บทที่ 284: กลยุทธ์หมาหมู่
ถึงแม้ว่าวัตถุดิบจะเหลืออยู่ไม่มากนัก แต่หัวหน้าแผนกเชอก็ไม่รอช้า เขารีบจัดการเขียนรายการเบิกจ่ายส่งไปยังโรงงานทันที เพื่อประสานงานให้แผนกจัดซื้อเร่งดำเนินการจัดหาวัตถุดิบมาเติมเต็มคลังสินค้าโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเวลานี้ทุกวินาทีมีค่าสำหรับการแข่งขัน
ทว่าในขณะที่เอกสารใบสั่งซื้อเพิ่งจะถูกส่งออกไปได้ไม่ทันไร พนักงานส่งของคนหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาแจ้งข่าวความเคลื่อนไหวล่าสุดที่ทำให้ทุกคนต้องขมวดคิ้ว เมื่อทางอำเภอหงเซียงเริ่มส่งสินค้าเข้ามาวางจำหน่ายในพื้นที่นี้อีกครั้งแล้ว
ด้วยบทเรียนอันเจ็บปวดจากการถูกโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัวถึงสองครั้งซ้อนเมื่อปีกลาย ทำให้เหล่าหลัวมีความระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ เขาจึงได้กำชับให้พนักงานส่งของคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวตามร้านค้าต่างๆ อย่างใกล้ชิด ซึ่งพนักงานส่งของคนนี้ก็ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม เขาไม่เพียงแค่สังเกตการณ์ แต่ยังสอบถามรายละเอียดเจาะลึกมาจนครบถ้วน
“มีขนมชนิดหนึ่งเรียกว่าขนมเปี๊ยะดอกบัวครับ รูปร่างหน้าตาสวยงามน่ากินมาก แล้วก็ยังมีขนมเค้กพุทรา ขนมเค้กแป้งถั่ว...”
พนักงานส่งของไล่เรียงรายชื่อขนมออกมาเป็นชุด ซึ่งเมื่อฟังดูแล้วก็พบว่า นอกเหนือจากขนมบางชนิดที่ยังไม่สามารถผลิตได้ในตอนนี้เนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบ ทางฝั่งอำเภอหงเซียงได้จัดการส่งขนมทุกชนิดที่เพิ่งเรียนรู้มาจากคลาสฝึกอบรมออกมาวางขายจนหมดเกลี้ยง เรียกได้ว่ากวาดทุกเมนูที่เรียนมาลงสู่ตลาดในคราวเดียว
เนื่องด้วยสินค้าเหล่านี้มีความสดใหม่และแปลกตา อีกทั้งหลายอย่างยังเป็นของที่ไม่เคยมีวางจำหน่ายมาก่อน แม้ว่าแต่ละร้านค้าจะสั่งซื้อในปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ทว่าทุกร้านกลับตอบรับและสั่งสินค้าเหล่านั้นไปวางขายกันอย่างถ้วนหน้า
“ผมได้ยินมาว่า คนที่มาส่งของฝั่งนั้นยังพูดย้ำเป็นพิเศษด้วยครับว่า ขนมพวกนี้เป็นของอำเภอหงเซียง”
พนักงานส่งของรายบานพลางลอบสังเกตสีหน้าของเหล่าหลัวและหัวหน้าแผนกเชอไปด้วย ซึ่งบรรยากาศในห้องทำงานเริ่มตึงเครียดขึ้นมาทันตา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งสองคนก็เข้าใจสถานการณ์ได้ในทันทีโดยไม่ต้องอธิบายความ นี่เป็นการจงใจแก้แค้นเรื่องขนมเกลียวและขนมวงของเมืองเจียงที่เคยสร้างความเจ็บแสบให้พวกเขาไว้ก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน
พวกเขาเพิ่งจะเดินทางกลับมาถึงเมื่อวานนี้ แต่วันนี้ทางฝั่งนั้นกลับส่งสินค้าออกมาวางจำหน่ายได้แล้ว คาดเดาได้ไม่ยากเลยว่าสองศิษย์อาจารย์จากอำเภอหงเซียงคงจะยังไม่ได้กลับบ้านช่อง แต่เกณฑ์คนงานมาเร่งผลิตสินค้ากันทั้งคืนเพื่อชิงความได้เปรียบ
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังผลิตสินค้าใหม่ทุกชนิดที่ได้เรียนรู้มาออกมาวางตลาด โดยไม่สนว่าจะผลิตได้มากหรือน้อย ขอเพียงแค่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตรายแรกที่วางขายก็พอ กลยุทธ์นี้ทำให้ไม่ว่าโรงงานอาหารเมืองเจียงจะขยับตัวทำอะไรหลังจากนี้ ก็จะดูเหมือนเป็นผู้ตามที่ลอกเลียนแบบพวกเขาไปเสียหมด
การกระทำเช่นนี้เปรียบเสมือนคางคกที่กระโดดขึ้นมาเกาะอยู่บนหลังเท้า แม้มันจะไม่ได้กัดให้เจ็บปวด แต่มันก็สร้างความขยะแขยงและรำคาญใจได้อย่างถึงที่สุด
“พวกนั้นประสาทกลับไปแล้วหรือเปล่า? ถึงขนาดลงทุนอดหลับอดนอนทำงานล่วงเวลากันทั้งคืนเพียงเพื่อจะมาทำเรื่องน่ารังเกียจใส่พวกเราเนี่ยนะ?”
สีหน้าของหัวหน้าแผนกเชอบัดนี้ย่ำแย่จนไม่สามารถสรรหาคำใดมาบรรยายได้ ความโกรธเกรี้ยวฉายชัดอยู่ในแววตา
รองหัวหน้าแผนกฉางผู้ซึ่งมักจะมีรอยยิ้มประดับใบหน้าอยู่เสมอ รีบร้อนเดินกลับมาจากโรงงานผลิตชั่วคราวด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวราวกับเพิ่งกลืนของเสียลงคอ
“ถ้ารู้ว่าพวกนั้นจะหน้าด้านไร้ยางอายกันขนาดนี้ เมื่อวานผมคงไม่กลับบ้านหรอก น่าจะอยู่ทำงานล่วงเวลาต่อเลยดีกว่า”
ทั้งหัวหน้าแผนกเชอและรองหัวหน้าแผนกฉางต่างก็เคยเสนอแผนรับมือเอาไว้แล้ว แต่ไม่ว่าจะเลือกใช้แผนไหน การที่อำเภอหงเซียงเล่นเทหมดหน้าตักแบบนี้ มันช่างเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจเกินทน
เหล่าหลัวนั่งนิ่งเงียบ คิ้วขมวดเป็นปมแน่นโดยไม่เอ่ยคำใดออกมา มีเพียงควันบุหรี่ที่ถูกสูบอัดเข้าปอดมวนแล้วมวนเล่าเท่านั้นที่บ่งบอกถึงอารมณ์ที่คุกรุ่นภายในใจ
สินค้าที่อำเภอหงเซียงส่งมาขายนั้นมีปริมาณน้อยมาก หากคิดเป็นมูลค่าเงินทองก็คงไม่ได้มากมายอะไร แต่มันคือการกลั่นแกล้งทางธุรกิจที่น่าสะอิดสะเอียน
เดิมทีทั้งสองฝ่ายต่างก็ไปเรียนรู้มาพร้อมกัน การจะเลือกผลิตสิ่งใดมาขายก่อนหรือหลังนั้นขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของแต่ละฝ่าย แต่ทางฝั่งนั้นกลับเลือกที่จะตัดหน้าด้วยการทำทุกอย่างออกมาวางขายก่อนโดยไม่สนคุณภาพหรือปริมาณ ทำให้ตอนนี้ไม่ว่าโรงงานเมืองเจียงจะหยิบจับทำอะไร ก็ตกเป็นรองไปเสียหมด
ท้ายที่สุด เมื่อระดมสมองกันแล้วก็ยังหาทางออกที่ดีไม่ได้ เหล่าหลัวจึงได้แต่บี้ดับมวนบุหรี่ลงกับที่เขี่ยบุหรี่
“เสี่ยวฉาง คุณกลับไปทำงานก่อนเถอะ มีหน้าที่อะไรต้องทำก็ไปทำซะ”
ในเมื่อถูกทำให้ขยะแขยงไปแล้ว ก็คงต้องปล่อยมันไป จะให้เรื่องพรรค์นี้มากระทบกระเทือนถึงกระบวนการผลิตปกติของโรงงานไม่ได้
รองหัวหน้าแผนกฉางเข้าใจความหมายนั้นดี เขาพยักหน้ารับแล้วเดินกลับออกไปพร้อมกับคิ้วที่ยังคงขมวดมุ่น อย่างไรเสียเขาก็ต้องรีบเร่งผลิตสินค้าล็อตต่อไปออกมาส่งให้ทัน ก่อนที่ทางโรงงานอำเภอหงเซียงจะส่งสินค้าล็อตใหญ่ออกมาตีตลาด
วันนี้สินค้าของทางนั้นอาจจะมีน้อย เป็นเพียงแค่การก่อกวนให้รำคาญใจ แต่ถ้าพรุ่งนี้พวกเขาส่งสินค้าจำนวนมหาศาลตามออกมาจริงๆ ถึงตอนนั้นพวกเขาก็คงไม่ต้องไว้หน้ากันอีกต่อไปแล้ว
แต่ถึงกระนั้น ความโกรธเคืองก็ยังคงค้างคาอยู่ในใจ เหล่าหลัวนั่งสูบบุหรี่ต่อเนื่องตลอดช่วงบ่าย และเมื่อถึงเวลาเลิกงานตอนเย็น เขาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลุกจากเก้าอี้
หัวหน้าแผนกเชอเห็นดังนั้นจึงเอ่ยปากเตือนด้วยความเป็นห่วง
“อาจารย์ กลับบ้านเถอะครับ ป่านนี้อาจารย์แม่คงทำกับข้าวรอเก้อแล้ว”
ภายในสำนักงาน เสี่ยวจ้าวนักบัญชีได้เลิกงานกลับบ้านไปนานแล้ว ส่วนรองหัวหน้าแผนกฉางก็ยังคงขลุกอยู่ที่โรงงานผลิตชั่วคราวไม่ยอมกลับ เตรียมพร้อมที่จะทำงานล่วงเวลาในคืนนี้
เหล่าหลัวโบกมือปัดไปมา ทำท่าเหมือนจะบอกว่าไม่ต้องมายุ่งกับเขา แต่ทันใดนั้นเองเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นจากด้านนอก
“อาจารย์ช่างหลัวคะ ยังไม่กลับอีกเหรอคะ?”
น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลและอ่อนหวาน ราวกับปุยดอกหลิวที่พลิ้วไหวในยามสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน เป็นเสียงของเซี่ยเฉานั่นเอง
เหล่าหลัวชะงักไปเล็กน้อย เซี่ยเฉาเดินก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้ดวงตาโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว ในมือของเธอหิ้วถุงกระดาษใบหนึ่งติดมาด้วย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร คิ้วที่ขมวดมุ่นของหัวหน้าแผนกเชอกลับคลายลงอย่างน่าประหลาดเมื่อเห็นเธอ
“เอาของกินมาส่งให้อาจารย์ของเธออีกแล้วเหรอ?”
เหล่าหลัวตีหน้าดุใส่ทันที
“ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่ต้องเอามาส่ง?”
แต่เซี่ยเฉาหาได้เกรงกลัวท่าทีดุๆ นั้นไม่ เธอตอบกลับอย่างฉะฉาน
“ครั้งนี้ฉันผ่านการคัดเลือกด้วยความสามารถของตัวเองแล้วนะคะ ถึงจะเอาของมาให้ คนอื่นก็เอาไปนินทาไม่ได้แล้วว่าอาจารย์ลำเอียงช่วยเด็กเส้น”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหญิงสาวรุ่นลูกที่ทั้งดูอ่อนหวานและว่านอนสอนง่ายเช่นนี้ ต่อให้เหล่าหลัวจะมีไฟโทสะสุมอยู่ในอก เขาก็ไม่อาจระเบิดอารมณ์ใส่เธอได้ลงคอ
หัวหน้าแผนกเชอเห็นสถานการณ์ดีขึ้น จึงตัดสินใจเปิดโอกาสให้ทั้งสองคนคุยกันตามลำพัง
“งั้นเสี่ยวเซี่ยช่วยเกลี้ยกล่อมให้อาจารย์ยอมกลับบ้านเร็วๆ หน่อยนะ ฉันขอตัวกลับก่อนล่ะ”
“รีบไปเลยไป จะไปไหนก็รีบไป”
เหล่าหลัวออกปากไล่ด้วยความรำคาญ
เซี่ยเฉาพยักหน้ารับคำยิ้มๆ
“วางใจได้เลยค่ะ รับรองว่าพอได้กินของดีที่ฉันเอามา อาจารย์ช่างหลัวจะต้องอารมณ์ดีและยอมกลับบ้านแต่โดยดีแน่นอน”
“ยัยหนูนี่ ดีแต่คุยโว”
เหล่าหลัวปากแข็งปฏิเสธ แต่ทว่ามือกลับโบกไล่ควันบุหรี่ที่อบอวลอยู่ในห้องให้จางลง
“คราวนี้ไปสรรหาอะไรมาอีกล่ะ?”
เซี่ยเฉารอจนกระทั่งหัวหน้าแผนกเชอเดินพ้นประตูไปแล้ว เธอจึงปรับสีหน้าให้ดูจริงจังขึ้น
“เรื่องเมื่อตอนบ่ายฉันพอจะได้ยินมาบ้างแล้วค่ะ แต่ฉันมีของสิ่งหนึ่งอยากให้อาจารย์ดู คิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์กับสถานการณ์ตอนนี้”
เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของเธอ เหล่าหลัวก็เริ่มปรับท่าทีให้จริงจังตามไปด้วย
“มันคืออะไร?”
เซี่ยเฉาเปิดปากถุงกระดาษออก เผยให้เห็นขนมทรงกลมแบนสีเหลืองทองอร่ามที่บรรจุอยู่ภายใน
“นี่คือขนมขึ้นชื่อระดับตำนานของร้านซุ่นอี้ไจจากปักกิ่งค่ะ... ขนมคุกกี้วอลนัทสูตรชาววัง”
“ของร้านซุ่นอี้ไจจากปักกิ่งเลยรึ?”
เหล่าหลัวอุทานด้วยความประหลาดใจ
“ใช่ค่ะ วิทยากรที่มาสอนพวกเราในคลาสเรียนครั้งนี้ก็คืออาจารย์ช่างจากร้านซุ่นอี้ไจ พอดีฉันมีญาติที่มีช่องทางนิดหน่อย เขาเลยส่งขนมจากทางนั้นมาให้ฉันชิมค่ะ”
เซี่ยเฉาหยิบขนมชิ้นหนึ่งส่งให้เหล่าหลัว
“อาจารย์ลองชิมดูสิคะ ฉันคิดว่าเราน่าจะเอามาปรับปรุงสูตรของเราได้”
สิ่งที่เรียนรู้มาจากคลาสฝึกอบรมนั้นเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะพลิกแพลงอย่างไร ก็คงไม่สามารถสร้างความแตกต่างของสูตรออกมาได้มากนัก หากสามารถค้นพบจุดเปลี่ยนจากแหล่งอื่นได้ย่อมเป็นเรื่องดี แต่ในเมื่อนี่เป็นถึงขนมขึ้นชื่อของร้านระดับตำนาน การจะแกะสูตรหรือลอกเลียนแบบคงไม่ใช่เรื่องง่ายดาย
ทว่าเซี่ยเฉาเป็นคนที่ทำงานรอบคอบและเชื่อถือได้มาโดยตลอด ในเมื่อเธอเป็นคนเอ่ยปากเสนอ เหล่าหลัวจึงยอมรับขนมชิ้นนั้นมาพิจารณา
เมื่อมองจากภายนอก ขนมคุกกี้วอลนัทสูตรชาววังชิ้นนี้ก็ไม่ได้ดูแตกต่างจากขนมคุกกี้วอลนัทที่โรงงานของพวกเขาผลิตอยู่เท่าไรนัก อย่างมากก็แค่มีสีสันที่ดูสวยงามน่ารับประทานกว่าเล็กน้อย
เหล่าหลัวพินิจดูเนื้อขนมอย่างละเอียด
“แป้งที่ใช้น่าจะเป็นแป้งเจ็ดห้า เพราะถ้าเป็นแป้งมาตรฐาน สีจะไม่ขาวและเนื้อจะไม่ละเอียดเนียนขนาดนี้”
แต่ทันทีที่เขากัดขนมเข้าไปคำหนึ่ง สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไป เขานิ่งค้างไปครู่หนึ่งก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น
“มันหอมกว่าขนมคุกกี้วอลนัทของโรงงานเรามาก”
เมื่อวานเซี่ยเฉายุ่งจนไม่มีเวลาปลีกตัว วันนี้เธอตื่นสายจึงหยิบขนมนี้มากินเป็นอาหารเช้าแบบเร่งด่วน รสชาติของมันไม่ใช่แค่หอมหวนชวนกินเท่านั้น แต่สัมผัสของมันยังละลายในปากแทบจะทันทีที่แตะลิ้น เป็นคำว่า 'ละลายในปาก' อย่างแท้จริง เธอจึงตัดสินใจห่อขนมที่เหลือมาที่โรงงาน
“อาจารย์จะลองเอาไปแช่น้ำดูไหมคะ?”
เซี่ยเฉาเสนอแนะ เพราะวิธีทดสอบคุณภาพของขนมคุกกี้วอลนัทที่ดีที่สุดคือการนำไปแช่น้ำ หากเป็นขนมคุกกี้วอลนัทชั้นเลิศ มันจะละลายหายไปในน้ำแทบจะทันที
เหล่าหลัวส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่ต้องทดสอบแล้วล่ะ”
เขาพูดพลางกัดขนมคำที่สอง แล้วค่อยๆ ใช้ลิ้นดุนเนื้อขนมเพื่อสัมผัสรสชาติอย่างละเอียดละออ
“ความหวานพอๆ กับสูตรของเรา ปริมาณน้ำมันอาจจะเยอะกว่านิดหน่อย แต่ถ้าแค่ใส่น้ำมันเยอะขึ้น มันไม่มีทางหอมได้ขนาดนี้แน่ ในนี้จะต้องมีส่วนผสมลับอย่างอื่นใส่อยู่ด้วย”
[จบบท]