บทที่ 331: คู่มือเร่งรัด
เพียงแต่คาดไม่ถึงเลยว่าระดับความร้อนที่มีรายละเอียดมากมายขนาดนี้ เธอจะสามารถจดจำมันเอาไว้ในสมองได้ทั้งหมด ทั้งที่เธอก็ไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องเตาอบโดยตรงเสียหน่อย
หัวหน้ากะอู๋อดไม่ได้ที่จะหันไปมองหน้าเซี่ยเฉาแวบหนึ่ง ส่วนเกาอวี้เหลียนเองก็หุบปากเงียบกริบ ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก
เซี่ยเฉาจัดการแปะกระดาษคู่มือจนเสร็จเรียบร้อย เธอปัดฝุ่นที่มือเบาๆ สองสามที ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ยังมีตรงไหนที่ไม่เข้าใจอีกไหมคะ ถ้ามีก็ถามพวกเรามาได้เลยนะ”
นี่แทบจะเป็นการป้อนข้าวใส่ปากให้เคี้ยวกลืนลงท้องอยู่แล้ว ยังจะมีอะไรที่ไม่เข้าใจอีกหรือ ต่อให้อ่านหนังสือไม่ออก แต่ดูรูปภาพประกอบก็ต้องดูออกบ้างแหละน่า
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครซักถามอะไรและเวลาไม่ได้ล่วงเลยไปมากนัก กะขนมเค้กไข่จึงเริ่มเดินเครื่องการผลิตทันที และผลลัพธ์ที่ได้จากการอบตามรูปภาพแนะนำในคู่มือนั้นก็ออกมาสุกพอดี สีสวยน่ารับประทาน
หัวหน้าแผนกเชอเดินเข้ามาตรวจสอบความเรียบร้อย เขาพยักหน้าด้วยความพอใจ ก่อนจะตัดสินใจสั่งให้กะอื่นๆ มาคัดลอกคู่มือนี้ไปใช้ด้วยเช่นกัน การทำแบบนี้จะช่วยให้มั่นใจได้ว่า ไม่ว่าตอนเริ่มทำขนมไหว้พระจันทร์ เตาอบใหม่ของแต่ละกะจะมีการปรับตัวเข้าที่เข้าทางได้มากน้อยแค่ไหน แต่อย่างน้อยการทำตามแบบอย่างที่วางไว้ก็ย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นว่าทุกกะต่างก็นำ ‘คู่มือฉบับเร่งรัดฉบับเซี่ยเฉา’ ไปติดไว้ประจำเตา หัวหน้าแผนกเชอก็อดไม่ได้ที่จะเปรยขึ้นกับเหล่าหลัวด้วยความชื่นชม
“มีลูกน้องเก่งๆ อยู่ใต้บังคับบัญชานี่มันช่วยทุ่นแรงไปได้เยอะจริงๆ นะ”
“รู้ซึ้งแล้วใช่ไหมล่ะว่ามันสบายแค่ไหน”
เหล่าหลัวยืดอกรับคำชมด้วยท่าทางภูมิใจยิ่งกว่าได้รับคำชมเสียเอง
“คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไฟแรงแบบนี้ ควรจะเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงฝีมือเยอะๆ สิ”
พูดถึงเรื่องนี้แล้วเขาก็อดรู้สึกโมโหขึ้นมาไม่ได้ น้ำเสียงจึงเริ่มเจือแววขุ่นเคืองเล็กน้อย
“พวกผู้บริหารในโรงงานไม่กี่คนนั่นแหละ ที่เอาแต่บอกว่าอายุเธอยังน้อย เพิ่งจะผ่านการบรรจุเป็นพนักงานประจำมาไม่ถึงปี ให้รอฝึกฝนเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปอีกสักสามสี่ปีค่อยว่ากัน ไม่อย่างนั้นป่านนี้คงดันขึ้นไปเป็นหัวหน้ากะนานแล้ว ไม่ต้องลำบากให้หัวหน้ากะเวินช่วยครองตำแหน่งกันที่ไว้ให้แบบนี้หรอก”
ความจริงแล้วตามความคิดของเหล่าหลัว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย ลำพังแค่สูตรขนมบิสกิตชาววังสูตรเดียวนั้น ก็เพียงพอที่จะทำให้เซี่ยเฉามีคุณค่าเพิ่มขึ้นมหาศาลแล้ว
ผลประกอบการของโรงงานในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งถ้าทุกคนเริ่มคุ้นชินกับเตาอบใหม่จนยอดการผลิตพุ่งสูงขึ้น อนาคตข้างหน้าก็ยิ่งมองเห็นความรุ่งโรจน์ชัดเจน ปลายปีนี้ทางเมืองจะต้องมีการมอบรางวัลเกียรติยศ และโรงงานอาหารของพวกเขาจะต้องได้รับเลือกอย่างแน่นอน แล้วทำไมแค่ตำแหน่งหัวหน้ากะตำแหน่งเดียวถึงได้หวงนักหวงหนา ไม่ยอมมอบให้เธอเสียที
“รออีกหน่อยเถอะครับ”
หัวหน้าแผนกเชอพยายามพูดปลอบใจอาจารย์ของตน
“ด้วยพรสวรรค์ของเธอ ไม่แน่ว่าเร็วๆ นี้อาจจะได้สร้างผลงานใหญ่อีกก็ได้”
“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นแหละ”
เหล่าหลัวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ในหลายๆ ครั้ง คนทำงานหน้างานที่ต้องคลุกคลีอยู่กับการผลิตอย่างพวกเขา กับพวกข้าราชการระดับสูงที่นั่งบริหารอยู่ข้างบน ก็มักจะมีกระบวนการทางความคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ราวกับอยู่คนละโลก
เซี่ยเฉาไม่ได้ล่วงรู้ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังและความคับข้องใจเหล่านี้เลย เธอเพียงแค่ลองทำ ‘คู่มือฉบับเร่งรัดสำหรับเตาอบ’ ขึ้นมา โดยถอดแบบมาจาก ‘คู่มือหมอเท้าเปล่า’ ที่เพิ่งตีพิมพ์ออกมาเมื่อปี 1969 เท่านั้นเอง
หลังจากที่กะขนมปังเริ่มติดตั้งเตาอบใหม่เรียบร้อยแล้ว เธอกับเฉินจี้เป่ยจึงได้ฤกษ์ไปดูบ้านเช่าแห่งแรกด้วยกัน
ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าไม่ได้สืบหาข่าวคราวเรื่องบ้านเช่า เพียงแต่ส่วนใหญ่ที่เจอจะเป็นเรือนปีกหรือไม่ก็ห้องแถวแคบๆ พอทั้งสองคนได้ยินสภาพความเป็นอยู่แบบนั้นก็แทบไม่อยากจะเสียเวลาไปดูเลย
บ้านหลังนี้ป้าเหอเป็นคนแนะนำมาให้ ป้าเหอไม่ได้ทำงาน จึงอาสามาเดินเป็นเพื่อนพาพวกเขาไปดูบ้านด้วยตัวเอง พร้อมทั้งถืออ่างใบเล็กที่ใส่เชอร์รี่ลูกเล็กสายพันธุ์ท้องถิ่นจากต้นในบ้านตัวเองติดมือมาด้วย
“มันออกจะเปรี้ยวไปสักหน่อย แต่รสชาติก็ถือว่าพอใช้ได้นะ พวกเธอลองชิมดูสิ”
เซี่ยเฉายิ้มพร้อมกล่าวขอบคุณป้าเหอ ส่วนเฉินจี้เป่ยก็ยื่นมือออกไปรับอ่างใส่เชอร์รี่มาถือไว้
ระหว่างทางป้าเหอก็เริ่มเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับบ้านเช่าหลังนี้ให้ฟัง
“เขาบอกว่าเป็นบ้านเดี่ยวมีรั้วรอบขอบชิด พื้นที่กว้างขวางตั้งสองห้องใหญ่ เกือบห้าสิบตารางเมตรเชียวนะ เสียอย่างเดียวคืออยู่ไกลจากที่ทำงานของพวกเธอไปหน่อย แต่จี้เป่ยมีรถจักรยานอยู่แล้ว ไกลแค่นี้ก็คงไม่เท่าไหร่หรอก อย่างมากก็ปั่นนานกว่าเดิมสักเจ็ดแปดนาที”
บ้านที่เซี่ยเฉาเช่าอยู่กับซุนชิงตอนนี้มีพื้นที่ประมาณหกสิบกว่าตารางเมตร ถ้าบ้านหลังใหม่มีพื้นที่เกือบห้าสิบตารางเมตร ก็นับว่ากว้างขวางเพียงพอสำหรับการอยู่อาศัย
แต่ทว่ายิ่งเดินไปเรื่อยๆ เซี่ยเฉาก็ยิ่งรู้สึกคุ้นตากับเส้นทางนี้มากขึ้นทุกที จนกระทั่งป้าเหอพาพวกเขาเดินทะลุผ่านห้างสรรพสินค้าที่หนึ่งมาโผล่ยังเขตที่พักอาศัยด้านหลัง
เซี่ยเฉาอดไม่ได้ที่จะเหลือบตามองเฉินจี้เป่ยแวบหนึ่ง ซึ่งประจวบเหมาะกับที่เฉินจี้เป่ยก็กำลังหันมามองเธออยู่พอดี สายตาของเขาทอดมองขึ้นไปทางหน้าต่างบันไดที่อยู่ไม่ไกลนัก
ตอนนั้นพวกเขาก็เห็นหลี่เป่าเซิงกับหวังเสี่ยวชุนยืนคุยกันอยู่ตรงจุดนั้นแหละ เฉินจี้เป่ยยังเคยถามเธอเลยว่า ทำไมเธอถึงไม่รินน้ำให้เขาบ้าง ทำไมไม่เรียกเขาว่า ‘พี่จี้เป่ย’ บ้าง แต่น่าเสียดายที่ตอนนั้นในหัวของเธอเอาแต่คิดวุ่นวายว่าจะบอกเรื่องนี้กับเฉิงเหวินฮว่าดีไหม เลยไม่ได้สนใจคำพูดหยอกเย้าของเขา
เซี่ยเฉาขยับตัวเข้าไปใกล้เฉินจี้เป่ยอีกนิด ก่อนจะยกมือขึ้นป้องปากกระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงล้อเลียน
“คุณยังจำพี่จี้เป่ยริมทะเลสาบต้าหมิงได้ไหมคะ”
เฉินจี้เป่ยหันขวับกลับมามอง ก็พบกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มล้อเลียนของภรรยา ใบหน้าหล่อเหลาของเขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักพเยิดหน้าให้เธอมองไปข้างหน้าพลางเอ่ยตัดบท
“ถึงแล้ว”
ถึงแล้วจริงๆ ด้วย และช่างบังเอิญอะไรขนาดนี้ บ้านเช่าหลังที่ว่าดันตั้งอยู่ติดกับบ้านของหวังเสี่ยวชุนพอดิบพอดี
เพียงแต่สถานที่จริงกลับดูเล็กกว่าที่เจ้าของบ้านโม้กับป้าเหอไว้มาก พอเดินเข้ามาในลานบ้าน ป้าเหอก็เริ่มขมวดคิ้วมุ่นทันที และหลังจากเดินสำรวจจนทั่วแล้ว พอเดินออกมาป้าเหอก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงผิดหวัง
“ไหนคุยโวว่ามีเกือบห้าสิบตารางเมตรไง ฉันดูแล้วขนาดสี่สิบตารางเมตรยังไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ เล็กเกินไปจริงๆ”
เซี่ยเฉาเองก็รู้สึกว่ามันคับแคบเกินไปเหมือนกัน ห้องเล็กๆ นั่นนอกจากวางเตาคังแล้ว แทบจะไม่มีที่ว่างให้วางเท้าเลยด้วยซ้ำ
แถมเจ้าของบ้านยังกล้าเรียกค่าเช่าตั้งสี่หยวนแปดเหมา โดยอ้างสรรพคุณเสียงดังฟังชัด
“ถึงจะเล็กไปหน่อย แต่ทำเลดีเยี่ยมเลยนะ ข้างหน้าก็เป็นห้างสรรพสินค้า เดินไปร้านค้าผักสาขาห้าก็ไม่ไกล จะซื้อหาอะไรก็สะดวกสบาย แถวนี้บ้านเช่าเราไม่เคยว่างหรอกนะจะบอกให้”
ถ้าพูดกันแค่เรื่องทำเล มันจะไปสู้บ้านที่เธอเช่าอยู่ตอนนี้ได้ยังไง แถมข้างบ้านหลังนี้ยังมีระเบิดเวลาอย่างหวังเสี่ยวชุนอาศัยอยู่ด้วยอีกต่างหาก
เซี่ยเฉายิ้มบางๆ ไม่ได้โต้ตอบอะไร เธอเดินออกมาจากในบ้าน แล้วปรายตามองไปทางบ้านข้างๆ ที่คล้องกุญแจล็อคเอาไว้
“ฝั่งนั้นไม่มีคนอยู่เหรอคะ”
เจ้าของบ้านเข้าใจผิดคิดว่าเธอสนใจจะเช่าบ้านหลังข้างๆ แทน จึงรีบทำท่าทางระแวดระวังและรีบพูดดักคอทันที
“ไม่มีคนอยู่หรอก แต่เจ้าของบ้านนิสัยไม่ได้เรื่อง ก่อนหน้านี้ปล่อยเช่าให้พวกทำตัวเหลวแหลกมักมากในกาม จนเมียหลวงเขาบุกมาอาละวาดตบตี ไล่ตะเพิดออกไปแล้ว”
“มักมากในกาม?”
เซี่ยเฉาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ
หลังจากเกิดเรื่องฉาวโฉ่กับหลี่เป่าเซิง หวังเสี่ยวชุนยังกล้าทำตัวไม่ระมัดระวังอีกเหรอ หัวแข็งหรือว่าไม่เข็ดหลาบกันแน่นะ
ทว่าคำตอบของเจ้าของบ้านกลับทำให้เธอต้องประหลาดใจยิ่งกว่า
“ใช่สิ สองแม่ลูกนั่นแหละ ตัวแม่ไปเกาะแกะกับหัวหน้าเหยียนโรงงานเครื่องจักร ส่วนตัวลูกสาวเองก็ประวัติไม่ค่อยสะอาดนักหรอก สุดท้ายเมียของหัวหน้าเหยียนรู้เรื่องเข้า ก็เลยบุกมาพังข้าวของจนเละเทะ แถมยังข่วนหน้าจนลายพร้อยไปหมด”
ที่แท้ก็เป็นแม่ของหวังเสี่ยวชุนนี่เอง... โธ่เอ๊ย นึกว่าใคร ที่แท้ก็เป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น สืบทอดเจตนารมณ์กันมาทั้งตระกูล...
เซี่ยเฉาไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อ เธอเพียงแค่บอกว่าจะขอกลับไปปรึกษากันดูก่อน แล้วจึงขอตัวลากลับออกมา
“ป้าว่าพวกเธอค่อยๆ พิจารณาดูเถอะ”
พอเดินพ้นออกมาจากซอย ป้าเหอก็กดเสียงต่ำลงพลางกระซิบบอก
“ถ้าพื้นที่แค่สามสิบกว่าตารางเมตร เช่าราคานี้มันไม่คุ้มเลยจริงๆ”
เซี่ยเฉาพยักหน้าเห็นด้วย
“ไม่เป็นไรค่ะป้า พวกเราไม่ได้รีบร้อนอะไรอยู่แล้ว”
แต่ทว่าเดินออกมาได้ไม่ไกลนัก สายตาของเธอก็พลันสะดุดเข้ากับร่างที่คุ้นเคยร่างหนึ่ง
ภาพที่เห็นคือหลี่จาวตี้กำลังแบกเป้ใบใหญ่เบ้อเริ่มเทึ่ม มือข้างหนึ่งจูงเด็ก อีกข้างก็อุ้มเด็กไว้อีกคน กำลังเดินเลี้ยวเข้าไปในร้านค้าผักสาขาห้า
เซี่ยเฉาคิดว่าตัวเองตาฝาดไป จึงรีบหันขวับไปมองหน้าเฉินจี้เป่ยเพื่อขอคำยืนยัน แต่เฉินจี้เป่ยเพียงแค่เหลือบตามองเธอด้วยสายตาเรียบเฉยพลางเอ่ยเสียงเรียบ
“คุณพูดจนเขามาจริงๆ ด้วย”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าเขาจะมาล่ะคะ”
เซี่ยเฉาทำตาโต แสร้งทำสีหน้าไร้เดียงสา
ที่เธอจงใจพูดเรื่องข่าวคราวของบ้านตระกูลหลี่ออกไปในตอนนั้น จุดประสงค์แรกก็เพื่อต้องการจะพูดเรื่องการหมั้นหมายให้ชัดเจนต่อหน้าชาวบ้าน จะได้ตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลหลี่ให้สิ้นซาก ส่วนจุดประสงค์ที่สองก็เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของหลี่จาวตี้ ไม่ให้หลี่จาวตี้เอาแต่จ้องจับผิดเธอ
ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ถือว่าน่าพอใจ เพราะจนกระทั่งเธอเดินทางออกมา หลี่จาวตี้ก็ไม่ได้โผล่หน้ามาให้เห็นอีกเลย
ใครจะไปรู้ล่ะว่า พอเธอเพิ่งจะก้าวเท้ากลับมาถึงเมืองเจียงได้ไม่ทันไร หลี่จาวตี้ก็ตามหลังมาติดๆ แบบนี้
[จบบท]