บทที่ 315: ข่าวดี
หลังจากจัดการ ‘ต้าปั๋วเจิ่ง’ ในมือจนหมดเกลี้ยง เธอก็ยังรู้สึกเหมือนอารมณ์ยังค้างคาอยู่เล็กน้อย แต่เมื่อมองไปยังส่วนที่เหลือในจานก็ได้แต่เก็บความอยากเอาไว้ด้วยความเกรงใจ ไม่กล้าหยิบขึ้นมาอีกชิ้น
แม่ของซุนชิงสังเกตเห็นท่าทางนั้นจึงยัดใส่มือเธอมาให้อีกอัน พร้อมทั้งช่วยปอกเปลือกให้อย่างใจดี
“ยังมีอีกเยอะ กินได้ตามสบายเลย ของพวกนี้เก็บมาจากบนภูเขาเองทั้งนั้น ไม่ได้เสียเงินซื้อสักหน่อย”
ถ้าไปซื้อข้างนอกของแบบนี้ต้องราคาอันละสองเฟิน ถ้าเพิ่มเงินอีกแค่เฟินเดียวก็ซื้อไอศกรีมแท่งกินได้แล้ว
เหออวิ๋นอิงได้ยินดังนั้นใบหน้าก็ยิ่งแดงระเรื่อขึ้นไปอีก “ฉันก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเหมือนกันค่ะ ช่วงนี้กินอะไรไม่ค่อยลงเลย ชอบกินแต่ของเปรี้ยวๆ”
“ชอบกินเปรี้ยวน่ะดีแล้ว โบราณเขาว่า ‘เปรี้ยวลูกชาย เผ็ดลูกสาว’ ท้องนี้รับรองเลยว่าต้องได้ลูกชายตัวอ้วนจ้ำม่ำแน่ๆ”
แม่ของซุนชิงหัวเราะร่าด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าคนทั่วไป “ตอนที่ป้าท้องซุนชิงนะ นอกจากง่วงนอนแล้วก็ไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด กว่าจะรู้ตัวว่าท้องก็ปาเข้าไปเกือบสามเดือนแล้ว ยิ่งแม่หนูนี่ไม่ชอบกินเปรี้ยวแถมไม่กินเผ็ด ป้าก็เลยเดาไม่ถูกเลยว่าตกลงแล้วท้องลูกสาวหรือลูกชายกันแน่”
เรื่องอาการแพ้ท้องนี่เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้จริงๆ แม้แต่คนคนเดียวกัน ท้องแต่ละครั้งอาการก็อาจจะแตกต่างกันไปคนละแบบ
แต่สำหรับหญิงแกร่งดั่งขุนเขาอย่างแม่ของซุนชิงแล้ว เซี่ยเฉาจินตนาการภาพไม่ออกเลยจริงๆ ว่าถ้าอีกฝ่ายต้องมานอนอาเจียนจนหมดสภาพจะเป็นอย่างไร
เดี๋ยวนะ!
นอกจากง่วงนอนแล้วก็ไม่มีอาการอื่นเลย ไม่อยากกินเปรี้ยว แล้วก็ไม่อยากกินเผ็ด...
มือที่กำลังหยิบของกินเข้าปากของเซี่ยเฉาชะงักค้าง การเคี้ยวค่อยๆ ช้าลง ความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างผุดวาบขึ้นมาในหัว คล้ายว่าเธอกำลังหลงลืมเรื่องสำคัญอะไรบางอย่างไป
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เธอก็รีบไปพลิกดูปฏิทินที่แขวนอยู่บนผนัง แล้วก็พบว่าเธอลืมไปแล้วจริงๆ
ฤดูหนาวผ่านพ้นไปแล้ว ฟืนในบ้านที่เตรียมไว้ถูกใช้จนหมดเกลี้ยง เฉินจี้เป่ยจึงทยอยซื้อฟืนเข้ามาเติมอีกสองรถ งานใช้แรงงานหนักหนาเช่นนี้เขาไม่เคยปล่อยให้เซี่ยเฉาต้องลงมือทำเองเลยสักครั้ง
ชายหนุ่มวุ่นวายอยู่กับการจัดการงานบ้านจนเหงื่อซึม กว่าจะเสร็จสรรพท้องฟ้าก็มืดสนิท เขาจึงล้างไม้ล้างมือและล้างหน้าล้างตาก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้อง
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเข้ามา เขาก็เห็นเซี่ยเฉานั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง หนังสือการ์ตูนเล่มเล็กก็ไม่ได้อ่าน ขนมขบเคี้ยวก็ไม่ได้กิน ท่าทางเหมือนกำลังนั่งสมาธิหรือครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่อย่างเคร่งเครียด
บนปลายเส้นผมของเขายังมีหยดน้ำเกาะพราว บางหยดร่วงหล่นลงมาไหลผ่านคิ้วเข้มและใบหน้าหล่อเหลา เขาเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“เป็นอะไรไป?”
เซี่ยเฉาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา ภายใต้ขนตายาวงอนคู่นั้น ดวงตาตากลมโตฉายแววสับสนและซับซ้อน “คืนนี้เรื่องพนันของเราคงทำไม่สำเร็จแล้วล่ะค่ะ”
เฉินจี้เป่ยชะงักมือที่กำลังเช็ดตัวไปครู่หนึ่ง แต่ท่าทางดูไม่ได้ผิดหวังอะไรมากนัก “ประจำเดือนคุณมาแล้วเหรอ?”
“ยังไม่มาค่ะ”
ยังไม่มาแล้วทำไมถึงทำตามสัญญาไม่ได้? เฉินจี้เป่ยขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ
ดูเหมือนจะรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เซี่ยเฉาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความกลัดกลุ้ม “ก็เพราะว่ามันยังไม่มานี่แหละค่ะ ถึงทำให้ทำตามสัญญาไม่ได้”
เธอยกมือขึ้น นิ้วเรียวยาวดุจลำเทียนชี้ไปที่ปฏิทินบนผนัง “คุณลองดูสิคะว่าเดือนนี้ฉันมาช้าไปกี่วันแล้ว”
เฉินจี้เป่ยแทบไม่ต้องหันไปมอง เพียงแค่ลองนึกย้อนกลับไปเขาก็ตอบได้ทันทีด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ช้าไปกว่าครึ่งเดือนแล้ว”
พูดมาถึงตรงนี้เขาก็ชะงักไป คิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันแน่นยิ่งกว่าเดิม แววตาเริ่มฉายแววเคร่งเครียดและกังวล “คุณไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
นี่... นี่มันใช่ปฏิกิริยาตอบสนองที่ปกติเหรอ?
ผู้ชายคนนี้ทำไมถึงได้ความรู้สึกช้ากว่าเธอเสียอีก?
เซี่ยเฉาถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ จึงตัดสินใจพูดออกไปตรงๆ ให้ชัดเจน “ไม่ใช่ไม่สบายค่ะ แต่คุณน่าจะกำลังจะได้เป็นพ่อคนแล้วต่างหาก”
สิ้นเสียงของเธอ ความกังวลบนใบหน้าของชายหนุ่มก็แข็งค้างไปในทันที
เขายืนมองเซี่ยเฉานิ่งงันราวกับรูปปั้นหิน ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย มีเพียงดวงตาคู่คมที่ยิ่งดำขลับลึกล้ำ อารมณ์ความรู้สึกหลากหลายหมุนวนอยู่ในนั้นจนยากจะคาดเดา
ยังไม่ทันที่เซี่ยเฉาจะแยกแยะได้ว่าอารมณ์เหล่านั้นคืออะไร เขาก็หลุบตาลง ซ่อนแววตาเหล่านั้นไว้ แล้วหันหลังเดินกลับออกไปนอกห้องทันที
ต่อให้เซี่ยเฉาจะเพิ่งเคยแต่งงานเป็นครั้งแรก และเพิ่งจะเคยเป็นแม่คนครั้งแรก แต่เธอก็รู้ดีว่าปฏิกิริยาแบบนี้มันไม่ปกติอย่างแน่นอน เธอเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความกังวล
เธอจำได้ว่าผู้ชายคนนี้เคยบอกเอาไว้ว่าเขาไม่อยากมีลูก...
แต่วินาทีต่อมา เฉินจี้เป่ยก็พุ่งตัวกลับเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว ใบหน้าหล่อเหลาเปียกชุ่มไปด้วยหยดน้ำ
“เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะ?”
ผู้ชายคนนี้วิ่งออกไปข้างนอก เพื่อไปล้างหน้าเรียกสติตัวเองงั้นเหรอ?
เซี่ยเฉามองเขาด้วยความตกตะลึง
ชายหนุ่มคุกเข่าลงข้างหนึ่งบนขอบเตียงเตาอุ่น สองมือที่ยังไม่ได้เช็ดให้แห้งประคองใบหน้าของเธอขึ้นมาทันที
“เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะ? พูดใหม่อีกทีซิ”
เพราะความรีบร้อน หยดน้ำหยดหนึ่งจึงไหลจากปลายคางของเขา ร่วงลงมาใส่ปลายจมูกของเซี่ยเฉาดัง ‘แปะ’
ความตกตะลึง ความคาดไม่ถึง และความเหลือเชื่อ ดูเหมือนเพิ่งจะวิ่งตามความรู้สึกของเขาทันในตอนนี้ มันพรั่งพรูออกมาจากดวงตาที่ดำมืดคู่นั้นอย่างท่วมท้น เซี่ยเฉาสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวและความชื้นชุ่มจากฝ่ามือของเขา รวมถึงน้ำเสียงที่แหบพร่ายามเอ่ยถามประโยคนั้น
เธอเงยหน้าขึ้น แล้วจูบที่ปลายคางของเขาแรงๆ หนึ่งที “เฉินจี้เป่ย คุณอาจจะกำลังจะได้เป็นพ่อคนแล้วค่ะ”
“ไม่ใช่พูดเพื่อจะเบี้ยวหนี้พนันใช่ไหม?” ชายหนุ่มหลุบตาลงมอง ยังคงไม่กล้าปักใจเชื่อ
เซี่ยเฉาฟาดฝ่ามือลงบนหน้าผากเขาดังเพียะ “ฉันเป็นคนแบบนั้นหรือไงคะ?”
ดูเหมือนฝ่ามือนี้จะช่วยเรียกสติเขาให้กลับคืนมาได้อย่างสมบูรณ์ เฉินจี้เป่ยโถมตัวเข้ากอดเธอแน่น ซุกใบหน้าลงกับซอกคอของเธอ นิ่งเงียบอยู่อย่างนั้นเนิ่นนานโดยไม่พูดอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียว
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เฉินจี้เป่ยรีบออกไปซื้ออาหารเช้าจากร้านอาหารของรัฐกลับมา “วันนี้เรารีบไปกันหน่อยนะ ไปให้หมอเจียงช่วยจับชีพจรดูหน่อย”
“ไปแต่เช้าขนาดนี้เลยเหรอคะ?” ในความทรงจำของเซี่ยเฉา โรงพยาบาลปกติเปิดทำการตอนแปดโมงครึ่งไม่ใช่หรือ
แต่ปรากฏว่าหมอเจียงตื่นเช้ายิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก ตอนที่พวกเขาไปถึง ชายชราได้รำมวยจีนเสร็จไปหนึ่งรอบและทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว เขากำลังนั่งพันขากางเกงอยู่ในลานบ้าน จัดเตรียมอุปกรณ์ใส่ตะกร้าสะพายหลัง เตรียมตัวจะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรในวันที่อากาศแจ่มใส
เมื่อเห็นเฉินจี้เป่ยประคองเซี่ยเฉาเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดประหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ หมอชราถึงกับชะงักไป “ป่วยหนักขนาดนั้นเลยรึ?”
เขาขมวดคิ้วจับชีพจรอย่างละเอียด “ทั้งแม่และเด็กแข็งแรงดีมาก เจ็บป่วยตรงไหนเหรอ?”
พอได้ยินว่าทั้งแม่และเด็กแข็งแรงดี เฉินจี้เป่ยก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก “ช่วงนี้เธอชอบบ่นว่าง่วงนอนตลอดเลยครับ เธอป่วยตรงไหนหรือเปล่า?”
หมอชราถึงกับพูดไม่ออก “เธอไม่อาเจียนเลยสักนิด นี่ถือว่าเป็นอาการแพ้ท้องที่เบาที่สุดแล้วนะ”
ทว่าสีหน้าของเฉินจี้เป่ยยังคงเคร่งเครียดไม่คลาย “เมื่อคืนนี้เธอถีบผ้าห่มไปตั้งสิบเก้าครั้ง ทุกครั้งที่ผมห่มให้ใหม่ ไม่ถึงสองนาทีเธอก็ถีบออกอีกแล้ว”
“อย่างนั้นรึ?” สีหน้าของหมอชราดูเคร่งเครียดยิ่งกว่าเขาเสียอีก “เธอลองคิดดูสิว่าจะเป็นไปได้ไหม ว่าตอนนี้อากาศมันร้อนขึ้น ห่มผ้าห่มมันเลยร้อนเกินไป?”
เฉินจี้เป่ย “...”
เซี่ยเฉา “...”
เซี่ยเฉารีบกล่าวขอบคุณหมอชราซ้ำๆ แล้วรีบลากเฉินจี้เป่ยออกมา ก่อนที่หมอเจียงจะโมโหจนไล่ตะเพิดพวกเขา
พอเดินพ้นออกมา เธอก็มองสำรวจสามีด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย “คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันถีบผ้าห่มไปสิบเก้าครั้ง? เมื่อคืนคุณไม่ได้นอนเหรอคะ?”
เฉินจี้เป่ยชะงักไปเล็กน้อย เขาหลบสายตาเธอแล้วทำทีเป็นเข็นรถจักรยาน “ในเมื่อแน่ใจแล้ว จะโทรบอกพี่สะใภ้ลู่กับพี่ๆ ไหม?”
เซี่ยเฉารู้สึกว่าเขากำลังเปลี่ยนเรื่องชัดๆ แต่ใบหน้าหล่อเหลานั้นยังคงดูดีไม่มีที่ติ มองไม่เห็นร่องรอยของการอดนอนเลยสักนิด เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เรื่องนี้ยังไม่ต้องรีบหรอกค่ะ เมล็ดลูกท้อกับดาบไม้ที่ส่งไปให้หลานสาวเพิ่งจะส่งออกไปไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวพอได้รับของ พี่เขาคงจะโทรมาเองแหละ”
[จบบท]