บทที่ 325: งานมงคลอลเวง
เซี่ยเฉาไม่รู้หรอกว่าตัวเองจะสามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของหญิงแซ่ถังคนนั้นได้หรือไม่ แต่ในเมื่อรู้เรื่องราวล่วงหน้าแล้ว อย่างไรก็ต้องลองเสี่ยงดูสักตั้ง
เธอเช็ดคราบน้ำผลไม้ที่เปื้อนมือออกจนสะอาดพลางเอ่ยขึ้น
“เขาเสนอความคิดชั่วๆ แบบนั้นให้พี่ใหญ่ ถ้าฉันไม่ไปป่วนให้เขารู้สึกคลื่นไส้สะอิดสะเอียนสักหน่อย ฉันคงนอนตายตาไม่หลับแน่”
โดยปกติแล้วเซี่ยเฉาเป็นคนนิสัยรักสงบ ไม่ค่อยจะยึดติดหรืออาฆาตมาดร้ายใครรุนแรงขนาดนี้ แม้แต่ตอนที่ตระกูลหลี่สวมเขาให้เธอ เธอก็ไม่ได้ประกาศกร้าวว่าจะต้องไปเล่นงานตระกูลหลี่ให้ย่อยยับ แต่เมื่อเฉินจี้เป่ยเห็นสีหน้าประหลาดใจของเธอตอนที่ได้ยินชื่อผีซื่อ เขาก็พอจะเดาได้ว่าเรื่องนี้คงมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรบางอย่างซ่อนอยู่อีกแน่
เฉินจี้เป่ยหลุบตาลงมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ต้องให้ผมไปซ้อมมันด้วยมั้ย”
เมื่อกี้ยังทำเป็นเปลี่ยนเรื่องอยู่เลย ทีนี้ยอมรับแล้วเหรอ?
เซี่ยเฉาตายิ้มจนโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว
“ไปดูลาดเลาก่อน ถ้าไม่ไหวค่อยเอาถุงกระสอบไปคลุมหัวตีก็น่าจะทัน”
เมื่อเห็นดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นยังคงจ้องมองมาอย่างลึกซึ้ง เธอจึงขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบบอกความจริงเพิ่มเติม
“คนคนนี้เคยบอกกับพี่ใหญ่ว่าอยากแต่งงานกับฉัน”
เรื่องที่เธอทะลุมิติเข้ามาในนิยายนั้นบอกใครไม่ได้ เรื่องที่ว่าที่ภรรยาของผีซื่ออาจจะถูกซ้อมจนตายก็บอกไม่ได้เช่นกัน แต่เรื่องไหนที่พอจะพูดได้ เซี่ยเฉาก็เลือกที่จะบอกเขาจนหมดสิ้น เธอเคยโมโหที่ผู้ชายคนนี้มีปากแต่ไม่ยอมพูด ดังนั้นเธอจะไม่ทำตัวเหมือนเขาที่เอาแต่ปิดบังทุกเรื่อง
ทว่าทันทีที่ประโยคนี้หลุดออกจากปาก แววตาของเฉินจี้เป่ยก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบขึ้นมาทันที ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรงบ่งบอกถึงความไม่พอใจอย่างรุนแรง
“ไป เราต้องไปงานนี้”
พอได้ยินว่าสองสามีภรรยาจะตามไปกินเหล้ามงคลที่บ้านผีซื่อด้วย เซี่ยว่านกวงก็ตกใจจนคางแทบจะร่วงลงไปกองกับพื้น
งานแต่งของผีซื่อเนี่ยนะ ขนาดตัวเขาเองยังไม่อยากจะไปเหยียบเลย สาเหตุหลักก็เพราะถูกมันหลอกจนหมดเนื้อหมดตัว ภาพความทรงจำตอนที่ถูกกดหัวลงไปในแม่น้ำจนเกือบตายยังคงตามหลอกหลอนทุกครั้งที่หลับตา แต่พอหันไปสบตากับเฉินจี้เป่ย คำปฏิเสธที่เตรียมไว้ก็จุกอยู่ที่คอ พูดคำว่า ‘ไม่’ ไม่ออกแม้แต่คำเดียว
เมื่อถึงวันงาน เซี่ยเฉาจัดการจัดทรงผมให้เฉินจี้เป่ยเสียหล่อเหลา และให้เขาเปลี่ยนมาใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นที่ลู่เจ๋อถงมอบให้
พอทั้งสองคนไปยืนเคียงคู่กันในงาน ฝ่ายชายก็หล่อเหลาคมคาย ฝ่ายหญิงก็สวยสง่าโดดเด่น ยิ่งดูสะดุดตายิ่งกว่าคู่บ่าวสาวเสียอีก โดยเฉพาะเฉินจี้เป่ย ชายฉกรรจ์ในชนบทส่วนใหญ่ต้องทำงานตากแดดหน้าสู้ดินหลังสู้ฟ้าจนผิวคล้ำกร้านแดด ใครจะเคยเห็นคนหน้าตาดีผิวพรรณดีขนาดนี้มาก่อน
แถมการแต่งกายยังดูดีมีระดับ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนจากในเมือง บนข้อมือยังสวมนาฬิกาเรือนโก้ที่ชาวบ้านหลายคนเกิดมายังไม่เคยเห็นของจริงด้วยซ้ำ
เซี่ยเฉาอ้างกับคนในงานว่าบังเอิญกลับมาเยี่ยมบ้านพอดี เลยถือโอกาสตามพี่ชายมาแสดงความยินดีเพื่อความคึกคัก พวกเธอใส่ซองช่วยงานไปไม่น้อย แถมยังติดปูม้าตัวโตๆ มาให้อีกหลายจั่ง คนอื่นๆ แม้จะรู้สึกแปลกใจอยู่บ้างแต่ก็พูดอะไรไม่ได้ ส่วนคุณอาของผีซื่อที่เป็นคนรับหน้ากลับรู้สึกว่าการมีคนหน้าตาดีฐานะดีมาร่วมงานแบบนี้ ทำให้ตระกูลมีหน้ามีตาขึ้นเป็นกอง
ผิดกับผีซื่อที่พอเห็นเซี่ยเฉาปรากฏตัวพร้อมกับเฉินจี้เป่ย สีหน้าของเขาก็มืดครึ้มลงทันตา
ยิ่งพอสังเกตเห็นว่าพวกสาวน้อยสาวใหญ่ในงานพากันจ้องมองเฉินจี้เป่ยตาเป็นมัน รวมไปถึงภรรยาหมาดๆ ของเขาเองก็แอบมองด้วย ความริษยาก็พุ่งพล่านสุมอยู่ในอกจนแทบระเบิด เขาถือแก้วเหล้าตรงดิ่งเข้าไปหาเฉินจี้เป่ยทันที หมายมั่นปั้นมือว่าจะมอมเหล้าให้เมาพับแล้วปล่อยไก่ให้อับอายขายขี้หน้ากลางงาน
แต่ผลลัพธ์กลับตาลปัตร เฉินจี้เป่ยสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย กลับเป็นฝ่ายผีซื่อเองที่ถูกกรอกเหล้ากลับจนเมามายไม่ได้สติ
เซี่ยเฉารู้อยู่แล้วว่าคนพรรค์นี้พอเหล้าเข้าปากมักจะชอบลงไม้ลงมือกับเมีย เธอตั้งใจมาเพื่อกระตุ้นต่อมความเลวของเขา เพื่อดูว่าเขาจะเผยธาตุแท้ออกมาเร็วกว่ากำหนดหรือไม่
บนโต๊ะอาหาร เธอขยันคีบกับข้าวเอาใจเฉินจี้เป่ยไม่หยุด จนกระทั่งถึงเวลาขอตัวกลับ เฉินจี้เป่ยยังคงเดินตัวตรงเป็นปกติ แต่ผีซื่อกลับเดินเซซ้ายเซขวา ขาพันกันจนแทบจะล้ม แววตาที่มองมาฉายแววอาฆาตและดำมืดอย่างน่ากลัว
คืนนั้นยังไม่ทันจะได้เข้าหอ ผีซื่อก็กระชากตัวเจ้าสาวมาตบตีอย่างทารุณ ตะคอกด่าทอว่าเธอไม่รักนวลสงวนตัว กล้าดีอย่างไรถึงไปจ้องมองผู้ชายอื่น
ในนิยายต้นฉบับก็เป็นเช่นนี้ หากมีใครเผลอมองเจ้าของร่างเดิมสักแวบเดียว เจ้าของร่างเดิมก็มักจะต้องเจ็บตัวฟรีอยู่เสมอ ขนาดตอนที่ไปทำงานเป็นแม่บ้านให้พระเอกนางเอกซึ่งตอนนั้นเจ้าของร่างเดิมอายุสี่สิบห้าสิบเข้าไปแล้ว ผีซื่อยังตามไปราวี หาเรื่องจับผิดว่าเธอมีซัมติงกับพระเอก พ่นคำด่าหยาบคายสารพัด
เพราะเหตุนี้เอง เจ้าของร่างเดิมจึงอับอายขายขี้หน้าจนไม่กล้าทำงานที่บ้านเจ้านายต่อ จำต้องลาออกแล้วซมซานกลับบ้านไปอยู่กับสามีเฮงซวยและลูกชาย
เพียงแต่ในตอนนั้น เจ้าของร่างเดิมไม่มีใครคอยปกป้อง แต่ในครั้งนี้ พี่น้องท้องเดียวกันของเจ้าสาวเดินทางมาส่งตัวและยังไม่ได้กลับไป พอได้ยินเสียงโครมครามดังลั่นออกมาจากห้องหอ พวกเขาก็พังประตูเข้าไปทันที ภาพที่เห็นคือผีซื่อกำลังง้างเข็มขัดหนังฟาดใส่ร่างของน้องสาวพวกเขาไม่ยั้ง พี่ชายทั้งหลายเห็นดังนั้นเลือดก็ขึ้นหน้าทันที
การตะลุมบอนเกิดขึ้นอย่างดุเดือด เสียงเอะอะโวยวายดังสนั่นจนชาวบ้านร้านถิ่นสะดุ้งตื่นกันไปครึ่งหมู่บ้าน ข่าวลือแพร่สะพัดมาถึงหมู่บ้านเป่ยถูอย่างรวดเร็ว
แม่เซี่ยและสะใภ้ใหญ่ตระกูลเซี่ยเป็นคนขวัญอ่อน พอได้ยินข่าวก็หน้าซีดตัวสั่น โดยเฉพาะพี่สะใภ้ของเซี่ยเฉาที่ยกมือทาบอกด้วยความอกสั่นขวัญแขวน
“โชคดีเหลือเกินที่ตอนนั้นไม่ได้ยกน้องเฉาให้มัน เห็นเขาเล่ากันว่าเจ้าสาวคนนั้นโดนตีจนเละไปทั้งตัว แทบไม่เหลือที่ว่างให้เห็นเนื้อดีเลย”
พอพูดจบ เธอถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเฉินจี้เป่ยยังนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ จึงรีบหุบปากฉับทันที
เฉินจี้เป่ยเพียงแค่ปรายตามองเซี่ยเฉาแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นลอยๆ
“แล้วงานแต่งนี้ยังจะไปรอดเหรอ”
“จะไปรอดได้ยังไงล่ะ มองหน้ากันไม่ติดขนาดนั้นแล้ว” สะใภ้ใหญ่ตระกูลเซี่ยเป็นคนไปสืบข่าวมาเองกับมือ “ฉันได้ยินว่าผีซื่อโดนกระทืบขาหักไปข้างหนึ่ง หัวก็แตกเลือดอาบ ส่วนพวกพี่ชายฝ่ายหญิงก็เจ็บตัวไปตามๆ กัน เรื่องราวบานปลายไปถึงบ้านแม่สื่อ แม่สื่อคนนั้นก็นับว่าซวยจริงๆ ใครๆ ก็รู้ว่าผีซื่ออารมณ์ร้าย แต่ใครจะไปคิดล่ะว่ามันจะซ้อมเมียโหดขนาดนี้ ต่อไปคงไม่มีใครกล้ายกลูกสาวให้มันอีกแล้ว”
ในยุคสมัยนี้ ผู้ชายลงไม้ลงมือกับภรรยายังถือเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ไอ้ประเภทที่ตีเอาตายแบบผีซื่อนี่ก็นับว่าหาได้ยากเต็มที
เมื่อสองครอบครัวฉีกหน้ากันจนแหลกเหลวขนาดนี้ หญิงสาวคนนั้นก็คงรอดพ้นจากนรกขุมนี้ได้เสียที หวังว่าครอบครัวอื่นๆ ที่มีลูกสาวจะได้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์ จะได้ไม่ทำตัวเหมือนเซี่ยว่านกวงในนิยาย ที่ทั้งรู้เต็มอกว่าเมื่อคนแต่งเข้าไปจะตายเพราะน้ำมือของสามีและแม่สามี แต่ก็ยังหน้ามืดตามัวส่งน้องสาวแท้ๆ เข้าไปตายแทน
สิ่งที่เซี่ยเฉาทำได้ก็มีเพียงเท่านี้ เมื่อเห็นแม่เซี่ยถอนหายใจด้วยความเวทนาและหวาดกลัว เธอจึงยื่นมือไปกุมมือแม่เอาไว้เบาๆ
ผิดกับทางด้านเฉินจี้เป่ยที่ตวัดสายตามองไปทางเซี่ยว่านกวงด้วยแววตาที่เย็นชาลงไปอีกหลายส่วน
เซี่ยว่านกวงพอเห็นสายตานั้น ก็พาลนึกไปถึงวันที่ตัวเองนอนพะงาบๆ อยู่ริมแม่น้ำ แล้วถูกผู้ชายคนนี้ยืนมองลงมาด้วยสายตาไร้ความรู้สึกแบบเดียวกัน ความกลัวแล่นพล่านจนขนลุกชันไปทั้งตัว
คราวนี้เขาเลิกคิดเรื่องจะรั้งตัวน้องสาวให้อยู่ต่อแล้ว รีบหันไปสั่งภรรยาให้ไปเลียบๆ เคียงๆ ถามดูว่าเซี่ยเฉาจะกลับเมื่อไหร่
ขืนเซี่ยเฉายังไม่กลับ เขาคงระแวงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ กลัวว่าเฉินจี้เป่ยจะหาเรื่องซ้อมเขาอีก ถ้าแค่โดนซ้อมเจ็บตัวธรรมดาเขาก็คงไม่กลัวหัวหดขนาดนี้ แต่ความรู้สึกเหมือนตายแล้วตายอีกที่ริมน้ำวันนั้นมันฝังใจจนกลายเป็นปมหลอนไปแล้ว
เพื่อที่จะส่งเทพเจ้าแห่งหายนะคนนี้กลับไปให้เร็วที่สุด เขาถึงขนาดยอมกัดฟันควักเนื้อตัวเองซื้อหอยนางรมตั้งสิบจั่งมาเลี้ยงส่ง
ต้องรู้ก่อนว่าตั้งแต่เซี่ยเฉากลับมา อาหารการกินทุกมื้อเธอเป็นคนควักกระเป๋าจ่ายเองทั้งนั้น นอกจากพี่ชายอย่างเขาจะไม่เคยซื้ออะไรมาเลี้ยงต้อนรับน้องสาวกับน้องเขยแล้ว ยังเกาะกินหน้าด้านๆ อีกต่างหาก
แม่เซี่ยเห็นลูกชายลงทุนขนาดนี้ แม้ปากจะไม่พูดอะไร แต่ในใจก็เจ็บปวดลึกๆ เซี่ยเฉาเอ่ยปากว่าจะกลับ เธอก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
หลังจากมื้ออาหารเลี้ยงส่งจบลง เซี่ยว่านฮุยก็เดินเข้ามาหาเซี่ยเฉา
เด็กหนุ่มในวันนี้ไม่มีท่าทีใจร้อนวู่วามเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ร่างผอมสูงยืนตระหง่าน บุคลิกดูองอาจผ่าเผยขึ้นกว่าเดิม บนใบหน้าไร้ซึ่งรอยยิ้มทะเล้น
“พี่ ที่พี่เคยบอกให้ผมไปเป็นทหาร พี่ช่วยเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยได้มั้ย”
“เป็นทหาร?” แม่เซี่ยอ่านหนังสือไม่ออก จึงไม่รู้เลยว่าสองพี่น้องเคยคุยเรื่องนี้กันในจดหมาย
“ฉันก็ฟังมาจากพี่สะใภ้ของจี้เป่ยอีกทีน่ะ” เซี่ยเฉายิ้มพลางกวักมือเรียกน้องชายคนเล็กให้มานั่งข้างๆ ก่อนจะเริ่มเล่ารายละเอียดและขั้นตอนต่างๆ ให้เขาฟังอย่างตั้งใจ
[จบบท]