บทที่ 306: ความหวาดหวั่น
เมื่อสืบจนรู้ที่อยู่และเวลาเลิกงานของอีกฝ่ายแน่ชัดแล้ว ทั้งสองคนจึงเลือกช่วงเวลาที่มั่นใจว่าเจ้าตัวจะอยู่บ้านเพื่อไปเคาะประตู
ยามโหวเป็นคนติดอ่าง เขาจึงไม่ได้ส่งเสียงขานรับใดๆ เพียงแค่เดินออกมาเปิดประตูทันทีที่ได้ยินเสียงเรียก แต่พอเห็นว่าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือเหล่าหลัวกับเซี่ยเฉา เขาก็รีบผลักบานประตูจะปิดลงอย่างรวดเร็ว
ทว่าทันทีที่มีความเคลื่อนไหว ท่อนขายาวแข็งแรงก็ยื่นแทรกเข้าไปขัดไว้ทันควัน บานประตูจึงถูกยันเอาไว้ไม่ให้ปิดลงได้สำเร็จ
เฉินจี้เป่ยรูปร่างสูงใหญ่ ทั้งบุคลิกยังดูเย็นชาและน่าเกรงขาม เขาก้าวเท้าขึ้นหน้าไปหนึ่งก้าวแล้วผลักประตูให้เปิดกว้างออกอย่างง่ายดาย ก่อนจะปรายตามองเซี่ยเฉากับเหล่าหลัวแล้วเอ่ยสั้นๆ เพียงคำเดียว
“เข้าไป”
เดิมทีเขาแค่เป็นห่วงความปลอดภัยของเซี่ยเฉาจึงตามมาส่ง ไม่คิดเลยว่าในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ ความน่าเกรงขามของเขาจะมีประโยชน์ขึ้นมาได้
เหล่าหลัวไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินนำเข้าไปในบ้านเป็นคนแรก ตามด้วยเซี่ยเฉา ส่วนเฉินจี้เป่ยเดินรั้งท้าย เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาแล้ว เขาก็ปิดประตูลงและยืนกอดอกเฝ้าอยู่ตรงนั้นด้วยแววตาเย็นเยียบ
ยามโหวอยากจะตวาดไล่ตะเพิดผู้บุกรุก แต่ด้วยความที่ติดอ่างจึงพูดไม่ออกสักคำ ครั้นคิดจะลงมือใช้กำลัง เขาก็ประเมินได้ทันทีว่าไม่มีทางสู้เฉินจี้เป่ยได้
ยามโหวทำงานในโรงงานอาหารมาหลายปี ย่อมรู้จักกิตติศัพท์ของเฉินจี้เป่ยดี วีรกรรมที่เคยจัดการคนสี่ห้าคนได้ด้วยตัวคนเดียว แถมยังหักแขนคนพวกนั้นจนเดือดร้อนกันไปทั่วยังเป็นที่เล่าลือ
เพียงแต่ผู้ชายคนนี้ยังมีความสามารถอีกอย่างหนึ่งที่น่าปวดหัว นั่นคือความเงียบและการปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมืออย่างถึงที่สุด
ไม่ว่าเหล่าหลัวจะพูดอะไร จะถามซักไซ้แค่ไหน ทั้งพยายามใช้เหตุผลเข้าเกลี้ยกล่อม ใช้อารมณ์ความรู้สึกเข้าจับ หรือแม้แต่ข่มขู่แกมบังคับ ยามโหวก็ยังคงปิดปากเงียบสนิทไม่ยอมปริปากพูดแม้แต่คำเดียว
แม้กระทั่งตอนที่เหล่าหลัวบอกว่ารู้เรื่องที่หัวหน้าแผนกหานเป็นคนฝากงานให้เขาก็ยังคงนิ่งเฉย พอพูดไปพูดมา เขาก็ทำเหมือนคนทั้งสามไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้น หยิบไม้กวาดมากวาดพื้นหน้าตาเฉย พอกวาดเสร็จก็นำเสื้อผ้าสกปรกที่เปลี่ยนทิ้งไว้ออกมาแช่น้ำเตรียมซัก
ตอนนี้เหล่าหลัวเข้าใจความรู้สึกของผู้จัดการโรงงานซูอย่างถ่องแท้แล้วว่าเวลาโมโหจนปวดตับนั้นมันรู้สึกอย่างไร
ชายชรายกมือขึ้นกุมชายโครงด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว เซี่ยเฉาเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้าไปประคองแขนเขาไว้
“อย่าโมโหๆ ระวังความดันนะคะ”
“มันเป็นใบ้หรือเปล่า”
เหล่าหลัวอดไม่ได้ที่จะหันไปถามเฉินจี้เป่ยด้วยความเหลืออด
ท่าทางแบบนั้นบ่งบอกชัดเจนว่า ถ้าอีกฝ่ายยังไม่ยอมเปิดปากพูดอีก เขาคงต้องขอให้เฉินจี้เป่ยช่วยลงมือสั่งสอนสักหน่อยแล้ว
เซี่ยเฉารีบช่วยลูบหลังให้ชายชราเพื่อให้อารมณ์เย็นลง ขณะเดียวกันเธอก็หันไปมองยามโหวที่กำลังก้มหน้าก้มตาขยี้ผ้าโดยทำหูทวนลมใส่พวกเธอ
“ขนมบัวลอยพวกนั้น คุณขโมยมาให้รองหัวหน้าแผนกฉางสินะคะ”
น้ำเสียงของหญิงสาวไม่ได้ดังมาก ทว่ามือของยามโหวที่กำลังขยี้ผ้ากลับชะงักกึก รูม่านตาของเขาหดเกร็งลงทันที
ที่พูดชื่อรองหัวหน้าแผนกฉางออกมา เซี่ยเฉาไม่ได้เดาสุ่มหรือพูดไปเรื่อยเปื่อย
หากเกิดเรื่องขึ้นในแผนกจนหัวหน้าแผนกเชอต้องรับผิดชอบหรือถึงขั้นถูกปลดออกจากตำแหน่ง คนที่มีโอกาสจะขึ้นมาแทนที่มากที่สุดก็คือรองหัวหน้าแผนกฉาง
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เธอได้ลองไปสอบถามเรื่องราวเก่าๆ จากพี่หวัง ทำให้ได้รู้ว่าหากนับเรื่องการฝากตัวเป็นศิษย์ รองหัวหน้าแผนกฉางรู้จักกับเหล่าหลัวมาก่อนหัวหน้าแผนกเชอเสียอีก
รองหัวหน้าแผนกฉางติดตามเหล่าหลัวมาจากกวนหลี่ ตั้งแต่สมัยที่เหล่าหลัวยังใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น เขาก็เป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิอยู่แล้ว ต่อมาเมื่อเหล่าหลัวย้ายมาตั้งรกรากที่ตงเป่ย ก็ได้เขียนจดหมายเรียกตัวเขาให้ตามมาด้วย
ในตอนนั้นนายจ้างเดิมล้มละลายไปแล้ว ทั้งสองคนห่างหายจากวงการขนมไปนานหลายปีและกลับไปทำนาอยู่ที่บ้านเกิด
พอได้ข่าวว่าทางตงเป่ยมีลู่ทางทำมาหากิน รองหัวหน้าแผนกฉางก็ไม่ลังเลที่จะติดตามอาจารย์มาทันที เขาทำงานอยู่ที่นี่ได้สองปีจึงค่อยรับภรรยาและลูกตามมาอยู่ด้วย
เพียงแต่ตอนที่เหล่าหลัวลงจากตำแหน่งหัวหน้าแผนก คนที่เขาเสนอชื่อให้ขึ้นมาแทนกลับไม่ใช่รองหัวหน้าแผนกฉาง แต่เป็นหัวหน้าแผนกเชอซึ่งเป็นศิษย์ใหม่ที่เพิ่งรับมาตอนอยู่ตงเป่ย
ในเวลานั้นรองหัวหน้าแผนกฉางดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกอยู่แล้ว ส่วนหัวหน้าแผนกเชอยังเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพ เซี่ยเฉาไม่รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ แต่เธอรู้แน่ชัดว่าเขาพยายามจะดึงตัวเธอไปเป็นพวก และเคยพยายามยุแยงให้เธอผิดใจกับเหล่าหลัวมาก่อน
เป็นไปตามคาด ทันทีที่เซี่ยเฉาเอ่ยชื่อนี้ออกมา ยามโหวก็มีปฏิกิริยาตอบสนองทันที
แม้จะเป็นเพียงอาการชะงักงันชั่ววูบที่เขาพยายามกลบเกลื่อนอย่างรวดเร็ว แต่เหล่าหลัวก็สังเกตเห็น ร่างกายของชายชราสั่นเทาด้วยความเจ็บปวดใจ
คนบงการไม่ใช่รองผู้จัดการโรงงาน แต่กลับเป็นรองหัวหน้าแผนกฉาง เป็นลูกศิษย์ที่เขาฟูมฟักสั่งสอนมากับมือ นี่คือความจริงที่ชายชรายากจะทำใจยอมรับได้ที่สุด
เขายกมือกุมหน้าอก สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ สองสามครั้งเพื่อระงับอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“นายช่วยมัน... ขโมยมานานแค่ไหนแล้ว”
ยามโหวไม่ตอบ แต่เซี่ยเฉาเป็นฝ่ายตอบแทน
“คงไม่ใช่แค่ปีนี้หรอกค่ะ น่าจะทำมานานแล้วแต่ปีนี้โชคไม่ดีเลยถูกจับได้ อันที่จริงฉันก็สงสัยอยู่นิดหน่อย ปกตินายไม่ใช่คนประเภทลักเล็กขโมยน้อย ทำไมถึงยอมตกลงปลงใจช่วยเขาทำเรื่องแบบนี้ได้”
ข้อนี้เหล่าหลัวเองก็คิดไม่ตก จึงหันไปมองหน้ายามโหวเพื่อรอคำตอบ
ยามโหวก้มหน้าซักผ้าต่อไป ไม่พูดไม่จา และไม่แสดงปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ อีก
เซี่ยเฉามองดูท่าทางนั้นแล้วก็ค่อยๆ วิเคราะห์ออกมาให้เขาฟังอย่างใจเย็น
“เขาจับจุดอ่อนอะไรคุณไว้หรือเปล่า... ดูท่าจะไม่น่าใช่ คนที่พูดน้อยแบบคุณมักจะมีนิสัยดื้อรั้น ไม่ยอมก้มหัวให้คำขู่เข็ญง่ายๆ ถ้าอย่างนั้นคงเป็นเพราะเขาเคยมีบุญคุณช่วยเหลืออะไรคุณมาก่อนใช่ไหม”
แล้วเธอก็สังเกตเห็นว่า มือที่กำลังซักผ้าของเขาชะงักไปเล็กน้อยอีกครั้ง
จริงๆ แล้วคนที่นิสัยสันโดษมักจะมีความดื้อรั้นและยึดมั่นในความคิดของตัวเองสูง หากปักใจเชื่อหรือตัดสินใจจะทำอะไรแล้ว ไม่ว่าจะถูกหรือผิดพวกเขาก็จะทำจนถึงที่สุด เซี่ยเฉาไม่ได้ซักไซ้ต่อว่ารองหัวหน้าแผนกฉางเคยช่วยอะไรเขาไว้
“อันที่จริงคุณไม่พูดก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ในเมื่อลงมือทำไปแล้ว ย่อมต้องทิ้งร่องรอยเอาไว้เสมอ”
เธอยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ
“เช่นเรื่องที่เขาแอบส่งข่าวให้โรงงานอาหารอำเภอหงเซียงอยู่หลายครั้ง หรือเรื่องการนำขนมบัวลอยออกไปขาย แน่นอนว่าคนรอบคอบอย่างเขาคงไม่ขายในพื้นที่ใกล้เคียง ต้องเป็นที่ตำบลถังโกวหรือไม่ก็ตำบลวาฝาง และคนทึ่ไปขายก็คงไม่ใช่ตัวเขาเองด้วย ถูกไหมคะ”
คราวนี้ยามโหวเงยหน้าขึ้นแล้ว แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นระแวง
เซี่ยเฉายังคงยิ้มอย่างใจเย็น
“คุณอย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้นสิคะ เรื่องพวกนี้เดาได้ไม่ยากเลย จริงไหมคะจี้เป่ย”
เฉินจี้เป่ยยังคงยืนพิงกรอบประตูอยู่ที่เดิม เขาเพียงแค่ปรายตามองมาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“จากเมืองเจียงไปถังโกวกับวาฝางห่างแค่สถานีเดียว เดินทางสะดวกมา ลงรถไฟแล้วไม่ต้องเดินไปไหนไกล แค่ขายแถวสถานีรถไฟก็พอ คนพลุกพล่านอยู่แล้ว”
ทว่ายิ่งทั้งสองคนแสดงท่าทีผ่อนคลายและรู้ทันมากเท่าไหร่ ยามโหวก็ยิ่งก้มหน้าต่ำลง กำปั้นของเขาบีบแน่นโดยไม่รู้ตัว
เขาไม่ได้พูดอะไรสักคำ แต่อีกฝ่ายกลับรู้ตื้นลึกหนาบางจนหมด เด็กพวกนี้อายุเท่าไหร่กันเชียว ทำไมถึงได้น่ากลัวขนาดนี้
เซี่ยเฉาไม่ได้เร่งรัด เธอมองไปรอบๆ ห้องแต่ไม่เห็นม้านั่งตัวอื่นเลย จึงเดินเข้าไปในห้องด้านในแล้วยกเก้าอี้เพียงตัวเดียวที่มีอยู่ออกมาวางไว้ด้านหลังเหล่าหลัว
“ยืมเก้าอี้บ้านคุณหน่อยนะคะ... อาจารย์ช่างหลัว เชิญนั่งพักก่อนค่ะ”
อารมณ์ของเหล่าหลัวกำลังพลุ่งพล่าน ขาแข้งเริ่มจะยืนไม่ไหว การได้นั่งลงพักจึงช่วยได้มาก
เมื่อเห็นความสุขุมเยือกเย็นและการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเป็นขั้นเป็นตอนของเซี่ยเฉา จิตใจที่ว้าวุ่นของชายชราก็ค่อยๆ สงบลง
กลายเป็นว่าตอนนี้ยามโหวกลับตกเป็นฝ่ายถูกกดดันเสียเอง ท่ามกลางความเงียบสงัดภายในห้อง เสียงเด็กๆ ข้างบ้านวิ่งเล่นหยอกล้อกันดังแว่วเข้ามาให้ได้ยินชัดเจน ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดเขาก็ยอมเปิดปากพูดทั้งที่ยังก้มหน้า
“ขะ... เขาบอกกะ... กับผมว่า... ที่โรง... โรงงานอาหารมีงะ... งานทำ”
[จบบท]