บทที่ 46: เจตนาดีที่ผิดพลาด
ปกติพ่อคุณเป็นคนพูดน้อยประหยัดถ้อยคำไม่ใช่หรือไง ทำไมบทจะพูดก็รัวใส่ไม่ยั้งแบบนี้ล่ะ!
เซี่ยเฉาอับอายจนแทบอยากจะมุดดินหนี ตอนนี้เธอนึกอยากให้เฉินจี้เป่ยกลับไปปล่อยรังสีความเย็นชาแล้วหุบปากเงียบเหมือนก่อนหน้านี้ใจจะขาด “ฉันอธิบายได้จริงๆ นะคุณ!”
หญิงสาวพยายามปั้นสายตาให้ดูจริงใจและใสซื่อที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ที่ฉันพูดไปเนี่ยก็เพราะหวังดีกับคุณทั้งนั้น จริงๆ นะ!”
ปฏิกิริยาของเฉินจี้เป่ยกลับเย็นชา แปะยี่ห้อไว้บนหน้าชัดเจนว่า ‘ผมจะคอยดูว่าคุณจะแถไปได้สักกี่น้ำ’
เซี่ยเฉาเลยจำใจต้องแถ... เอ้ย อธิบายต่อไป “วันนั้นขาฉันเป็นตะคริวไม่ใช่หรือไง ท่าเดินมันก็เลยดูเป๋ๆ ไปหน่อย บังเอิญคนในหน่วยงานของคุณ คนที่หน้าปรุๆ น่ะ เขาเห็นเข้าก็เลยทึกทักเอาว่าฉันถูกคุณซ้อม เรื่องเสียชื่อแบบนี้ฉันจะทนได้เหรอ คุณไม่ได้เป็นคนนิสัยแบบนั้นสักหน่อย!”
“ในเมื่อผมไม่ใช่คนแบบนั้น แล้วเมื่อกี้คุณเอาผ้าคลุมหัวหนีผมทำไม”
เซี่ยเฉา: “...”
เซี่ยเฉารู้สึกว่าพอผู้ชายคนนี้เริ่มจะจับผิดคิดเล็กคิดน้อยขึ้นมา ปากคอเราะร้ายยิ่งกว่าแม่หนูหลี่ไหลตี้เสียอีก
“ประเด็นนั้นช่างมันก่อนเถอะน่า ที่สำคัญคือฉันทำเพื่อปกป้องภาพพจน์ของคุณ ไม่อยากให้ใครเขาเข้าใจผิดคิดว่าคุณเป็นพวกซาดิสม์ชอบใช้ความรุนแรงในครอบครัว ก็เลย... เผลอพูดเรื่องที่ไม่ควรพูดไปนิดหน่อย แค่นิดเดียวจริงๆ”
“คุณก็เลยไปป่าวประกาศว่าผมจัดหนักคืนละ 7 รอบ?”
“ถูกคนเขาลือว่าเรื่องบนเตียงดุเดือด ก็ยังดีกว่าถูกตราหน้าว่าเป็นไอ้พวกบ้าความรุนแรงตบตีเมียไม่ใช่หรือไง”
“งั้นผมต้องพิสูจน์ให้คุณเห็นกับตาเลยไหมล่ะ”
เฉินจี้เป่ยยังคงยิ้มเย็น ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นกวาดมองเรือนร่างของเธออย่างจงใจสื่อความหมายลึกซึ้ง
เซี่ยเฉาหุบปากฉับ ไม่กล้าต่อล้อต่อเถียงทันที
เธอกลัวว่าหัวข้อสนทนานี้จะไม่จบลงง่ายๆ เลยตัดสินใจทิ้งตัวลงนอนแผ่หลามันดื้อๆ “ฟ้ายังไม่ทันมืด อยากพิสูจน์คุณก็เชิญพิสูจน์เลย”
เธอไม่เชื่อหรอกว่าท่านเทพผู้ครองตัวเป็นโสดมาตั้งแต่เกิดอย่างเขา จะกล้าลงมือพิสูจน์ให้เธอดูจริงๆ ยิ่งในสถานการณ์ที่ฟ้ายังสว่างโร่แถมผ้าม่านหน้าต่างก็ยังไม่ได้ดึงลงมาปิดแบบนี้
และก็เป็นไปตามที่เก็งข้อสอบไว้เป๊ะ พอเธอทำตัวทองไม่รู้ร้อน สีหน้าของเฉินจี้เป่ยก็ชะงักกึกไปทันที
เซี่ยเฉายิ่งได้ใจ รีบเสริมขึ้นมา “คุณดูสิ คุณจะโมโหไปทำไม ที่ฉันพูดไปนั่นคือกำลังยกยอคุณอยู่นะ”
เส้นเลือดข้างขมับของเฉินจี้เป่ยเต้นตุบๆ ด้วยความเหลืออด ขณะที่เขากำลังจะโน้มตัวลงไปใกล้เพื่อสั่งสอนแม่ตัวดี ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น “เสี่ยวเฉา ได้ยินข่าวว่าเธอตกน้ำ...”
คำว่า ‘เหรอ’ ยังพูดไม่ทันจบ ซุนชิงที่โผล่หน้าเข้ามาก็ยืนแข็งทื่อเป็นหินไปแล้ว
ช่วงนี้อากาศเริ่มอุ่นขึ้น ตอนที่เฉินจี้เป่ยเข้ามาเขาเลยไม่ได้งับประตูห้องให้สนิท จากมุมที่ซุนชิงยืนอยู่ ภาพที่เห็นคือฝ่ายชายกำลังกดร่างของเซี่ยเฉาไว้กับพื้นเตาคัง ทั้งเนื้อทั้งตัวทาบทับอยู่บนร่างเล็กๆ ของเซี่ยเฉา แถมเท้าข้างหนึ่งของหญิงสาวยังโผล่พ้นผ้าห่มออกมา...
ซุนชิงสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ตัดสินใจหันหลังกลับ เดินหน้า แล้วถอยฉากออกไปทันทีโดยไม่ต้องให้ใครบอก
ตอนเดินพ้นประตูไปแล้ว เธอยังมีน้ำใจอันประเสริฐช่วยดึงประตูห้องปิดให้ทั้งคู่เสร็จสรรพ “คนหนุ่มสาวสมัยนี้เนี่ยนะ” ส่ายหน้าเบาๆ อย่างระอาปนขำ
ประโยคนี้แม้เสียงจะเบาหวิว แต่ในห้องที่เงียบสงัดขนาดนี้ เฉินจี้เป่ยกับเซี่ยเฉาก็ได้ยินชัดเต็มสองหู
ทั้งสองคนหันมามองหน้ากัน ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าท่าทางเมื่อครู่มันล่อแหลมชวนให้คิดลึกขนาดไหน
โดยเฉพาะเฉินจี้เป่ย เมื่อกี้เพื่อที่จะกดดันให้อีกฝ่ายจนมุม เขาแทบจะก้มลงไปแนบชิดกับใบหูของเซี่ยเฉา ขยับไปข้างหน้าอีกแค่นิดเดียวจมูกก็จะชนแก้มที่เริ่มซับสีเลือดฝาดของเธออยู่รอมร่อ
เพราะระยะที่ประชิดกันจนแทบไม่มีช่องว่าง เขาถึงขั้นมองเห็นไรขนอ่อนๆ บนใบหน้าเนียนของเธอ ราวกับถูกของร้อนลวกมือ เขาดีดตัวผละออกมาทันที
ชายหนุ่มเบือนสายตาที่เจือความหงุดหงิดงุ่นง่านออกไปทางอื่น ก่อนจะลุกขึ้นคว้าถ้วยเปล่าที่วางอยู่ข้างเตาคัง “นอกจากเขาแล้ว คุณยังไปโพนทะนาเรื่องนี้กับใครไว้อีก”
เซี่ยเฉาเองก็รู้สึกวางตัวไม่ถูกอยู่บ้าง แต่เธอก็เก็บทรงได้เก่ง “นอกจากเขาแล้วก็ยังมีผู้หญิงอีกคนที่มากับเขา อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน คิ้วบางๆ หน่อย แล้วก็พี่ซุนที่อยู่บ้านตรงข้ามไง วันนั้นเขาก็ไปเดินตลาดนัดกับฉันพอดี”
พอพูดพาดพิงถึงซุนชิง เธอก็นึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อกี้ขึ้นมาได้
ถ้าไม่ใช่เพราะซุนชิงคอยพูดจาแซวเธอตลอดทาง เธอก็คงไม่หน้ามืดตามัวโม้เรื่อง 7 รอบอะไรนั่นขึ้นมาหรอก
แล้วดูสิ ตอนนี้ดันมาถูกซุนชิงเห็นฉากเด็ดเข้ากับตาตัวเองอีก ต่อให้กระโดดลงแม่น้ำฮวงโหเพื่อล้างมลทิน น้ำในแม่น้ำคงเปลี่ยนเป็นสีดำปี๋เพราะความเข้าใจผิดนี้แน่ๆ
เซี่ยเฉาอยากจะเอาหัวโขกเตาคังให้รู้แล้วรู้รอด เฉินจี้เป่ยเองก็น่าจะคิดไปถึงจุดนี้ได้เหมือนกัน สีหน้าเขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะถือถ้วยเดินดุ่มๆ ออกไปโดยไม่พูดไม่จาสักคำ
เซี่ยเฉากอดผ้าห่มลุกขึ้นนั่ง ตะขิดตะขวงใจชอบกล “ไม่ใช่ว่าคนๆนั้นเป็นคนคาบข่าวมาบอกคุณเหรอ” ไม่อย่างนั้นเขาจะถามทำไมว่า ‘ยังมีใครอีก’
เฉินจี้เป่ยได้ยินคำถาม แผ่นหลังกว้างนั้นดูเหมือนจะแข็งทื่อไปจังหวะหนึ่ง ฝีเท้าที่ก้าวเดินยิ่งเร่งความเร็วขึ้นกว่าเดิม
เซี่ยเฉายิ่งมั่นใจว่ามีพิรุธ เลยชะโงกหน้าออกไปจากขอบเตาคังตะโกนไล่หลัง “สรุปแล้วใครเป็นคนบอกคุณกันแน่ คุณบอกมาเถอะ คราวหน้าฉันจะได้ระวังตัว!”
“คุณยังคิดจะมีคราวหน้าอีก?” น้ำเสียงของเฉินจี้เป่ยเย็นเยียบเสียดแทงไปจนถึงกระดูก
จนแล้วจนรอดเซี่ยเฉาก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าใครเป็นคนคาบข่าวไปบอกเฉินจี้เป่ย แล้วใส่สีตีไข่ไปว่ายังไงบ้าง เธอเองก็หมดแรงจะซักไซ้แล้ว
ร่างกายนี้ของเธออดมื้อกินมื้อมานาน ขาดสารอาหารสะสมเป็นทุนเดิม ก่อนจะทะลุมิติมาก็เพิ่งจะกระดกยาฆ่าแมลงเข้าไป ถึงจะได้ดื่มน้ำขิงขับลมแล้ว แต่คืนนั้นเธอก็ยังหนีไม่พ้นอาการไข้ต่ำๆ เล่นงาน แค่ตัวไม่ร้อนจัดถึงขั้นต้องหามส่งโรงพยาบาลก็บุญแล้ว
โชคดีที่เตาคังทางทิศใต้เพิ่งสร้างเสร็จ พออัดฟืนเข้าไปเต็มที่ ความร้อนก็ระอุอุ่นสบายไปทั้งคืน
เช้าวันรุ่งขึ้นตื่นมา เซี่ยเฉาเหงื่อกาฬแตกท่วมตัว รู้สึกตัวเบาสบายขึ้นมาก แต่เรี่ยวแรงยังไม่ค่อยจะฟื้นตัวเท่าไหร่
เธอนอนอ้อยอิ่งซุกตัวอยู่ในผ้าห่มอุ่นๆ สักพัก พอทำท่าจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา ก็ถูกเฉินจี้เป่ยจับกดกลับลงไปนอนแหมะที่เดิม “ผมต้มโจ๊กแล้ว”
เซี่ยเฉาพยักหน้าหงึกหงัก แต่ก็ยังพยายามจะลุกออกมาให้ได้
สายตาของเฉินจี้เป่ยขรึมลงทันที “ป่วยแล้วยังจะซ่าลุกมาทำกับข้าว อยากตายจริงๆ ใช่ไหม”
“ฉันไม่ได้จะลุกมาทำข้าวเช้าให้คุณ” เซี่ยเฉาไม่ใช่แม่พระผู้เสียสละ ที่ป่วยเจียนตายแล้วยังต้องลากสังขารมาปรนนิบัติสามีดูแลลูกเต้า “ฉันแอบวางไซดักปลาไว้ใต้สะพานรถไฟ ต้องรีบไปกู้แล้ว ขืนไปช้าเดี๋ยวมีคนมาเจอเข้าจะโดนขโมยเอา”
สีตาของเฉินจี้เป่ยยิ่งมืดครึ้มลงจนน่ากลัว เขาแทบจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโห “สรุปคือคุณอยากจะกระโดดลงน้ำไปจับปลาอีกรอบ?”
“ไม่ใช่กระโดดน้ำสักหน่อย ตรงนั้นน้ำไม่ลึก...”
เซี่ยเฉายังอยากจะแก้ตัว แต่ชายหนุ่มก็กดเธอกลับลงไปแนบหมอนอีกครั้ง “ห้ามไป” น้ำเสียงเด็ดขาดชนิดที่ไม่มีช่องว่างให้ต่อรอง
ถ้าต้องวัดกันด้วยพละกำลัง เซี่ยเฉาที่เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ สู้แรงควายของเขาไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งสภาพเนื้อตัวอ่อนปวกเปียกเป็นขี้ผึ้งลนไฟแบบนี้ คิดดูแล้วก็คงต้องยอมยกธงขาว
ปลาไม่ได้กินก็ช่างหัวมันเถอะ รักษาชีวิตน้อยๆ ไว้สำคัญกว่า เธอซ่อนไซไว้ค่อนข้างมิดชิด ต่อให้ไม่ไปกู้ตอนนี้ก็คงไม่มีใครตาดีไปเจอหรอกน่า...
เซี่ยเฉาหดตัวกลับเข้าไปในผ้าห่มอย่างหงอยเหงา สองมือกอดชายผ้าห่มไว้แน่น โผล่มาแค่ครึ่งหน้าที่ยังแดงระเรื่อเพราะพิษไข้ ดูน่าสงสารน่าเอ็นดูยิ่งกว่าตอนเริ่มจะป่วยเสียอีก
เฉินจี้เป่ยเดินพ้นประตูออกไปแล้ว แต่ภาพสายตาละห้อยเหมือนลูกหมาอดกินขนมของเธอยังติดอยู่ในหัว
เขาใช้ทัพพีคนข้าวในหม้อแรงๆ ทีหนึ่ง เห็นว่าสุกได้ที่แล้วก็ตักใส่ถ้วยยกออกมา “กินข้าว”
โต๊ะคังตัวเล็กถูกกางออก ทั้งสองคนนั่งกินโจ๊กเปล่าคนละถ้วย กับไข่ต้มคนละฟอง เฉินจี้เป่ยยังใจดีปอกไข่ต้มส่วนของเขายัดใส่มือเซี่ยเฉา ส่วนตัวเองนั่งเคี้ยวเสบียงแห้งแข็งๆ
แต่ถึงอย่างนั้นความหวังดีก็เปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่า ‘โจ๊ก’ ที่เขาต้ม มันมีสภาพเหมือนแค่สิ่งที่เรียกว่า ‘ข้าวสุกในน้ำร้อน’ ไม่ได้
เซี่ยเฉาเหลือบตามองแวบเดียวก็ถามแทงใจดำขึ้นมาว่า “ทำครั้งแรกเหรอคะ”
เฉินจี้เป่ยที่กำลังกัดเสบียงแห้งชะงักกึก เคี้ยวตุ่ยๆ ไม่ยอมส่งเสียงตอบแม้แต่คำเดียว
[จบบท]