บทที่ 42: ช่วยคน
สตรีผู้นั้นคะเนจากสายตาน่าจะมีอายุราวสี่สิบปี รูปร่างหน้าตาจัดว่าพอไปวัดไปวาได้ ติดเพียงแค่คิ้วที่ดูบางเบาไปสักหน่อย และคงเพราะยืนตากฝนรอนานเกินไป รองเท้าคู่เก่งของหล่อนจึงเปียกชุ่มจนดูไม่ได้
เฉินจี้เป่ยพิจารณาแล้วมั่นใจว่าตนไม่เคยรู้จักอีกฝ่ายมาก่อน “มีธุระอะไรหรือเปล่า”
เมื่อเห็นชายหนุ่มไม่ปฏิเสธ นัยน์ตาของหญิงวัยกลางคนก็ทอประกายวาววับ หล่อนกวาดสายตามองสำรวจเรือนร่างกำยำของเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ยิ่งพิศมองก็ยิ่งฉายแววพึงพอใจออกมา
“แน่นอนว่าต้องมีธุระสำคัญ แต่เรื่องแบบนี้จะให้พูดต่อหน้าคนนอกก็คงไม่เหมาะ บ้านฉันอยู่แถวนี้เอง เธอตามฉันมาสิ ไปคุยกันที่บ้านเถอะ”
เฉินจี้เป่ยขมวดคิ้วมุ่นด้วยความอึดอัดจากการถูกสายตาโลมเลียคู่นั้นจ้องมอง เขาไม่ต่อความยาวสาวความยืด ขยับรถจักรยานเบี่ยงหลบแล้วเดินหนีทันที
“เอ๊ะ! พ่อหนุ่มอย่าเพิ่งไปสิ!” ผู้หญิงคนนั้นรีบสาวเท้าวิ่งตามมาดักหน้า “ฉันมีเรื่องอยากวานให้เธอช่วย มีเงินค่าจ้างให้อย่างงามเลยนะ!”
หากเป็นคนทั่วไป พอได้ยินคำว่ามีเงินรางวัลล่อใจ อย่างน้อยก็คงต้องชะงักฝีเท้าเพื่อสอบถามรายละเอียดกันบ้าง
ทว่าเฉินจี้เป่ยกลับไม่ใช่คนเหล่านั้น นอกจากเขาจะไม่หยุดฟังแล้ว สองขายาวๆ นั่นยังก้าวยาวขึ้นและเร็วกว่าเดิมเสียอีก
แม่สาวคิ้วบางมัวแต่รีบร้อนจนไม่ทันระวัง ย่างเท้าพลาดลื่นไถลจนล้มก้นจ้ำเบ้ากระแทกพื้นโคลนอย่างจัง แต่หล่อนหากลัวความเจ็บปวดหรือห่วงสวยไม่ รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนทั้งที่เนื้อตัวเปรอะเปื้อน
“พ่อหนุ่ม! ฉันอยากจะขอยืมเชื้อจากเธอหน่อย!”
ยืมเชื้อ?
คราวนี้เฉินจี้เป่ยยอมหยุดฝีเท้าลงจนได้ ทว่าใบหน้าหล่อเหลานั้นกลับฉายแววบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด
หญิงวัยกลางคนกลัวเขาจะเข้าใจผิดไปใหญ่โต จึงรีบโบกไม้โบกมืออธิบายพัลวัน “ไม่ใช่ของฉันนะ คืออย่างนี้... เป็นเรื่องของญาติฉันเอง”
หล่อนขยับตัวเข้าไปใกล้ กระซิบกระซาบพลางสอดส่ายสายตามองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง “ญาติของฉันคนนั้นแต่งงานมาเจ็ดแปดปีเข้าไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มีลูกสักที สามีของหล่อนเป็นหมัน แต่ก็กลัวจะโดนชาวบ้านเขานินทาเอา เลยบอกให้เมียหาวิธีออกมาขอยืมเชื้อจากข้างนอกเอาเอง พอดีฉันดันไปได้ยินเมียของนายพูดว่าเธอเก่งกาจเรื่องบนเตียง...”
“เมียผมพูด?” สีหน้าของเฉินจี้เป่ยชะงักกึก ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
“ก็ใช่น่ะสิ”
หญิงคนนั้นกลัวเขาจะไม่เชื่อ จึงรีบสาธยายวีรกรรมที่เซี่ยเฉาคุยโวเอาไว้ในวันนั้น พร้อมทั้งใส่สีตีไข่เพิ่มความน่าเชื่อถือเข้าไปอีกยกใหญ่
“เธอเพิ่งจะแต่งงานข้าวใหม่ปลามัน คืนหนึ่งล่อไปตั้งหกเจ็ดรอบแบบนั้นแม่หนูคนนั้นจะไปรับไหวได้ยังไง ฉันเห็นเตียงเตาที่บ้านพวกนายพังถล่มไปตั้งสองรอบแล้ว เธอสู้แบ่งแรงเหลือๆ นั่นมาใช้ข้างนอกดีกว่า ญาติของฉันบอกว่าหล่อนให้ค่าเหนื่อยได้ถึงห้าร้อยหยวนเลยนะ ถ้าเธอตกลง พรุ่งนี้ฉันจะเขียนจดหมายไปตามหล่อนให้มาอยู่สักสองเดือน...”
เฉินจี้เป่ยไม่รอฟังข้อเสนอวิปริตนั้นจนจบ เขาหมุนตัวเดินหนีออกไปทันทีด้วยใบหน้าเย็นชา แผ่นหลังกว้างที่เดินจากไปนั้นแผ่รังสีความดุดันจนน่าขนลุก
ทางด้านเซี่ยเฉาเองก็ยังไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่า เรื่องโกหกพกลมที่ตัวเองปั้นน้ำเป็นตัวเอาไว้ได้ลอยไปเข้าหูเจ้าทุกข์เข้าให้แล้ว ในเวลานี้เธอกำลังง่วนอยู่กับการทำโครงการใหญ่
ช่วงเที่ยงฝนเริ่มซาเม็ด พอตกบ่ายเธอก็ออกจากบ้านไปหักกิ่งหลิวสดๆ มาจำนวนหนึ่ง แล้วลงมือสาน ‘ไซดักปลา’ ขึ้นมา
อุปกรณ์ชิ้นนี้มีลักษณะคล้ายกับข้องใส่ปลา แต่จะสานให้มีตาห่างกว่า โดยเว้นช่องเปิดไว้ทางด้านข้าง เวลาวางไซจะหันปากทางเข้าให้สวนทางกับกระแสน้ำ เลือกวางในจุดที่น้ำไหลเชี่ยวสักหน่อย พอปลาหลงว่ายเข้าไปข้างในแล้ว ก็จะหมดสิทธิ์ว่ายย้อนกลับออกมา
สมัยเด็กเธอเติบโตมากับปู่และย่า ไม่ได้ถูกจับเรียนพิเศษวิชาการเคร่งเครียดเหมือนเด็กคนอื่น แต่กลับได้วิชาความซุกซนมาเต็มกระเป๋า
อีกอย่างก็ไม่มีใครมาคอยจู้จี้บังคับ ขอแค่ทำการบ้านเสร็จ หน้าร้อนก็กระโดดลงแม่น้ำจับปลา หน้าหนาวก็ลากเลื่อนเล่นบนลานน้ำแข็ง อยากเล่นอะไรก็เล่นได้เต็มที่ ทำให้เธอเติบโตมาโดยไม่รู้สึกต้องแก่งแย่งชิงดีกับใคร
พอเรียนจบมหาวิทยาลัยเลือกไปทำงานเป็นสาวออฟฟิศในเมืองหลวงได้ไม่กี่ปีก็เริ่มหมดไฟ รู้สึกว่าชีวิตแบบนั้นมันไร้รสชาติ สู้กลับมาใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่บ้านเกิดยังจะดีเสียกว่า
พอย้อนกลับไปคิดดูแล้ว ช่วงเวลาที่ได้เล่นสนุกสุดเหวี่ยงในตอนเด็กนั่นแหละ คือช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิต
เซี่ยเฉาหิ้วไซดักปลาทำมือเดินเลาะไปตามริมแม่น้ำ พยายามมองหาทำเลที่เงียบสงบและลับตาคน ไม่อย่างนั้นอุตส่าห์ลงแรงสานมาตั้งค่อนวัน อาจจะโดนมือดีที่ไหนมาขโมยผลงานไปกินฟรีๆ
ในที่สุดเธอก็เจอทำเลทองบริเวณใต้สะพานรถไฟ ปกติคนสัญจรข้ามสะพานรถไฟก็น้อยอยู่แล้ว ยิ่งใต้สะพานน้ำยิ่งลึก ช่วงเดือนพฤษภาคมอากาศยังไม่ร้อนจัด คงไม่มีใครนึกอยากลงไปซักผ้าคลายร้อนแถวนี้
พอดีสายตาเหลือบไปเห็นจุดน้ำวนเล็กๆ ที่กระแสน้ำไหลเชี่ยว เธอจึงจัดการยึดไซดักปลาไว้ใต้น้ำตรงจุดนั้น
พอดำเนินการเสร็จเรียบร้อยก็ปีนกลับขึ้นฝั่ง กะว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยหาเวลาแวะมาดูผลประกอบการ
เซี่ยเฉาดึงขากางเกงที่ถลกไว้ลง เพิ่งจะสวมถุงเท้าและรองเท้าเสร็จเรียบร้อย สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นคนหน้าคุ้นเคยยืนอยู่บนสะพาน
จะเรียกว่าสนิทสนมก็คงไม่ใช่ เพราะเคยเจอกันแค่ครั้งเดียวที่บ้านของลู่เจ๋อถง แต่การพบกันครั้งนั้นมันช่างตราตรึงใจเสียเหลือเกิน เซี่ยเฉาจึงจำได้แม่นยำว่าผู้หญิงคนนั้นคือ หยางเฉี่ยวเจวียน น้องสาวของน้องสะใภ้หลิวเถี่ยผิง
หยางเฉี่ยวเจวียนดูเหมือนจะไม่ทันสังเกตเห็นเธอ หญิงสาวคนนั้นเอาแต่ยืนเหม่อลอย เกาะราวสะพานจ้องมองผิวน้ำเบื้องล่างนิ่งงัน
ประจวบเหมาะกับที่เซี่ยเฉาเองก็ไม่อยากจะไปข้องแวะกับคนบ้านนั้นสักเท่าไหร่ จึงละสายตาแล้วแหวกพงหญ้าปีนกลับขึ้นไปบนสะพาน เตรียมตัวจะเดินจากไปเงียบๆ
แต่ในจังหวะนั้นเอง เสียงวัตถุหนักกระแทกผิวน้ำก็ดังสนั่นมาจากทางด้านหลัง
หัวใจของเซี่ยเฉากระตุกวูบด้วยลางสังหรณ์บางอย่าง เธอรีบหันขวับกลับไปมอง บนสะพานที่ว่างเปล่าไร้เงาของหยางเฉี่ยวเจวียน เหลือเพียงเด็กโตสองคนที่เดินผ่านมา ซึ่งบัดนี้ยืนตัวสั่นหน้าซีดเผือดทำอะไรไม่ถูก
เซี่ยเฉาสับเท้าวิ่งย้อนกลับไปอย่างเร็วจี๋ วิ่งไปได้เกือบสิบเมตรเด็กสองคนนั้นถึงเพิ่งจะได้สติและเริ่มกรีดร้อง “คนกระโดดน้ำ! ช่วยด้วย! มีคนกระโดดน้ำ!”
แต่สถานที่เปลี่ยวร้างขนาดนี้ จะไปหวังพึ่งคนผ่านทางที่ไหนได้
เซี่ยเฉาไม่มีเวลาให้ไตร่ตรองมากความ เธอสลัดเสื้อคลุมตัวนอกออก โยนใส่เด็กคนหนึ่ง “ถือไว้ให้พี่หน่อย”
แล้วหันไปตะโกนสั่งเด็กอีกคนเสียงดังลั่น “เร็วเข้า! วิ่งไปที่ตรอกหลิวเย่ด้านหลังห้างสรรพสินค้าที่สอง ปากตรอกที่สองทางซ้ายมือ ไปตามหาบ้านผู้จัดการโรงงานลู่ ลู่เจ๋อถง บอกเขาว่าหยางเฉี่ยวเจวียนกระโดดน้ำ!”
เธอไม่รู้พิกัดบ้านของหลิวต้าจวิน จึงมีแต่ต้องตามตัวลู่เจ๋อถงมาเท่านั้น
เด็กสองคนนั้นยังคงตกใจจนสติหลุด ยืนบื้อใบ้ทำอะไรไม่ถูก
เซี่ยเฉาจึงจำต้องตะโกนย้ำคำสั่งอีกรอบด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาดกว่าเดิม
คราวนี้เด็กชายที่ดูโตกว่าเพื่อน อายุราวกิบเอ็ดสิบสองปีเริ่มตั้งสติได้ “ไปที่ตรอกหลิวเย่หลังห้างสรรพสินค้าที่สอง... ตามหาผู้จัดการโรงงานลู่ใช่ไหมครับ”
“รีบไป!” สิ้นเสียงสั่ง เซี่ยเฉาก็วิ่งไปถึงจุดที่หยางเฉี่ยวเจวียนทิ้งตัวลงไป เธอสลัดรองเท้าทิ้งอย่างไม่ไยดี ก่อนจะปีนข้ามราวสะพานแล้วพุ่-งหลาวตามลงไปทันที
ต้องขอบคุณความซุกซนในวัยเด็กที่ทำให้เธอเจนจัดเรื่องทางน้ำ แม้ร่างกายจะถูกความเย็นเฉียบของน้ำในแม่น้ำเล่นงานจนสะท้านไปถึงขั้วกระดูก แต่สติของเธอยังคงมั่นคงในการมองหาเป้าหมาย
กระแสน้ำบริเวณนี้แม้ไม่เชี่ยวกรากแต่กลับมีความลึกจนน่ากลัว ร่างของหยางเฉี่ยวเจวียนถูกกระแสน้ำพัดพาไปไม่ไกลนัก ทว่าแรงตะเกียกตะกายของอีกฝ่ายกลับเริ่มแผ่วลงทุกที
เซี่ยเฉาคำนวณตำแหน่ง สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ แล้วจ้วงแขนว่ายตรงดิ่งไปยังทิศทางที่ร่างนั้นลอยคออยู่
บนฝั่ง เด็กคนหนึ่งกอดเสื้อของเธอไว้แน่นพลางตะโกนเรียกคนเสียงหลง ส่วนอีกคนใส่เกียร์หมาวิ่งหน้าตั้งตรงดิ่งไปยังตรอกหลิวเย่
บ้านของลู่เจ๋อถงหาไม่ยาก แต่เด็กส่งสารยังอ่อนวัยเกินไป ซ้ำยังอยู่ในอาการขวัญผวา ทำให้พูดจาติดขัดหอบตัวโยนจนแทบจับใจความไม่ได้ “มี... มีคนกระโดดน้ำ อยู่ที่สะพาน... สะพานรถไฟ ให้ผมมา... มาตามผู้จัดการโรงงานลู่...”
ลู่เจ๋อถงเพิ่งจะเลิกงานกลับมาถึงบ้าน หลิวเถี่ยผิงกำลังง่วนอยู่กับการทำกับข้าว พอได้ยินดังนั้นก็ตวัดสายตามองค้อน “มีคนกระโดดน้ำ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับบ้านเราไม่ทราบ”
เดิมทีหลิวเถี่ยผิงก็ไม่ใช่คนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีอยู่แล้ว ยิ่งบนใบหน้ามีรอยแผล ยิ่งทำให้ดูดุร้ายน่ากลัวเข้าไปใหญ่ เด็กชายคนนั้นจึงหุบปากเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว
ผิดกับลู่เจ๋อถงที่รีบลุกขึ้นคว้าเสื้อคลุมมาสวมทับอีกครั้ง
“คุณอย่าไปขู่เด็กแบบนั้นสิ ถ้าไม่เกี่ยวกับเราจริงๆ เขาคงไม่ให้คนวิ่งมาตามผมถึงนี่หรอก”
เขาเดินเข้าไปหาพร้อมกับเอ่ยปลอบเด็กชายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ไม่ต้องตกใจนะเจ้าหนู ค่อยๆ เล่าให้ลุงฟัง ใครกระโดดน้ำ? แล้วตอนนี้มีคนลงไปช่วยหรือยัง?”
[จบบท]