บทที่ 349: ผมทรงใหม่
เฉินจี้เป่ยกลัวว่าเธอจะหกล้ม จึงรีบยื่นมือเข้ามาประคองร่างของเธอไว้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งก้มศีรษะลงต่ำเพื่อให้เธอสัมผัสใบหน้าของเขาได้ถนัดถนี่
“คุณอย่าขยับตัวมั่วซั่วสิครับ”
แม่เซี่ยเห็นภาพความสนิทสนมนั้นก็รีบเบือนหน้าหนีทันที หญิงสูงวัยแสร้งทำเป็นเดินไปเปิดประตูออกไปข้างนอก ราวกับว่าตนเองมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น
เซี่ยเฉาฉวยโอกาสนี้หอมแก้มชายหนุ่มฟอดใหญ่ เสียงดังฟังชัด เธอเฝ้ามองใบหูของเขาที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วค่อยๆ ปล่อยมือออกจากตัวเขา
“ดูแลตัวเองดีๆ นะคะ”
“อืม”
เฉินจี้เป่ยโอบกอดเธอผ่านหน้าท้องที่นูนป่องออกมา เมื่อเห็นว่าแม่ยายยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับเข้ามาในห้อง เขาจึงก้มหน้าลงจูบที่แก้มของเธอเบาๆ เป็นการบอกลา
ในช่วงสายของวันแรก เฉินจี้เป่ยก็ออกเดินทางไป เขาไม่ยอมให้ใครไปส่งที่สถานีรถไฟ เพียงแค่หิ้วกระเป๋าถือเดินออกจากบ้านไปเพียงลำพัง
ก่อนออกจากบ้าน เขายังคงไปส่งเซี่ยเฉาทำงานตามปกติ และบังเอิญเจอกับพี่กัวที่หน้าประตูโรงงานพอดี เลยถูกพี่กัวแซวเข้าชุดใหญ่
“ฉันก็ว่าทำไมท้องของคุณดูใหญ่กว่าปกติ ที่แท้ก็ได้ลูกแฝดนี่เอง ถ้าเสี่ยวเฉินของบ้านคุณไม่พูดขึ้นมา ฉันก็คงยังไม่รู้เรื่องหรอกนะเนี่ย”
เซี่ยเฉาเป็นคนประเภทที่ไม่ชอบทำตัวโดดเด่นหรือป่าวประกาศเรื่องส่วนตัว หากไม่มีใครเอ่ยปากถาม เธอก็จะไม่เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน
แต่ทว่าพอลับหลังเฉินจี้เป่ยเดินทางจากไป ข่าวเรื่องนี้ก็แพร่สะพัดจนผู้คนมากมายต่างพากันรับรู้ แม้แต่เหอเอ้อลี่ก็ยังอุตส่าห์วิ่งแจ้นมาหาเธอถึงที่แผนกเพื่อแสดงความมีน้ำใจ
“นี่ก็จวนจะเข้าหน้าหนาว หิมะตกแล้ว ถ้าเธอมีเรื่องอะไรให้ช่วยก็บอกฉันได้เลยนะ เรื่องไหนที่ผมจัดการไม่ได้ ฉันจะกลับไปบอกพ่อกับแม่ให้มาช่วยจัดการให้”
เซี่ยเฉาได้ฟังดังนั้นก็อดรู้สึกอ่อนใจระคนขบขันไม่ได้ เธอทำได้เพียงกล่าวขอบคุณในความหวังดีของอีกฝ่าย ก่อนจะเอ่ยถามเหอเอ้อลี่กลับไปเรื่องงาน
“รอบนี้นายคงจะได้เลื่อนขั้นเงินเดือนแล้วใช่ไหม”
ตามปกติแล้วหากทำงานครบหนึ่งปี เงินเดือนก็จะได้รับการปรับขึ้นจากระดับหนึ่งไปอีกระดับหนึ่ง แต่ทว่าเหอเอ้อลี่คนนี้เมื่อก่อนไม่ค่อยตั้งใจทำงาน มักจะมีข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ จนถูกหักเงินอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เงินเดือนระดับนี้ไม่เคยขยับขึ้นไปสักที จนถึงตอนนี้เขาก็ยังได้รับเงินเดือนแค่สามสิบกว่าหยวนเท่านั้น
“ได้ขึ้นแล้ว”
เหอเอ้อลี่ยกมือขึ้นเกาหัวแก้เก้อ พร้อมกับรอยยิ้มกว้าง
“เดือนหน้าเขาก็จะปรับขึ้นให้ฉันแล้ว”
เฉินจี้เป่ยที่เข้ามาทำงานทีหลังเขา ตอนนี้เงินเดือนพุ่งไปถึงระดับสามแล้ว ส่วนเซี่ยเฉาเองก็กำลังจะได้เลื่อนขั้นอีกหนึ่งระดับ มีแต่เขาที่ยังย่ำอยู่กับที่ในระดับหนึ่ง พอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็อดรู้สึกเขินอายไม่ได้จริงๆ
แสงแดดในยามสายกำลังทอประกายอบอุ่น งานในแผนกก็เพิ่งจะเสร็จสิ้นไปช่วงหนึ่ง เซี่ยเฉาจึงถือโอกาสยืนคุยกับเขาต่อท่ามกลางแสงแดดอุ่นๆ
“ในเมื่อนายไหว้ครูแล้ว ตัวคนก็กลับตัวกลับใจมาตั้งใจทำงานแล้ว แถมเดี๋ยวเงินเดือนก็จะขึ้นอีก ป้าเหอก็คงจะเริ่มเตรียมหาลูกสะใภ้ให้นายแล้วสินะ”
ปีหน้าเหอเอ้อลี่ก็จะอายุครบยี่สิบสี่ปีแล้ว ในยุคทศวรรษที่หกสิบซึ่งยังไม่มีการรณรงค์เรื่องการแต่งงานช้าหรือมีลูกช้า อายุขนาดนี้ถือว่าเป็นวัยที่สมควรแก่การแต่งงานอย่างยิ่ง
เซี่ยเฉาเอ่ยถามเขาด้วยรอยยิ้มที่มีความนัยแฝงอยู่
“แล้วนายกับแม่สาวน้อยคนนั้นเป็นยังไงบ้างแล้วล่ะ”
เหอเอ้อลี่รีบปฏิเสธทันควัน
“ฉันกับหล่อนไม่ได้มีอะไรกันสักหน่อย เธอ... เธออย่าพูดมั่วสิ!”
แม้ปากจะปฏิเสธเสียงแข็ง แต่ใบหน้าของเขากลับแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู
“ฉันยังไม่ได้เอ่ยชื่อเลยว่าเป็นสาวน้อยบ้านไหน แล้วนายมั่นใจได้ยังไงว่าเป็นเธอ”
เซี่ยเฉายิ้มล้อเลียนอย่างรู้ทัน
ใบหน้าของเหอเอ้อลี่ยิ่งแดงจัดขึ้นไปอีกจนแทบจะระเบิด
“เอาเป็นว่าฉันกับหล่อนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกัน เธออย่าพูดไปเรื่อย เดี๋ยวคนอื่นมาได้ยินเข้ามันจะไม่ดี”
ดูจากท่าทางแบบนี้แล้ว ชัดเจนเลยว่าเขายังคงแอบรักข้างเดียวอยู่ ถ้าหากว่าเริ่มจีบหรือมีความคืบหน้าไปบ้างแล้ว เขาคงไม่มีท่าทีตื่นตระหนกขนาดนี้ จนถึงขั้นไม่กล้าให้ใครเอ่ยถึงแม้แต่คำเดียว
แต่ถ้าหากว่าตัดใจไปแล้วจริงๆ ก็ไม่เห็นจะต้องหน้าแดงขนาดนี้ พอพูดถึงผู้หญิงคนนั้นขึ้นมา คนก็เริ่มจะติดอ่างพูดจาตะกุกตะกักเสียอย่างนั้น
เซี่ยเฉาจึงเตือนสติเขาด้วยความหวังดี
“ถ้านายมีคนที่ถูกใจ ก็ต้องรู้จักไขว่คว้าเอาไว้ด้วยตัวเองนะ ไม่อย่างนั้นป้าเหอคงได้จัดหาคู่ดูตัวให้นายแน่ๆ”
เหอเอ้อลี่ยังคงดูขลาดกลัว เขารรีบพยักหน้าส่งๆ อย่างขอไปที
“ที่ห้องช่างไม้ยังมีงานค้างอยู่ ฉันขอตัวก่อนนะ”
พูดจบเขาก็รีบชิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
ช่วงบ่ายของวันนั้น เซี่ยเฉาก็ได้รับโทรศัพท์จากเฉินจี้เป่ยแจ้งว่าเขาเดินทางถึงที่หมายอย่างปลอดภัยแล้ว
พอถึงเวลาเลิกงานตอนเย็น นี่เป็นครั้งแรกที่ไม่มีใครมารอรับเธอกลับบ้าน ก่อนเข้านอนตอนที่ต้องอุ่นเตียงให้ร้อน บนชุดเครื่องนอนชุดใหญ่ที่ปูลาดไว้อย่างเรียบร้อย กลับมีหมอนวางอยู่เพียงใบเดียวโดดเดี่ยว
เซี่ยเฉามองดูความว่างเปล่านั้นด้วยความรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง แม่เซี่ยสังเกตเห็นอาการของลูกสาวจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ให้แม่มานอนเป็นเพื่อนไหมลูก”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ”
เซี่ยเฉาส่ายหน้าปฏิเสธเบาๆ
ในอดีตเธอเคยชินกับการใช้ชีวิตตัวคนเดียวมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ไปเรียนหนังสือต่างเมือง หรือตอนที่ใช้ชีวิตระหกระเหินอยู่ในเมืองหลวงเพียงลำพัง
หลังจากที่ปู่กับย่าเสียไป แม้แต่ในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ต้องฉลองคนเดียว เธอก็ยังสามารถลุกขึ้นมาทำอาหารโต๊ะใหญ่กินเองได้ โดยไม่รู้สึกเงียบเหงาหรือว้าเหว่แต่อย่างใด
ไม่คิดเลยว่าเวลาผ่านไปเพียงแค่ปีครึ่ง เธอจะเสียนิสัยจนกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว
เซี่ยเฉาถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกแล้วปีนขึ้นไปนั่งบนเตียงคัง เมื่อเห็นว่าแม่เซี่ยยังคงมีสีหน้ากังวล เธอจึงดึงผ้าห่มมาคลุมขาเอาไว้ พร้อมกับเริ่มแกะยางมัดผมพลางเอ่ยถามเปลี่ยนเรื่อง
“แม่ว่าผมของหนูยาวเกินไปหรือยังคะ ผมยาวแย่งสารอาหาร เดี๋ยวตอนอยู่ไฟเดือนแรกจะดูแลยากด้วย”
แม่เซี่ยพยักหน้าเห็นด้วย
“ก็ควรจะตัดได้แล้วล่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้แม่ตัดให้”
ที่บ้านเกิดในชนบท การจะออกไปร้านตัดผมนั้นไม่สะดวกสบายเหมือนในเมือง บ้านส่วนใหญ่จึงมักจะซื้อกรรไกรสักสองเล่มกับปัตตาเลี่ยนมือไสมาติดบ้านไว้ แล้วตัดกันเองในครอบครัว ร่างเดิมของเซี่ยเฉาก็เติบโตมากับการตัดผมด้วยฝีมือแม่แบบนี้เช่นกัน
“ไปตัดที่ร้านเถอะค่ะ ไม่กี่เหมาหรอก”
เซี่ยเฉาเสนอความคิดเห็น
“พรุ่งนี้เป็นวันหยุดพอดี ถือโอกาสแวะไปที่ตลาดเล็กด้วย เผื่อมีคนเอายาเส้นมาขาย จะได้ซื้อไปฝากลุงเหอหน่อย บ้านลุงเหอช่วยเอาของมาส่งให้เราตั้งเยอะ รอบนี้จี้เป่ยก็ยังไหว้วานให้เหอเอ้อลี่ช่วยดูแลทางนี้อีก”
“เอางั้นก็ได้”
แม่เซี่ยไม่มีข้อขัดแย้ง เมื่อเห็นลูกสาวล้มตัวลงนอนเรียบร้อยแล้ว เธอจึงเดินกลับไปที่เตียงคังฝั่งทิศเหนือแล้วดึงประตูเลื่อนปิดลง
วันรุ่งขึ้น หลังจากที่สองแม่ลูกกินข้าวเช้าเสร็จเรียบร้อย ก็พากันไปร้านตัดผมเป็นอันดับแรก
เซี่ยเฉาไม่ได้เลือกตัดทรง 'ทรงผมห้าดี' ยอดฮิต ที่หน้าม้าเต่อสั้นกุดและปลายผมตัดตรงเสมอติ่งหูแบบนั้น เพราะมันดูน่าเกลียดเกินไปสำหรับรสนิยมของเธอ เธอเลือกที่จะให้ช่างตัดเล็มความยาวออกจนเหลือแค่ประบ่า
ทรงนี้เวลาปล่อยผมธรรมดา ปลายผมก็จะช่วยคลุมต้นคอไม่ให้หนาว แต่เวลาทำงานก็สามารถรวบขึ้นเป็นหางนกกระจอกได้ ดูทะมัดทะแมงและเรียบร้อย
พอตัดเสร็จแล้วก็รู้สึกว่าศีรษะเบาสบายขึ้นมาก เซี่ยเฉายกมือขึ้นทัดปอยผมข้างหนึ่งไปไว้ที่หลังใบหู เผยให้เห็นใบหูเล็กๆ น่ารักและโครงหน้าด้านข้างที่งดงามประณีต บุคลิกของเธอดูเปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยถักเปียหางม้าดูใสซื่อบริสุทธิ์ กลายมาเป็นหญิงสาวที่ดูอ่อนโยน งดงามหมดจด และดูสง่างามเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ยิ่งมองก็ยิ่งสวยจับตา
สองแม่ลูกเดินเคียงคู่กันไปที่ตลาดเล็ก ตลอดทางมีผู้คนเหลียวหลังหันมามองกันเกรียวกราว จนแม่เซี่ยเริ่มรู้สึกวางตัวไม่ถูก
“คนเขามองพวกเราแม่ลูก สงสัยจะนึกว่าเป็นพี่น้องคู่แฝดกันแน่เลย วันหลังแม่ลองมาตัดทรงนี้บ้างสิคะ” เซี่ยเฉาเอ่ยเย้าแหย่ผู้เป็นแม่
แม่เซี่ยรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที
“แม่แก่จนเป็นยายแก่แล้ว จะมาตัดผมทรงอะไรกัน แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว”
พอดีกับที่เดินมาถึงตลาดเล็ก เธอจึงรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน
“ไหนลูกบอกว่าจะซื้อยาเส้นไม่ใช่เหรอ ตรงโน้นมีขายอยู่เจ้าหนึ่ง”
ช่วงปลายเดือนตุลาคม เป็นช่วงเวลาที่มีคนนำยาเส้นออกมาวางขายกันแล้วจริงๆ โดยวางขายปะปนอยู่กับแผงขายเห็ด หูหนู ลูกสน และลูกเฮเซลนัท
เซี่ยเฉามองหาแม่ค้าเด็กสาวคนเดิมที่เคยซื้อประจำด้วยความเคยชิน แต่กวาดสายตาไปรอบๆ แล้วกลับไม่พบแม้แต่เงา เธอจึงเดินดูตามแผงอื่นๆ เคียงคู่ไปกับแม่เซี่ยเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพสินค้า
พูดตามตรงว่าเธอรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ยาเส้นส่วนใหญ่ในตลาดวันนี้คุณภาพสู้ของที่เธอเคยซื้อจากเด็กสาวคนนั้นเมื่อสองปีก่อนไม่ได้เลย มีอยู่เจ้าหนึ่งที่คุณภาพพอจะใกล้เคียงกัน แต่ในเมื่อคุณภาพพอๆ กัน เธอก็อยากจะอุดหนุนเด็กสาวคนนั้นมากกว่า เพราะรู้ดีว่าทางบ้านของเด็กสาวมีความจำเป็นต้องใช้เงินรักษาแม่ที่กำลังป่วย
“ป้าคะ เด็กผู้หญิงที่ขายของตรงนี้วันนี้ไม่มาเหรอคะ”
หลังจากเดินวนดูจนทั่วแล้ว เธอก็ลองเอ่ยถามแม่ค้าวัยกลางคนที่ขายของอยู่ข้างๆ แผงประจำของเด็กสาว
เซี่ยเฉามักจะมาอุดหนุนของจากเด็กสาวคนนั้นอยู่บ่อยๆ และบางครั้งก็ยังช่วยซื้อของจากแผงข้างเคียงด้วย ทำให้แม่ค้าคนนั้นจดจำเธอได้ดี จึงตอบกลับมาว่า
“ไม่มาจ้ะ ไม่เห็นหน้ามาหลายวันแล้ว ไม่ได้บอกกล่าวอะไรไว้ด้วยนะ ไม่รู้ว่าแม่ของแกป่วยกำเริบขึ้นมาอีกหรือเปล่า”
[จบบท]