปู่ด้วยความระอาว่า “อายุตั้งปูนนี้แล้วยังจะเล่นประทัดยักษ์อยู่อีก ตกลงว่าปู่พาหลานเล่น หรือหลานพาปู่เล่นกันแน่เนี่ย”
ปู่ก็ได้แต่รับคำส่งเดชว่าอืมๆ ไปอย่างนั้น แต่พอย่ายอมเดินหนีไปทำอย่างอื่น ปู่ก็แอบพาเธอไปหาที่จุดเล่นไกลๆ อยู่ดี
น่าเสียดายที่ท่านทั้งสองอายุไม่ยืนยาว เธอเรียนไม่ทันจบมหาวิทยาลัยท่านก็ด่วนจากไปเสียก่อน ยังไม่ทันได้เห็นหลานสาวคนนี้ประสบความสำเร็จ หรือได้พาพวกท่านไปเสวยสุขในเมืองใหญ่เลย
เซี่ยเฉาคิดถึงเรื่องราวเก่าๆ แล้วก็นั่งเหม่อลอย คีบเกี๊ยวค้างไว้ในชามไม่ยอมกิน
“คิดถึงบ้านเหรอ”
เฉินจี้เป่ยถามขึ้นเมื่อเห็นเธอนิ่งไปนาน
ไม่รู้ว่าผู้ชายทื่อๆ คนนี้ไปเอาความรู้สึกไวมาจากไหน ถึงได้เดาใจเธอถูกเผงขนาดนี้
เซี่ยเฉาส่ายหน้าโดยอัตโนมัติ เพราะตอนนี้เธอคือเซี่ยเฉาแห่งปี 1963 ที่มีครอบครัวใหม่และชีวิตใหม่แล้ว แต่ความรู้สึกผูกพันกับบ้านเก่าและคนในความทรงจำมันยังชัดเจนจนปฏิเสธไม่ลง สุดท้ายเธอจึงพยักหน้ายอมรับเบาๆ
“ก็คิดถึงนิดหน่อยค่ะ”
“งั้นลองหาเวลากลับไปเยี่ยมไหมล่ะ” เฉินจี้เป่ยเป็นคนพูดไม่เก่ง เขาไม่รู้วิธีปลอบโยนที่ซับซ้อน จึงใช้วิธีคีบเกี๊ยวชิ้นโตใส่ชามให้เธอแทนความห่วงใย
จะให้เธอกลับไปไหนได้ กลับไปตอนนี้ก็ไม่เจอใครที่รู้จักแล้ว เธอเขี่ยเกี๊ยวในชามเล่นพลางยิ้มบางๆ ให้เขา
“รอให้ผ่านช่วงยุ่งๆ นี้ไปก่อนเถอะค่ะ หลังปีใหม่มีโควตาไปดูงานที่เมืองเอก อาจารย์ช่างหลัวอยากให้ฉันไป ฉันเองก็อยากจะลองสมัครดูเหมือนกัน”
พอได้ยินว่าจะไปเมืองเอก เฉินจี้เป่ยก็ชะงักมือที่กำลังคีบเกี๊ยว “ไปนานแค่ไหน”
“แค่คอร์สฝึกอบรมระยะสั้นค่ะ ไปไม่กี่วันหรอก”
ใจจริงเซี่ยเฉาชอบทำอาหาร และอยากหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อสอบเลื่อนขั้นและอัพเงินเดือน ไม่งั้นต่อให้แม่เซี่ยกับเซี่ยว่านฮุยย้ายมาอยู่ด้วย เธอก็คงไม่มีกำลังทรัพย์พอจะเลี้ยงดูพวกเขาได้ดีพอ แต่ถ้าต้องไปนานเป็นเดือน เธอก็คงต้องคิดหนักเหมือนกันเพราะไม่อยากทิ้งบ้านไปนาน
เซี่ยเฉาคีบเกี๊ยวชิ้นที่เขาตักให้เข้าปาก พอกัดลงไปฟันก็กระทบกับวัตถุแข็งๆ
เธอคายเหรียญออกมาวางบนโต๊ะ “โห เหรียญห้าเฟิน แสดงว่าปีนี้ฉันต้องสมปรารถนาทุกอย่าง ร่ำรวยเงินทองแน่ๆ”
ดวงตาคู่สวยโค้งขึ้นเป็นรูปจันทร์เสี้ยว รอยยิ้มสดใสทำให้ความเศร้าสร้อยเมื่อครู่จางหายไปราวกับหมอกยามเช้าที่โดนแสงแดดส่อง
เฉินจี้เป่ยมองภาพนั้นเงียบๆ แล้วคีบเกี๊ยวให้เธออีกชิ้น
เธอกัดเข้าไปก็เจอเหรียญอีก เซี่ยเฉาเริ่มประหลาดใจ “คุณรู้ได้ยังไงเนี่ยว่าชิ้นไหนมีเหรียญ”
ความจริงแล้วเซี่ยเฉาห่อเกี๊ยวตัวเล็กแต่ไส้แน่น แถมยังชอบยัดเหรียญวางแนวขวาง ถ้าใช้ตะเกียบคีบแล้วกะแรงดีๆ ก็จะสัมผัสได้ถึงความแข็งของเหรียญที่อยู่ข้างใน เพียงแต่ต้องกะน้ำหนักมือให้แม่นยำมาก เบาไปก็ไม่รู้สึก แรงไปเกี๊ยวก็จะแตกเละ
“คุณดวงดีต่างหาก” เฉินจี้เป่ยหลุบตาลงซ่อนแววตาอ่อนโยน แล้วคีบเกี๊ยวชิ้นที่ไม่มีเหรียญใส่ชามตัวเอง
เซี่ยเฉากินไปแค่สามชิ้นก็อิ่มตื้อ นั่งมองเฉินจี้เป่ยจัดการเกี๊ยวที่เหลือจนเกลี้ยงจาน
หลังทานเสร็จ เฉินจี้เป่ยรับหน้าที่ล้างชามล้างหม้อ ส่วนเธอก็ไปจัดการปูที่นอนบนเตาคังอุ่นๆ
ความจริงเมื่อคืนเฉินจี้เป่ยเอาผ้าห่มผืนนี้ออกมาปูแล้ว แต่เธอบอกว่าผ้าห่มใหม่ต้องเก็บไว้ใช้ประเดิมคืนปีใหม่เพื่อความเป็นสิริมงคล เลยพับเก็บไปก่อน ตอนนั้นเขาไม่ได้พูดขัดอะไร แต่ถ้าคืนนี้เธอยังไม่ยอมเอาออกมาให้เขาห่มอีก เขาคงได้งอนตุ๊บป่องแน่ๆ
ผ้าห่มผืนใหม่เอี่ยมถูกม้วนเป็นทรงกระบอกใหญ่สอดไส้หมอนสองใบวางคู่กัน มองดูแล้วให้บรรยากาศเหมือนห้องหอของคู่แต่งงานใหม่ยังไงยังงั้น
[จบบท]