บทที่ 10: อาศัยเหตุผลอะไรถึงต้องมาอยู่กับพวกเราตลอดไป?
เถียนไฉ่ฮวาจ้องเขม็งไปที่ปึกธนบัตรใบละสิบหยวนในมือของแม่โจว ในใจก็รีบคาดคะเนอย่างรวดเร็วว่าน่าจะมีเงินอยู่เท่าไหร่
แม่โจวเอ่ยขึ้น “ตอนนี้ที่บ้านยังเหลือเงินเก็บอยู่หนึ่งพันสองร้อยหยวน”
เถียนไฉ่ฮวาโพล่งขึ้นทันที “น้อยขนาดนี้เลยเหรอคะ?”
โจวเฉิงซินรีบดึงชายเสื้อของเธอเป็นการเตือน
พ่อโจวไม่แม้แต่จะชายตามองเธอ เขารับปึกธนบัตรมาจากมือภรรยาแล้วกล่าว “เงินหนึ่งพันสองร้อยหยวนนี่ บ้านใหญ่เอาไปสามร้อย บ้านสี่หกร้อย ส่วนที่เกินมาสามร้อยคือให้บ้านสี่เอาไว้ซ่อมแซมบ้าน ที่เหลืออีกสามร้อยเป็นของพ่อกับแม่และโจวโจว .ใครมีความเห็นอะไรไหม?”
โจวเฉิงซินรีบชิงตอบ “ไม่มีความเห็นครับ”
เถียนไฉ่ฮวากลอกตามองบน ในใจเธอก็มีความเห็นอยู่บ้าง เธอรู้สึกว่าซ่อมบ้านไม่น่าจะต้องใช้เงินถึงสามร้อยหยวน อีกอย่างบ้านหลังนั้นถึงจะเก่าและทรุดโทรม แต่แค่ทำความสะอาดหน่อยก็เข้าอยู่ได้แล้ว ไม่เห็นจะต้องซ่อมแซมอะไรเลย
แต่ในเมื่อตัวเองได้บ้านใหม่ไปแล้ว ซึ่งตอนสร้างก็ใช้เงินไปสามพันกว่าหยวน เธอจึงไม่กล้าพูดคัดค้านออกไป ได้แต่คิดในใจว่ายอมเสียเปรียบหน่อยไม่คิดเล็กคิดน้อยก็แล้วกัน
“หนูก็ไม่มีความเห็นค่ะ” เถียนไฉ่ฮวาตอบอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนัก
โจวเฉิงเหล่ยไม่ใส่ใจเรื่องเงินพวกนี้อยู่แล้ว เขามีเงินเก็บส่วนตัวอยู่ไม่น้อย
เจียงเซี่ยที่เป็นแค่ผู้อาศัยชั่วคราว ยิ่งไม่มีสิทธิ์มีความเห็นอะไร
พ่อโจวจึงสรุป “ถ้างั้นเงินก็แบ่งตามนี้ เรื่องแยกบ้านก็ตกลงตามนี้แหละ!”
เถียนไฉ่ฮวาร้อนใจขึ้นมาทันที ตกลงตามนี้? ยังแบ่งไม่หมดเลยนะ!
เธอหลุดปากถามออกไป “ถ้างั้นคุณพ่อคุณแม่แล้วก็โจวโจว ต่อไปนี้ก็คงจะย้ายไปอยู่กับน้องสี่เขาสินะคะ?”
คำพูดนี้หลุดออกมา ทั้งห้องก็พลันเงียบกริบ
พ่อแม่โจวเองก็ไม่คิดว่าเถียนไฉ่ฮวาจะพูดแบบนี้ออกมา ต่างก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ
โจวเฉิงเหล่ยขมวดคิ้ว เขาคิดว่าพี่สะใภ้ใหญ่แค่อยากจะไม่อยู่ร่วมชายคากับเขาสองคนสามีภรรยา ไม่คิดว่าเธอจะไม่เต็มใจที่จะอยู่กับพ่อแม่ด้วยซ้ำ
สภาพแวดล้อมของบ้านเก่าหลังนั้นเป็นอย่างไร? แล้วสภาพแวดล้อมของบ้านใหม่หลังนี้เป็นอย่างไร?
บ้านเก่าหลังนั้นทั้งเก่าทั้งโทรม ลมเข้าฝนสาด!
โจวเฉิงซินตวาดอย่างเกรี้ยวกราด “เธอพูดบ้าอะไรของเธอ! พ่อกับแม่ก็ต้องอยู่กับเราสิ!”
เถียนไฉ่ฮวารีบแก้ตัวเป็นพัลวัน “ฉันก็อยากจะอยู่กับพ่อแม่เหมือนกันนั่นแหละ ก็แค่บ้านหลังนี้มีแค่หกห้องนอน พวกเหวินกวงก็โตกันแล้ว ตอนนี้สองพี่น้องนอนห้องเดียวกันยังพอไหว โตกว่านี้อีกหน่อยคงไม่ไหวแล้ว เหวินกวงก็ขึ้นมัธยมต้นแล้ว อีกไม่กี่ปีก็จะแต่งงานแล้ว ไหนจะโจวโจวอีก สองปีข้างหน้าก็คงจะนอนกับปู่ย่าไม่ได้แล้วใช่ไหมคะ? บ้านนี้อยู่กันหลายคนขนาดนี้มันแออัดเกินไปค่ะ”
แค่ลูกชายสี่คนของเธอเองก็เลี้ยงแทบไม่ไหวแล้ว ไม่อยากจะมาเลี้ยงหลานสาวเพิ่มอีกคนหรอกนะ!
คนแก่สองคนก็ไม่ได้มีลูกชายแค่คนเดียว อาศัยเหตุผลอะไรถึงต้องมาอยู่กับพวกเราตลอดไป?
โจวเฉิงซินยืนกราน “เธอไม่ต้องพูดมาก พ่อ แม่ แล้วก็โจวโจวอยู่กับเราทั้งหมดนี่แหละ”
เถียนไฉ่ฮวาโกรธขึ้นมาทันที “ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ คุณจะมาขึ้นเสียงทำไม? ทำอย่างกับว่าฉันเป็นลูกสะใภ้อกตัญญูอย่างนั้นแหละ! ฉันแต่งงานกับคุณมาสิบกว่าปีก็อยู่กับพ่อแม่มาตลอด ปรนนิบัติพวกท่านมาสิบกว่าปีไม่ใช่หรือไง? พ่อแม่ก็ไม่ได้มีแค่ฉันเป็นลูกสะใภ้คนเดียวนี่นา ฉันเคยบ่นอะไรบ้างไหม? นี่ไม่ใช่ว่าเพราะห้องมันไม่พอหรอกเหรอ ที่บ้านเก่าหลังนั้นมีห้องตั้งเยอะแยะไม่ใช่หรือไง? ฉันก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ดูแลพ่อแม่ในอนาคตสักหน่อย แล้วอีกอย่างที่ฉันทำนี่ก็เพื่อเห็นแก่น้องสี่นะ พ่อแม่ไปอยู่กับน้องสี่ พอน้องสี่กับเจียงเซี่ยหย่า—”
“พ่อ แม่ แล้วก็โจวโจว มาอยู่กับผมทั้งหมดครับ” โจวเฉิงเหล่ยพูดขัดจังหวะเธอขึ้นมาทันที
พูดจบ เขาก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ถามความเห็นของเจียงเซี่ย จริงสิ เธอกับเขากำลังจะหย่ากันอยู่แล้ว เธอจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจที่จะอยู่กับพ่อแม่ของเขามันก็ไม่สำคัญเลย แต่โจวเฉิงเหล่ยก็ยังอดกังวลไม่ได้ว่าเธอจะอาละวาดขึ้นมา
เขาจึงหันหน้าไปมองเจียงเซี่ย
เรื่องแยกบ้านในครั้งนี้ก็ถือว่าเกิดขึ้นเพราะเธอเป็นต้นเหตุ เจียงเซี่ยจึงรู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง เธอเห็นโจวเฉิงเหล่ยมองมา ก็เลยพูดตามน้ำไป
“ให้คุณพ่อคุณแม่แล้วก็โจวโจวมาอยู่กับพวกเราเถอะค่ะ! บ้านเก่าห้องตั้งเยอะ พวกท่านกับโจวโจวก็อยู่ได้สบายๆ หนูไม่รู้งานการเกษตรอะไรเลย ยังต้องรบกวนคุณแม่ช่วยสอนหนูอีกหลายอย่าง”
เธอพูดอย่างจริงใจ ทำให้คนฟังรู้สึกสบายใจ ไม่เหมือนคำพูดประชดประชันที่เธอเคยพูดเป็นปกติ โจวเฉิงเหล่ยอดไม่ได้ที่จะมองเธออีกครั้ง ในใจก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เถียนไฉ่ฮวาเองก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเช่นกัน เธอกลัวจริงๆ ว่าเจียงเซี่ยจะอาละวาด แล้วพ่อแม่สามีก็จะยังคงต้องอยู่กับเธอต่อไป เธอรีบยิ้มแล้วพูดว่า “น้องสี่กับน้องสะใภ้ก็คิดการณ์ไกลดีนะ น้องสะใภ้ยังไม่ค่อยประสีประสาพ่อแม่ไปอยู่ด้วยก็จะได้ช่วยงานพวกเธอได้เยอะต่อไปในภายภาคหน้าหากมีลูกแม่ก็ยังช่วยน้องสี่เลี้ยงหลานได้อีก โจวโจวก็เป็นเด็กขยันช่วยทำงานบ้านได้ ต่อไปมีพ่อแม่กับโจวโจวคอยช่วยงานน้องสี่กับน้องสะใภ้ก็สบายแล้ว”
ลูกชายหลายคนของเธอก็เป็นย่าที่เลี้ยงมา ย่าขยันมากจริงๆ แล้วก็เข้ากับคนง่ายด้วย แต่ตัวเธอเองก็เป็นคนขยันเหมือนกัน งานบ้านนิดๆ หน่อยๆ แค่นี้เธอทำเองได้สบายมาก
อีกอย่างเธอก็อยู่กับพ่อแม่สามีมาสิบกว่าปีแล้ว พ่อแม่สามีมีลูกชายตั้งหลายคน ยังไงก็ต้องผลัดกันเลี้ยงดูสิถึงจะถูก?
พ่อแม่โจวความจริงแล้วไม่อยากจะไปสร้างความลำบากให้ลูกชายคนไหนเลย แต่บ้านก็มีแค่สองหลัง และลูกสะใภ้ใหญ่ก็แสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากจะอยู่กับพวกท่าน พ่อโจวหันไปมองเจียงเซี่ย ไม่รู้ว่าคำพูดเมื่อครู่ของเธอเป็นความจริงใจหรือแค่เสแสร้งแกล้งทำ
เจียงเซี่ยจึงพูดขึ้นอีกครั้ง “คุณพ่อคะ หนูพูดจริงๆค่ะ ท่านกับคุณแม่แล้วก็โจวโจวมาอยู่กับพวกเราเถอะค่ะ! หนูไม่รู้อะไรเลย ต้องการพวกท่านจริงๆ ค่ะ”
พวกเขาก็ตกลงกันแล้วว่าจะหย่ากัน ในเมื่อโจวเฉิงเหล่ยอยากจะอยู่กับพ่อแม่ เธอก็แค่พูดตามน้ำช่วยเกลี้ยกล่อมไปก็เท่านั้น
เจียงเซี่ยนึกถึงชาติก่อนของตัวเองที่วาสนากับพ่อแม่และญาติพี่น้องตื้นเขินเหลือเกิน
ตอนที่เธออายุสามขวบ พ่อของเธอมีเมียน้อย แม่ของเธอจึงใช้วิธีที่รุนแรงอย่างยิ่งด้วยการลากพ่อของเธอไปตายด้วยกันพร้อมกับผู้หญิงคนนั้น ต่อมาเธอยังต้องชดใช้เงินให้ครอบครัวของอีกฝ่ายไปมากมายจนบ้านก็ไม่เหลือ
พอขึ้นมัธยมต้นคุณย่าก็มาจากไปอีกคน
ตอนนั้นเธอรู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบเหลือแค่เธอคนเดียว ห้องใต้ดินเล็กๆ ที่เคยแออัดกลับรู้สึกว่ามันใหญ่โตเกินไป ใหญ่มากจริงๆ เธอหวาดกลัวการกลับบ้านไปเผชิญหน้ากับห้องใต้ดินที่ว่างเปล่าคนเดียวที่สุด ต่อมาถึงได้ค่อยๆ ชินกับการอยู่ตัวคนเดียว
คำพูดของเจียงเซี่ยที่ว่า ‘พวกเราต้องการพวกท่าน’ ทำให้หัวใจของพ่อแม่โจวรู้สึกตื้นตันใจ
คนแก่แล้วกลัวที่สุดคือการไม่เป็นที่ต้องการของลูกหลาน กลัวว่าจะกลายเป็นภาระให้พวกเขา
พ่อโจวพยักหน้า “ถ้างั้นเราสองคนกับโจวโจวก็ขอไปรบกวนพวกลูกสองคนชั่วคราวก่อนแล้วกัน”
ลูกชายคนเล็กเป็นคนมีความสามารถ รอให้เขาสร้างบ้านใหม่เมื่อไหร่ พวกเขาสองคนตายายก็จะย้ายไปอยู่กันเอง ไม่ไปอยู่เป็นก้างขวางคอสองสามีภรรยาเขาหรอก
เจียงเซี่ยยิ้ม “ค่ะ”
แม่โจวเห็นเจียงเซี่ยยิ้มอย่างจริงใจ ไม่มีท่าทีฝืนใจหรือเสแสร้งเลยแม้แต่น้อย ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก และยังรู้สึกดีใจอยู่บ้าง ลูกชายคนเล็กยังไม่มีลูก เธอก็อยากจะไปอยู่กับเขาเหมือนกัน ต่อไปจะได้คอยช่วยเหลือพวกเขาได้
โจวเฉิงเหล่ยมองเธอแวบหนึ่ง ไม่รู้ทำไม เขารู้สึกว่าเมื่อกี้แววตาของเธอดูเศร้าสร้อยอย่างประหลาด
ไม่ใช่ความไม่พอใจที่ต้องไปอยู่กับพ่อแม่ของเขา แต่เป็นความรู้สึกอ้างว้างและเจ็บปวด เธอซ่อนมันไว้ลึกมากจนแทบจะมองไม่เห็น แต่เขาก็รู้สึกได้ว่าเมื่อครู่เธอทั้งเศร้า ทั้งอ้างว้าง และเจ็บปวด
เหมือนกับเด็กกำพร้าที่กำลังคิดถึงพ่อแม่ที่จากไป แต่เธอจะมีความรู้สึกแบบนี้ได้อย่างไร? พ่อตาแม่ยายก็ยังมีชีวิตอยู่ดี หรือว่าเขาจะเข้าใจผิดไปเอง เธอแค่คิดถึงบ้าน?
เรื่องแยกบ้านก็ตกลงกันได้แบบนี้
พ่อโจวพูดต่อ “ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายของเราสองคน ตอนนี้เรายังทำงานไหวอยู่ ก็ไม่ต้องมาส่งค่าเลี้ยงดูหรอก รอจนทำไม่ไหวแล้วค่อยให้แล้วกัน!”
เถียนไฉ่ฮวายิ้ม “ค่ะ”
พ่อโจวพูดทิ้งท้าย “พอดีวันนี้เป็นวันขึ้นหนึ่งค่ำ ไม่ต้องเลือกวันให้ยุ่งยากแล้ว เฉิงเหล่ยกับพ่อไปทำความสะอาดบ้านเก่ากัน ส่วนเสี่ยวเซี่ยกับแม่ของลูกก็ช่วยกันแบ่งของใช้ในบ้าน เก็บข้าวของ พวกเราจะย้ายเข้าไปอยู่วันนี้เลย”
(จบบท)