บทที่ 340: แรงงานดีเด่น
“ถ้าไม่ได้จะแบ่งส่วนแบ่งให้เธอ แล้วฉันจะถ่อสังขารมาคุยเรื่องพวกนี้กับเธอทำไมล่ะ”
ซุนชิงล้วงเอากำธนบัตรใบย่อยออกมาจากกระเป๋าเสื้ออย่างไม่รอช้า พลางนับส่งให้เซี่ยเฉาอย่างคล่องแคล่ว
“ตกลงกันไว้แล้วนี่นาว่าตัวนึงให้ส่วนแบ่งเธอห้าเฟิน ทั้งหมดสามสิบเจ็ดตัวก็เป็นเงิน... หนึ่งหยวนแปดเหมาห้าเฟิน...”
เมื่อนับจนครบจำนวนแล้ว เธอก็ยื่นส่งใส่มือของหญิงสาวตรงหน้า
เงินจำนวนหนึ่งหยวนแปดเหมาห้าเฟินนี้ หากเทียบกับค่าแรงที่เฉินจี้เป่ยได้รับจากการไปทำถังไม้ให้โรงงานสุราในช่วงไม่กี่เดือนมานี้แล้ว อาจจะดูน้อยนิดจนแทบไม่พอยาไส้สำหรับค่าแรงเพียงวันเดียวเสียด้วยซ้ำ
แต่สำหรับซุนชิงแล้ว เงินจำนวนนี้กลับมีความหมายมหาศาล มันคือจุดเริ่มต้นที่สวยงาม เป็นก้าวแรกของกิจการที่เธอกำลังพยายามสร้างขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง
ผ่านไปเพียงแค่ห้าเดือนเท่านั้น เธอก็สามารถรับออเดอร์ตัดเย็บได้ถึงสามสิบเจ็ดรายการแล้ว ซึ่งนั่นก็เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่าฝีมือการเย็บปักถักร้อยของเธอนั้นยอดเยี่ยมไร้ที่ติ และกลยุทธ์การตลาดแบบลดแลกแจกแถมที่นำมาใช้ก็ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดีเสียด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงเวลาระหว่างปี 1963 ถึง 1972 หรือระยะเวลาสิบปีต่อจากนี้ไป จะเป็นช่วงเวลาที่ประชากรของประเทศเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมหาศาล ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มแบบนี้ย่อมมีอนาคตที่สดใสรออยู่อย่างแน่นอน
เซี่ยเฉารับเงินมาเก็บไว้อย่างไม่อิดออด เมื่อซุนชิงเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก สีหน้าท่าทางดูมีความสุขขึ้นมาทันตาเห็น
“เพราะรับทำเสื้อกั๊กตัวเล็กพวกนี้ ก็เลยมีคนเอาเสื้อผ้าอย่างอื่นมาจ้างให้ฉันตัดเย็บด้วยเหมือนกัน ฉันกะว่าจะไม่คิดส่วนแบ่งตรงนั้นกับเธอนะ”
“เสื้อผ้าพวกนั้นฉันไม่ได้เป็นคนต้นคิดสักหน่อย พี่จะมาคิดส่วนแบ่งให้ฉันทำไมล่ะ”
“ก็ต้องบอกกล่าวกันไว้หน่อยสิ เดือนที่แล้วฉันหาเงินได้มากกว่าปกติตั้งสิบกว่าหยวนเชียวนะ”
ซุนชิงดึงดินสอที่ทัดหูอยู่ออกมากำไว้ในมือ ดวงตาของเธอเป็นประกายมุ่งมั่น ท่าทางกระตือรือร้นเหมือนนักเรียนที่กำลังขอความรู้จากอาจารย์
“เธอมีทีเด็ดอะไรอีกมั้ย บอกฉันหน่อยสิ”
“ทีเด็ดที่ไหนมันจะนึกอยากมีก็มีได้ง่ายๆ กันล่ะ”
เซี่ยเฉาอดขำกับท่าทีจริงจังของอีกฝ่ายไม่ได้
ทว่าซุนชิงกลับไม่ได้ขำด้วย เธอยังคงทำหน้าจริงจังพลางเอ่ยต่อ
“ก็วิธีที่ใช้ก่อนหน้านี้เธอเป็นคนช่วยคิดให้ไม่ใช่เหรอ ฉันว่าหัวสมองอย่างเธอนี่นะ ถ้าเย็บผ้าเป็นขึ้นมาเมื่อไหร่ คงไม่มีที่ว่างให้ฉันทำมาหากินแน่ๆ แต่จะว่าไปเธอก็ทำขนมเก่งมากอยู่แล้วนี่นา เงินเดือนที่หน่วยงานก็ได้เยอะกว่าฉันตั้งเยอะ”
เมื่อเห็นเพื่อนบ้านสาวจริงจังขนาดนี้ เซี่ยเฉาก็หุบยิ้มลงและเริ่มครุ่นคิดตาม
“ฉันไม่มีไอเดียอื่นแล้วจริงๆ เอาอย่างนี้ เดี๋ยวฉันลองถามจี้เป่ยให้”
“ถามเสี่ยวเฉินน่ะเหรอ” ซุนชิงชะงักไปเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ
เซี่ยเฉาพยักหน้ารับพลางขยับตัวลงจากเตาเตียงคังแล้วสวมรองเท้า ก่อนจะตะโกนเรียกสามีที่อยู่ด้านนอก
“จี้เป่ย เข้ามานี่หน่อยสิคะ มีเรื่องจะคุยด้วย”
ในชีวิตก่อนเธอไม่ใช่นักธุรกิจที่เชี่ยวชาญการค้าขาย แต่เฉินจี้เป่ยในนิยายต้นฉบับนั้นใช่ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะมีไอเดียดีๆ อะไรแนะนำก็ได้
ในเวลานั้นเฉินจี้เป่ยกำลังง่วนอยู่กับการผ่าฟืนอยู่ที่ลานบ้าน ร่างสูงสวมเพียงเสื้อตัวในแขนยาวเพื่อความทะมัดทะแมง เมื่อได้ยินเสียงภรรยาเรียกเขาก็ลุกไปล้างมือ แล้วเดินดึงแขนเสื้อลงมาให้เรียบร้อยขณะก้าวเข้ามาในห้อง
“มีอะไรเหรอครับ”
เซี่ยเฉาจึงเล่าเรื่องที่ซุนชิงกำลังรับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้าให้เขาฟังคร่าวๆ โดยไม่ได้ลงลึกรายละเอียดว่าเป็นเสื้อผ้าชนิดไหน เพียงแต่ถามเขาว่าพอจะมีวิธีไหนที่จะช่วยให้หารายได้เพิ่มขึ้นได้บ้าง
เฉินจี้เป่ยเป็นคนหัวไวและเฉียบแหลมอยู่แล้ว เพียงแค่ฟังผ่านๆ เขาก็เดาทางออกได้ทันที
“ในเมื่อต้องอาศัยคนแนะนำลูกค้าปากต่อปาก การให้ส่วนลดดึงดูดคนก็ถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว”
“ไม่มีวิธีอื่นแล้วเหรอ”
ซุนชิงมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย เธอเพิ่งจะได้ลิ้มรสความหอมหวานของรายได้พิเศษและกำลังเครื่องร้อนอยากจะลุยต่อให้เต็มที่
แต่เซี่ยเฉายังไม่รีบร้อนเอ่ยสรุป เธอสังเกตเห็นว่าเมื่อครู่นี้ชายหนุ่มขมวดคิ้วใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง แถมยังปรายตามองมาที่เธอแวบหนึ่งด้วย แสดงว่าต้องมีอะไรเพิ่มเติมแน่ๆ
และก็เป็นไปตามคาด เฉินจี้เป่ยเดินไปรินน้ำใส่แก้วที่โต๊ะอย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“ฐานลูกค้าต้องค่อยๆ สะสมไปเรื่อยๆ ครับ แต่ถ้าอยากได้กำไรเพิ่มขึ้นอีกหน่อยก็พอมีวิธีอื่นอยู่บ้าง”
“วิธีอะไรเหรอ”
“ตัดเสื้อผ้าต้องใช้กระดุมกับยางยืดไม่ใช่เหรอครับ” เฉินจี้เป่ยพิงขอบโต๊ะพลางจิบน้ำเล็กน้อย “คุณลองหาลู่ทางไปรับของพวกนี้มาจากแผนกค้าส่งสินค้าเบ็ดเตล็ดดูสิครับ”
เซี่ยเฉาเข้าใจความหมายของเขาทันที ส่วนดวงตาของซุนชิงก็ลุกวาวขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
“จริงด้วย! ให้ทุกคนมาซื้อของพวกนี้จากฉัน ก็ช่วยประหยัดเวลาที่พวกหล่อนจะต้องไปหาซื้อเอง ฉันก็กินกำไรส่วนต่างตรงกลางได้อีกทาง เท่ากับว่าได้เงินสองต่อเลยนี่นา”
ความคิดของซุนชิงแล่นปราดแตกยอดออกไปอย่างรวดเร็ว
“กระดุมของเสื้อผ้าแบบอื่นก็น่าจะรับมาขายได้เหมือนกัน”
ซุนชิงมองคู่สามีภรรยาตรงหน้าด้วยสายตาชื่นชมราวกับมองเห็นขุมทรัพย์ล้ำค่า
“มะรืนนี้แผนกค้าส่งสินค้าเบ็ดเตล็ดเปิดทำการ ฉันจะลองไปติดต่อดู”
เซี่ยเฉาเองก็อดทอดถอนใจด้วยความนับถือไม่ได้
สมองของคนบางคนก็ดีเลิศโดยธรรมชาติ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมในอนาคตเขาถึงได้กลายเป็นเศรษฐีอันดับต้นๆ ได้
เพียงแต่ในนิยายต้นฉบับไม่ได้เขียนบรรยายรายละเอียดไว้ชัดเจน เธอจึงไม่รู้ว่าจุดเปลี่ยนอะไรที่ทำให้เขาก้าวเข้าสู่เส้นทางสายธุรกิจ เพราะตามหลักเหตุผลแล้ว เขามีฝีมือช่างไม้ติดตัว ขอแค่ทำงานในหน่วยงานไปตามระบบเรื่อยๆ ตำแหน่งช่างเทคนิคระดับสูงก็คงไม่หนีไปไหน แล้วทำไมจู่ๆ เขาถึงตัดสินใจลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวกันนะ
วันหยุดสองวันผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ซุนชิงกระตือรือร้นรีบออกไปติดต่อเรื่องรับซื้อกระดุมและยางยืดตามคำแนะนำ ส่วนเซี่ยเฉาก็กลับไปทำงานตามปกติ
เนื่องจากวันชาติและเทศกาลไหว้พระจันทร์ในปีนี้อยู่ติดกัน งานสโมสรโรงงานจึงถูกเลื่อนออกไปอีกครึ่งเดือน พอได้เวลากลับมาทำงาน เสี่ยวจ้าวนักบัญชีก็เริ่มวิ่งวุ่นตามหาคนมาแสดงโชว์อีกครั้ง บรรยากาศทั่วทั้งโรงงานเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยถกเถียงกันว่าปีนี้ใครจะได้รับตำแหน่งแรงงานดีเด่น และใครจะได้รับรางวัลความก้าวหน้ายอดเยี่ยม
เรื่องขึ้นแสดงโชว์นั้นเซี่ยเฉาไม่คิดจะสนใจอยู่แล้ว แต่ตำแหน่งแรงงานดีเด่นปีนี้เธอต้องคว้ามาครองให้ได้ ซึ่งดูเหมือนว่าเพื่อนร่วมงานในกะทุกคนต่างก็ยอมรับและคิดเห็นตรงกันในเรื่องนี้
เพียงแต่สิ่งที่เซี่ยเฉาคาดไม่ถึงก็คือ ในตอนเย็นหลังเลิกงาน ขณะที่เธอกำลังถือเนื้อเพลงสำหรับซ้อมลิปซิงค์เพื่อเตรียมกลับไปท่องจำที่บ้าน ทันทีที่ก้าวเท้าพ้นประตูใหญ่ของโรงงาน เธอก็ถูกคนดักหน้าเอาไว้
…
ท้องฟ้าฤดูใบไม้ร่วงดูสูงลิบลิ่ว แสงแดดในยามเที่ยงวันยังคงแผดเผาจนรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว ทว่าเมื่อดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลับขอบฟ้า ลมเย็นยะเยือกก็เริ่มพัดโชยมาเป็นระลอก
เซี่ยเฉาเก็บเนื้อเพลงที่คัดลอกมาใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ ในมือยังถือจดหมายฉบับหนึ่งที่เพิ่งไปรับมาจากป้อมยาม ตอนแรกเธอไม่ได้สังเกตเห็นคนที่ยืนขวางทางอยู่
ชายคนนั้นจงใจเดินเข้ามาดักหน้าเธอ โดยยืนขวางอยู่ห่างจากรถจักรยานของเฉินจี้เป่ยประมาณห้าเมตร
“สหายเซี่ย ฉันอยากขอคุยด้วยหน่อย”
สายตาของเซี่ยเฉาจึงได้โฟกัสไปที่ร่างของชายคนนั้น
รูปร่างค่อนข้างท้วมสวมทับด้วยชุดจงซานที่ตัดเย็บจากผ้าขนสัตว์ราคาแพง ภายใต้หมวกแก๊ปผ้าขนสัตว์เนื้อดีปรากฏใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลาที่กำลังส่งยิ้มมาให้ ดูคุ้นตาอย่างประหลาด... เขาคือหัวหน้าแผนกหานจากโรงงานอาหารอำเภอหงเซียงนั่นเอง
ตอนที่เจอกันบนรถไฟครั้งนั้น เขาก็ยิ้มแบบนี้ และยังพูดจาโต้ตอบกับรองหัวหน้าแผนกฉางอย่างดุเดือด ดูไม่ออกเลยสักนิดว่าเบื้องหลังทั้งสองคนจะแอบสมคบคิดกันอยู่
เซี่ยเฉาไม่ได้อยากจะเสวนากับจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์พรรค์นี้เท่าไหร่นัก เธอจึงยิ้มตอบกลับไป
“เราไม่น่าจะมีเรื่องอะไรต้องคุยกันนะคะ”
“คนหนุ่มคนสาวอย่าเพิ่งพูดจาตัดรอนกันแบบนั้นสิ มีเพื่อนเพิ่มขึ้นอีกคน ก็เหมือนมีลู่ทางเพิ่มขึ้นอีกทาง”
น้ำเสียงของหัวหน้าแผนกหานฟังดูนุ่มนวลเป็นมิตร ราวกับผู้ใหญ่ใจดีที่กำลังมองเด็กรุ่นหลังด้วยความชื่นชม
“ฉันไม่รบกวนเวลาเธอนานหรอก แค่ห้านาทีก็พอ” เขาพูดพลางยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูประกอบ
เซี่ยเฉาเหลือบตามองไปด้านหลัง เห็นเฉินจี้เป่ยยืนอยู่ที่รถจักรยานด้านหลังชายคนนี้ไม่ไกล หากเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากลอะไรขึ้น เขาสามารถพุ่งเข้ามาช่วยได้ทันที
ความอุ่นใจทำให้เธอตัดสินใจไม่รีบร้อนเดินหนี
“หัวหน้าแผนกหานมาหาฉันแบบนี้ คิดจะมาเกลี้ยกล่อมให้แปรพักตร์เหรอคะ”
ด้วยระดับความสามารถในการตีสองหน้าของจิ้งจอกเฒ่าตัวนี้ เขาควรจะแกล้งทำเป็นไขสือแล้วบอกว่า 'ฉันไม่รู้เรื่องที่เธอพูด' แต่หัวหน้าแผนกหานกลับหัวเราะเบาๆ
“นี่ไม่ใช่ยุคสงครามสักหน่อย จะมาแปรพงแปรพักตร์อะไรกัน ถ้ามีคนยินดีจะร่วมมือกับฉัน ก็ย่อมแปลว่าทางฉันมีสิ่งที่เขาต้องการอยู่”
ทั้งที่ยืนอยู่หน้าโรงงานคู่แข่งแท้ๆ แต่สีหน้าของเขากลับยังคงสงบนิ่ง ไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังย้อนถามกลับมาอีกว่า
“เธอไม่อยากรู้เหรอว่าครั้งนี้ฉันมีข้อเสนออะไรมาแลกเปลี่ยน”
เซี่ยเฉาพบว่าคนคนนี้มีบางอย่างคล้ายคลึงกับรองหัวหน้าแผนกฉางอย่างน่าประหลาด ทั้งคู่ต่างก็มีใบหน้าเปื้อนยิ้มแต่ในใจกลับซ่อนมีดเอาไว้ มิน่าล่ะถึงได้เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย
เธอยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาแล้วยิ้มมุมปาก
“ผ่านไปครึ่งนาทีแล้วค่ะ”
[จบบท]