บทที่ 44: ความเงียบของเฉินจี้เป่ย
ท่ามกลางความวุ่นวายริมตลิ่ง หลิวเถี่ยผิงยังคงตะเกียกตะกายพยายามจะแก้ต่างให้ตัวเอง “คุณอย่าไปฟังนังเด็กนั่นพูดพล่อยๆ นะ มันโกหก...”
คำแก้ตัวนั้นฟังดูไร้น้ำหนักเมื่อเทียบกับสภาพความเป็นความตายที่เพิ่งเกิดขึ้น เซี่ยเฉาเอ่ยแทรกขึ้นมา น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่เฉียบขาด สวนทางกับร่างกายที่เริ่มสั่นเทาเพราะความหนาว “ไม่รีบพาคนเจ็บไปโรงพยาบาลก่อนหรือคะ”
ประโยคนั้นดึงสติของผู้จัดการโรงงานลู่ให้กลับมาที่สถานการณ์ตรงหน้า เขาเพิ่งจะได้พินิจดูชัดๆ ว่าคนที่เปียกโชกและเป็นคนลากร่างของหยางเฉี่ยวเจวียนขึ้นมาจากน้ำคือใคร
“เสี่ยวเฉา?” สีหน้าของผู้จัดการโรงงานแปรเปลี่ยนเป็นความซับซ้อน ทั้งละอายใจและกระอักกระอ่วน
ก่อนหน้านี้เขาก็ระแคะระคายอยู่แล้วว่าเรื่องในบ้านมันคงไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่ภรรยาเขาพยายามกลบเกลื่อน แต่ในเมื่อคู่กรณีปิดปากเงียบ เขาก็จนปัญญาจะไปง้างปากหาความจริงจากใคร
ลำพังจะให้เขาซึ่งเป็นถึงหัวหน้าโรงงานไปเที่ยวโพทนาว่าน้องเมียตัวเองเป็นชู้กับน้องของน้องสะใภ้โดยไม่มีหลักฐานคาตา มันก็มีแต่จะเสียชื่อเสียงกันไปหมด โดยเฉพาะฝ่ายหญิง
แต่เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า ความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้พรมมันจะเน่าเฟะถึงขนาดมีการพยายามฆ่าตัวตายแบบนี้
ใบหน้าที่เคยเชิดหน้าชูตาในสังคมร้อนวูบราวกับถูกไฟนาบ ผู้จัดการโรงงานลู่รู้สึกอับอายจนไม่กล้าสบตาเด็กสาวรุ่นลูกอย่างเซี่ยเฉา และยิ่งไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนถ้าต้องเจอกับเฉินจี้เป่ย
ลมพัดวูบหนึ่งพาเอาความเย็นยะเยือกบาดผิว เซี่ยเฉาห่อไหล่โดยไม่รู้ตัวก่อนจะจามออกมาเสียงดัง “ฮัดชิ้ว!”
เธอสูดจมูกที่เริ่มแดงช้ำ พูดต่อด้วยเหตุผลที่ต้อนอีกฝ่ายจนมุม “เมื่อกี้เธอสำลักน้ำเข้าไปเยอะ ยังไงก็ต้องพาไปให้หมอตรวจร่างกายนะคะ แล้วอีกอย่าง... ข้อสงสัยที่ว่าเธอท้องหรือไม่ท้อง ไปถึงมือหมอ ตรวจแป๊บเดียวความจริงก็กระจ่างแล้ว”
ในเมื่อหลิวเถี่ยผิงยังปากแข็ง ก็ลากไส้กันออกมาให้หมดที่โรงพยาบาลนี่แหละ ให้ผลตรวจการตั้งครรภ์มันเป็นหลักฐานตบหน้าฉาดใหญ่
หลิวเถี่ยผิงรักน้องชายอย่างกับไข่ในหินไม่ใช่หรือ เพื่อปกป้องไอ้น้องชายเฮงซวยอย่างหลิวต้าจวินแล้ว ต่อให้ต้องทำเรื่องต่ำช้าแค่ไหน ผู้หญิงคนนี้ก็ทำได้ไม่สะทกสะท้าน
ดีที่สุดคือทำให้หยางเฉี่ยวเจวียนตาสว่างแล้วลุกขึ้นมาฟ้องร้องเอาผิดหลิวต้าจวิน นั่นแหละละครฉากใหญ่ที่เซี่ยเฉาอยากดู
ถ้าเซี่ยเฉาไม่เปิดปากพูด หลิวเถี่ยผิงที่กำลังสติแตกก็คงลืมไปแล้วว่ามียัยเด็กนี่อยู่ตรงนี้
ทันทีที่สายตาเกรี้ยวกราดตวัดมาเจอหน้าเซี่ยเฉา ความโกรธแค้นก็พุ่งพล่านขึ้นมาจุกอก “เป็นเพราะแก! ทั้งหมดมันเป็นเพราะแก นังตัวซวย! ยังจะมีหน้ามาพูดดีอีกเหรอ!”
ถ้าไม่ใช่เพราะเซี่ยเฉาเข้ามาขัดขวางแผนการ ป่านนี้หยางเฉี่ยวเจวียนคงถูกยัดเยียดให้แต่งงานออกไปพ้นหูพ้นตาแล้ว จะมีเรื่องบัดสีแบบนี้มาประจานหล่อนได้ยังไง
ถ้าเซี่ยเฉาไม่สอดรู้สอดเห็น... ป่านนี้... ป่านนี้นังหยางเฉี่ยวเจวียนมันอาจจะกลายเป็นศพเฝ้าแม่น้ำไปแล้วก็ได้
คนตายพูดไม่ได้ ใครมันจะไปรุ้ว่าในท้องนั่นมีมารหัวขนหรือเปล่า แล้วใครเป็นพ่อเด็ก
ยิ่งคิดความเกลียดชังก็ยิ่งบิดเบี้ยวใบหน้า หลิวเถี่ยผิงชี้นิ้วสั่นระริกไปที่หน้าของเซี่ยเฉา “แกวางแผนมาแล้วใช่มั้ย! แกต้องรวมหัวกับนังนั่นใส่ร้าย...”
“เพียะ!!!”
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นหวั่นไหว ตัดประโยคนั้นขาดสะบั้นลงกลางอากาศ
วินาทีนั้น ทุกสรรพเสียงรอบข้างพลันเงียบกริบ หลิวเถี่ยผิงยกมือกุมแก้ม ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองสามีด้วยความตื่นตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ “คุณ... นี่คุณตบฉันเหรอ”
ผู้จัดการโรงงานลู่สะบัดมือลงข้างตัวด้วยท่าทีรังเกียจ สายตาที่มองภรรยาว่างเปล่าและเย็นชาจนน่าใจหาย เขาไม่เสียเวลาเสวนากับเธออีกแม้แต่คำเดียว รีบถอดเสื้อคลุมตัวนอกห่อร่างที่เปียกปอนของหยางเฉี่ยวเจวียน “ไปโรงพยาบาล”
เขาชะงักเท้าเล็กน้อย หันกลับมามองเซี่ยเฉาด้วยความรู้สึกผิด “เสี่ยวเฉา เธอจะไปให้หมอตรวจดูหน่อยไหม”
“ฉันไม่เป็นไรค่ะ พี่รีบพาคนเจ็บไปเถอะ ฉันขอกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก็พอ”
เซี่ยเฉาไม่อยากเอาตัวเข้าไปอยู่กลางพายุอารมณ์ของครอบครัวคนอื่น สิ่งที่เธอต้องการคือผลลัพธ์สุดท้าย ไม่ใช่การไปยืนดูผัวเมียตีกันหน้าห้องฉุกเฉิน
เมื่อตัวละครหลักแยกย้ายกันไป ชาวบ้านที่ยืนมุงดูเหตุการณ์ระทึกขวัญก็เริ่มทยอยสลายตัว แต่อารมณ์ตื่นเต้นยังคงคุกรุ่น
พี่สาวใจดีสองคนกับชายหนุ่มอีกคนหนึ่งรีบถอดเสื้อคลุมกันหนาวมาคลุมให้เซี่ยเฉา พอเธอจะคืนให้ พวกเขาก็โบกมือปฏิเสธและอาสาเดินไปส่งเธอให้ถึงบ้าน
ระหว่างเดินกลับ พี่สาวคนหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะถามไถ่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เมื่อกี้... เธอรู้จักกับครอบครัวนั้นด้วยเหรอแม่หนู”
ยุคนี้ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีโทรศัพท์มือถือ เรื่องฉาวโฉ่ริมแม่น้ำวันนี้ถือเป็นข่าวดังระดับทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่คุยกันได้ยันลูกบวช
เซี่ยเฉาเพียงแค่ครางรับในลำคอ “อืม” แล้วก็เงียบไป ไม่ได้ขยายความสัมพันธ์หรือเล่าตื้นลึกหนาบางอะไร
ท่าทีสงวนคำพูดแบบนี้ทำให้คนถามเกรงใจ ไม่กล้าซักไซ้ต่อ จึงเปลี่ยนเรื่องมาเป็นการชื่นชมวีรกรรมของเธอแทน “แต่จะว่าไป ฉันเห็นเธอว่ายน้ำลากหล่อนเข้าฝั่งมาแต่ไกล ใจเด็ดจริงๆ นะตัวแค่เนี้ย”
“นั่นสิ” พี่สาวอีกคนรีบผสมโรง “ขนาดพวกผู้ชายตัวโตๆ ยังไม่กล้าโดดลงไปมั่วซั่วนะ น้ำเย็นขนาดนี้”
พูดจบ ชายหนุ่มคนเดียวในกลุ่มที่เดินตามมาเงียบๆ ก็หน้าแดงแปร๊ดขึ้นมาทันที
ตอนเกิดเรื่องเขาอยู่ไกลมาก พอวิ่งมาถึง เซี่ยเฉาก็ลากคนขึ้นมาเกือบถึงฝั่งแล้ว และถึงเขาจะอยู่ใกล้ เขาก็คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าตะโกนเรียกคนช่วย เพราะเขาว่ายน้ำไม่เป็น...
ชายหนุ่มลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเซี่ยเฉา หัวใจเต้นผิดจังหวะ นอกจากจิตใจดี กล้าหาญ แล้วเธอยัง... สวยมาก
สวยจนเขาประหม่า ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากชวนคุยตลอดทางเดิน
“คุณ...” เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงบ้านตามที่เธอบอกพิกัด ชายหนุ่มก็รวบรวมความกล้า แต่เพิ่งจะหลุดคำแรกออกมา สายตาก็ปะทะเข้ากับรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากลานบ้านหลังนั้น
เฉินจี้เป่ยกำลังเงื้อขวานผ่าฟืนอยู่กลางลานดิน เสื้อนวมตัวหนาถูกถอดวางไว้ เหลือเพียงเสื้อตัวในแขนยาวที่ถลกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อตึงแน่นทุกจังหวะที่เหวี่ยงขวานลง
บุหรี่มวนหนึ่งคาบอยู่ที่มุมปาก ควันสีเทาลอยอ้อยอิ่งบดบังใบหน้า แต่ไม่อาจปิดบังสายตาคมดุที่ตวัดมองข้ามรั้วมาได้ สายตานั้นทั้งกดดันและหวงแหนอาณาเขต แต่ทันทีที่เห็นสภาพเปียกมะล่อกมะแล่กของเซี่ยเฉา คิ้วเข้มของเขาก็ขมวดมุ่นจนแทบชนกัน “ไปทำอะไรมา”
“ก็ไม่เป็นไรหรอก แค่ลงไปช่วยคน...”
คำว่า ‘ไม่เป็นไร’ ของเซี่ยเฉาดูไม่น่าเชื่อถือทันทีเมื่อเธอจามออกมาชุดใหญ่
“ฮัดชิ้ว! ฮัดชิ้ว!”
เฉินจี้เป่ยดึงบุหรี่ออกจากปาก ขยี้ทิ้งลงพื้นแล้วสาวเท้าเข้าบ้านไปโดยไม่พูดไม่จา ครู่เดียวก็กลับออกมาพร้อมเสื้อนวมทหารตัวหนาหนัก เขาจับเธอห่อพันด้วยเสื้อตัวนั้นจนสภาพเธอไม่ต่างจากหมีอ้วนกลม
น้ำหนักของเสื้อนวมกดทับลงมา เซี่ยเฉาขยับตัวขลุกขลักอยู่พักหนึ่งกว่าจะโผล่ใบหน้าขาวซีดออกมาได้ เธอรีบคืนเสื้อคลุมให้พลเมืองดีทั้งสาม “ขอบคุณพวกพี่มากนะคะ”
พี่สาวสองคนรีบบอกปัดด้วยความเต็มใจ แต่ชายหนุ่มคนนั้นกลับยืนตะลึงสายตาจับจ้องไปที่เฉินจี้เป่ยแล้วหลุดปากถาม “เขาเป็นใครเหรอครับ”
“แฟนฉันเองค่ะ” เซี่ยเฉาเลือกใช้คำที่ฟังดูทันสมัยกว่าคำว่าสามีภรรยา
แต่แค่นั้นก็เพียงพอจะทำให้ความหวังของชายหนุ่มพังทลายลง “คุณ... แต่งงานแล้วเหรอครับ”
พี่สาวสองคนผ่านน้ำร้อนมาก่อน มองปราดเดียวก็ทะลุถึงไส้พุงว่าพ่อหนุ่มนี่กำลังอกหักดังเปราะ รีบไกล่เกลี่ยสถานการณ์ชวนเปลี่ยนเรื่อง
“เอ่อ... รีบเข้าบ้านไปกินน้ำขิงนะแม่คุณ อย่าตากลมนาน ผู้หญิงเราถ้าปล่อยให้ตัวเย็นแล้วมันจะป่วยง่าย เดี๋ยวจะลำบากตอนแก่”
“ใช่ๆ พวกเราก็อย่ามัวแต่ชวนคุยเลย ให้แม่หนูเขาเข้าบ้านไปผิงไฟเถอะ ไปกันเถอะพ่อหนุ่ม”
เฉินจี้เป่ยยืนนิ่งเป็นรูปปั้นหินอยู่ข้างๆ แม้ปากจะไม่ได้ไล่ แต่สายตาเย็นชาคู่นั้นกลับทำให้บรรยากาศหนาวเหน็บยิ่งกว่าลมหนาว ทั้งสามคนจึงรีบขอตัวลาจากไป
เซี่ยเฉารีบเข้าบ้านไปจัดการตัวเอง เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกโชกออกแล้วเช็ดผมจนหมาด พอหอบเสื้อผ้าออกมา ก็เห็นเฉินจี้เป่ยกำลังยืนอยู่หน้าเขียง ง่วนอยู่กับการหั่นขิงแก่
“ฉันทำเองค่ะ” เธอทำท่าจะเข้าไปแย่งมีด
ชายหนุ่มร่างสูงไม่แม้แต่จะชำเลืองมอง เขาเบี่ยงตัวหลบแล้วสับขิงต่อจนละเอียด โกยทั้งหมดลงหม้อต้มที่น้ำกำลังเดือดปุดๆ
ไม่กี่อึดใจ น้ำขิงร้อนจัดชามโตก็ถูกกระแทกวางลงตรงหน้าเซี่ยเฉาเบาๆ กลิ่นฉุนกึกของขิงลอยฟุ้ง สีเข้มจัดและไม่มีวี่แววของความหวานจากน้ำตาล เดาได้เลยว่ารสชาติคงเผ็ดร้อนนรกแตก
เซี่ยเฉากระซิบขอบคุณแล้วยกขึ้นจิบ เพียงแค่ปลายลิ้นสัมผัส ความเผ็ดร้อนก็พุ่งปรี๊ดจนเธอต้องแลบลิ้นออกมาเป่าลม
ใบหน้าสวยย่นยู่ด้วยความเผ็ด เธอรีบกระชับผ้าห่มที่ห่อตัว แล้วค่อยๆ กระดึ๊บตัวไปที่ขอบเตาคัง หมายตาจะคว้าลูกอมงานแต่งที่เหลืออยู่ในกล่องมาดับรสเฝื่อนขม
ถ้าเป็นเวลาปกติ เฉินจี้เป่ยคงจะแขวะเธอไปแล้วว่า "ความตายยังไม่กลัว จะมากลัวอะไรกับน้ำขิง" แต่วันนี้เขากลับเงียบผิดปกติ
เขาหยิบกล่องเหล็กใส่ลูกอมและเมล็ดแตงโมมายื่นให้เธอ นิ่งเงียบ ไม่พูดไม่จา และที่สำคัญ... ไม่ยอมสบตาเธอเลยสักนิด
บรรยากาศอึดอัดทำให้เซี่ยเฉาต้องเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาแก้ตัวเสียงอ่อย
“ฉันจะเห็นคนตายต่อหน้าต่อตาแล้วไม่ช่วยได้ยังไง แถวนั้นก็ไม่มีคนอื่นอยู่เลย แล้วฉันก็ว่ายน้ำแข็งถึงได้กล้าโดดลงไป อีกอย่างฉันรู้ดีว่าคนจมน้ำน่ะเวลาตกใจจะคว้าทุกอย่างมั่วซั่ว ตอนโดดลงไปฉันก็ปลดเข็มขัดเตรียมไว้แล้ว กะว่าถ้าคว้าผมไม่ได้ก็จะเอาเข็มขัดคล้องตัวเธอลากเข้าฝั่ง ไม่ได้ประมาทสักหน่อย”
[จบบท]