บทที่ 106: ปลาวันนี้เอาเรื่องเหมือนกันนะ
เวินหว่านที่อยู่บนเรืออีกลำเห็นเจียงเซี่ยตกปลากระเบนราหูได้ แต่แล้วมันก็สะบัดหลุดลอยไป แถมเจียงเซี่ยยังเกือบจะตกจากเรือตามไปด้วย
แม้จะรู้ว่าไม่สมควร แต่ในใจของเวินหว่านก็อดไม่ได้ที่จะแอบสะใจอยู่ลึกๆ
ไหนว่าโชคดีนักหนา ที่แท้ก็แค่นี้เอง! ปลาตัวใหญ่ที่ได้มาแล้วแท้ๆ ก็ยังปล่อยให้หลุดมือไป!
แต่ทันทีที่ความคิดนั้นแวบเข้ามา เธอก็รู้สึกได้ถึงแรงกระชากที่ปลายคันเบ็ด! ครั้งนี้แรงดึงมหาศาล สัมผัสได้เลยว่าเป็นปลาใหญ่แน่นอน
เวินหว่านดีใจจนเนื้อเต้น แต่ก็กลัวว่าจะซ้ำรอยเจียงเซี่ย เธอจึงรีบร้องเรียก “โจวกั๋วหัว มาช่วยหน่อยเร็ว มีปลาติดเบ็ดแล้ว! เร็วเข้า!”
เธอแทบจะประคองคันเบ็ดไว้ไม่ไหวแล้ว
โจวกั๋วหัวรอคอยโอกาสนี้อยู่แล้ว เขารีบเข้ามาประคองเธอจากด้านหลังในลักษณะกึ่งโอบกอด แล้วช่วยกันดึงปลาขึ้นมา
เวินหว่านรู้สึกรังเกียจการสัมผัสนั้น จึงเผลอขยับตัวหลบตามสัญชาตญาณ
ผลก็คือ ร่างของเธอถูกแรงดึงจากปลาในทะเลกระชากจนเสียหลัก “ตู้ม!” ร่างของเธอตกลงไปในทะเล! โจวกั๋วหัวตาไวพอที่จะคว้ามือของเธอไว้ได้ แต่ก็ไม่อาจต้านทานแรงมหาศาลนั้นได้ไหว ร่างของเขาจึงถูกดึงตกลงไปในทะเลตามไปด้วยเสียง “ตู้ม!” อีกคน
ภาพที่เจียงเซี่ยและโจวเฉิงเหล่ยมองเห็นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย คือคนสองคนที่ร่วงหล่นลงไปในทะเลทีละคน
เจียงเซี่ยยังคงใจสั่นไม่หาย “ปลาวันนี้เอาเรื่องเหมือนกันนะ!”
“อืม” โจวเฉิงเหล่ยกุมข้อมือของเธอไว้แน่น เขาเหลือบมองคนสองคนที่กำลังตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำ เมื่อเห็นว่าโจวกั๋วหัวตั้งสติได้และกำลังว่ายเข้าไปช่วยเวินหว่าน เขาก็รู้ว่าไม่จำเป็นต้องลงไปช่วยแล้ว
คนที่ออกหาปลาในทะเลได้ ไม่มีใครว่ายน้ำไม่เป็น เด็กๆ ในหมู่บ้านส่วนใหญ่ต่างก็ถูกฝึกให้ว่ายน้ำตั้งแต่ยังเล็ก เวินหว่านเองก็ว่ายน้ำเป็น เพียงแต่การตกลงไปในทะเลกะทันหันทำให้เธอตื่นตระหนกไปชั่วขณะเท่านั้น
โจวปิงเฉียงที่กำลังคุมหางเสือเรือถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก เมื่อตั้งสติได้เขาก็รีบหยุดเรือ แล้วโยนห่วงยางสีดำขนาดใหญ่พร้อมเชือกลงไปเพื่อช่วยดึงคนทั้งสองขึ้นมา
กว่าจะช่วยทั้งคู่ขึ้นมาได้ก็ทุลักทุเลพอสมควร
แล้วโจวปิงเฉียงก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อสักครู่พวกเขากำลังลากอวนอยู่! การหยุดเรือขณะลากอวนจะทำให้อวนจมลงสู่ก้นทะเล และมีโอกาสสูงที่จะไปเกี่ยวเข้ากับโขดหินหรือสิ่งกีดขวางอื่นๆ
เขาไม่สนใจสภาพที่เปียกปอนของคนทั้งสองอีกต่อไป รีบวิ่งไปที่เครื่องกว้านเพื่อกู้อวนขึ้นทันที!
เรือของเขามีเครื่องกว้านที่ช่วยให้การกู้อวนง่ายขึ้นมาก แต่คราวนี้มันกลับติดขัด กว้านขึ้นมาได้เพียงครึ่งเดียวก็ไม่ขยับอีกต่อไป!
โจวปิงเฉียงพยายามใช้แรงดึง แต่ก็ไม่มีประโยชน์
“อวนติดเหรอ” โจวกั๋วหัวเดินเข้ามาถาม
โจวปิงเฉียงกำลังอารมณ์เสียได้ที่จึงตวาดกลับไปอย่างไม่สบอารมณ์ “คนตาบอดก็มองเห็น ไม่ต้องถาม!”
โจวกั๋วหัวได้แต่เงียบไป
เมื่อเวินหว่านหายตกใจแล้ว เธอก็เดินเข้ามาสมทบ “มันไปเกี่ยวกับโขดหินใต้น้ำเหรอคะ หรือจะต้องให้ใครลงไปดู ดึงตรงที่มันเกี่ยวออกมาก็น่าจะได้แล้วนี่คะ”
คราวนี้เวินหว่านพูดจาไม่ดูตาม้าตาเรืออย่างแท้จริง โจวปิงเฉียงตวาดกลับอย่างหัวเสีย “ดี! งั้นเธอก็ลงไปดูสิ ลงไปแกะไอ้ที่มันติดอยู่ออกมาเลยไป!”
เป็นจริงอย่างที่เขาว่า การพาผู้หญิงออกทะเลไม่เคยมีเรื่องดีเลย
“คือ...” เวินหว่านอ้ำอึ้ง “ฉันว่ายน้ำไม่เก่งขนาดนั้นค่ะ”
ในใจของเธออดที่จะรู้สึกน้อยใจไม่ได้ มันไม่ใช่ความผิดของเธอสักหน่อย นั่นมันอุบัติเหตุ ถ้าไม่ใช่เพราะโจวกั๋วหัวมาลวนลามเธอเรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น แล้วเขาจะมาตะคอกใส่เธอทำไมกัน ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี! อีกอย่างที่เธอตามมาด้วยก็เพื่อจะพาพวกเขามาหาหอยมุก ไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณอะไรกันสักหน่อย
โจวกั๋วหัวรู้สึกว่าพ่อของตนดุเกินไปหน่อย เมื่อครู่เป็นเพียงอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิด เวินหว่านเองก็คงจะตกใจมาก เขาจึงพูดขึ้น “พ่อครับ หรือจะให้ผมลงไปดู บางทีมันอาจจะเกี่ยวไว้ไม่ลึกมาก”
แต่ถ้ามันลึกเกินไป แรงกดดันใต้น้ำก็จะมหาศาล และเขาก็ไม่สามารถกลั้นหายใจได้นานขนาดนั้น
โจวปิงเฉียงโกรธจนไม่อยากจะพูดอะไรอีกต่อไป เขาตัดสินใจยอมทิ้งอวนผืนนั้นไปทั้งผืน
โชคดีที่บนเรือยังมีอวนสำรองอยู่อีกผืนหนึ่ง ไม่อย่างนั้นการออกมาทะเลในวันนี้คงจะเสียเที่ยวเปล่า
เขารู้สึกเสียดายจับใจ อวนผืนนั้นยังใหม่เอี่ยมอยู่เลย แถมราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ
ไม่ควรพาผู้หญิงออกทะเลมาด้วยจริงๆ! นี่เป็นเรือลำใหม่เสียด้วย เขากลัวว่ามันจะนำโชคร้ายมาสู่เรือ โจวปิงเฉียงเสียใจจนแทบกระอัก
เขาหลงเชื่อคำพูดของโจวหย่งฝูเข้าจนได้! ที่บอกว่าพาลูกสะใภ้ออกทะเลแล้วจะโชคดี สามีภรรยาใจตรงกัน กำลังของมันตัดทองได้งั้นเหรอ
ไร้สาระสิ้นดี! ก็มีแต่โจวเฉิงเหล่ยนั่นแหละที่โชคดี ได้ภรรยาที่มีบุญบารมีมาครอง
แต่ไม่ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะนำโชคทางทะเลมาให้เหมือนเจียงเซี่ย และไม่ใช่ทุกคนที่จะช่วยหนุนดวงสามี
ต่อไปนี้เขาจะไม่ยอมให้ผู้หญิงคนไหนขึ้นเรือมาอีกเด็ดขาด
โจวกั๋วหัวรีบไปนำอวนสำรองมาโยนลงทะเล ส่วนโจวปิงเฉียงก็กลับไปขับเรือเพื่อลากอวนต่อ
เรือของตระกูลโจวยังคงเคลื่อนที่ต่อไปอย่างช้าๆ ห่างจากเรือของโจวปิงเฉียงออกไปเรื่อยๆ
แล้วเจียงเซี่ยก็รู้สึกได้ถึงแรงกระตุกที่คันเบ็ดอีกครั้ง คราวนี้เธอตกได้ปลาจานเหลืองตัวใหญ่
มันเป็นปลาขนาดใหญ่ ความยาวเกือบสามสิบเซนติเมตร และหนักราวเจ็ดชั่ง ปลานี้จัดเป็นปลาชั้นดี เนื้อนุ่มละเอียดและมีรสหวาน ไม่ว่าจะทานสดๆ หรือนำไปหมักเกลือตากแห้งก็อร่อยทั้งนั้น ตัวนี้น่าจะขายได้ราวเจ็ดถึงแปดหยวน
เจียงเซี่ยรอให้โจวเฉิงเหล่ยปลดปลาออกจากเบ็ด เธอเห็นว่าเรือของโจวปิงเฉียงยังคงจอดนิ่งอยู่ที่เดิม จึงอดถามไม่ได้ “พวกเขาช่วยคนขึ้นมาได้แล้วไม่ใช่เหรอคะ ไม่น่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นใช่ไหม”
โจวเฉิงเหล่ยเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด “คนไม่เป็นไรครับ น่าจะเป็นอวนที่จมลงไปแล้วโดนอะไรเกี่ยวเข้า”
“แล้วจะทำยังไงล่ะคะ ต้องลงไปในทะเลเพื่อแกะออกเหรอ”
“การลงไปแกะมันอันตรายเกินไปครับ ส่วนใหญ่เขาจะเลือกทิ้งอวนไปเลย”
“อ้อ ค่ะ”
โจวเฉิงเหล่ยปลดปลาเสร็จก็เกี่ยวเหยื่อใหม่แล้วยื่นคันเบ็ดให้เจียงเซี่ย เธอก็รับมาแล้วเหวี่ยงเบ็ดลงทะเลไปอย่างสบายอารมณ์
บนเรืออีกลำ หลังจากเปลี่ยนอวนและเริ่มลากอวนอีกครั้ง โจวกั๋วหัวก็หันมาถามเวินหว่าน “ยังจะตกปลาต่อไหม”
เวินหว่านเป็นคนไม่ยอมแพ้ เธออยากจะล้างอาย จึงพยักหน้ารับ “ค่ะ!”
โชคดีที่ครั้งนี้มีปลาธรรมดาๆ มาติดเบ็ดเสียที!
เวินหว่านตกได้ปลาอินทรีตัวหนึ่ง ปลาอินทรีเป็นปลาที่ตัวค่อนข้างใหญ่และกินเบ็ดอย่างรุนแรง ทำให้การต่อสู้ค่อนข้างน่าตื่นเต้น ตอนแรกเธอถึงกับนึกว่าตกได้ปลาใหญ่ยักษ์เสียอีก
ถึงกระนั้นมันก็ไม่ได้เล็กเลย มีน้ำหนักราวสามชั่งได้
เวินหว่านเหลือบมองไปยังเรือของเจียงเซี่ยโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้เรือของโจวปิงเฉียงได้แล่นเข้ามาใกล้เรือของพวกเขาอีกครั้ง ทั้งสองลำอยู่ห่างกันในระยะที่พอมองเห็นการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายได้ลางๆ
เป็นจังหวะเดียวกับที่คันเบ็ดของเจียงเซี่ยถูกกระตุกอย่างรุนแรง มันเป็นปลาอินทรีเช่นกัน
แต่ปลาอินทรีของเจียงเซี่ยนั้นดูตัวยาวเหยียด โจวเฉิงเหล่ยต้องใช้เวลาเล่นกับมันอยู่ในน้ำอยู่นานจนมันหมดแรงจึงจะสามารถนำขึ้นเรือได้
โจวปิงเฉียงเห็นภาพนั้นเต็มสองตา! แล้วเขาก็นึกถึงปลาอินทรีที่เวินหว่านเพิ่งจะตกได้
ไม่เห็นข้อแตกต่างก็ไม่ปวดใจ! ตัวหนึ่งคาดว่าหนักแค่สามชั่ง แต่อีกตัวคาดว่าหนักถึงสามสิบชั่ง
เขาอดคิดไม่ได้ว่าคู่หมั้นของลูกชายคนนี้ดูจะไม่มีโชคทางทะเลเอาเสียเลย การจะแต่งเธอเข้าบ้านจริงๆ จะดีแน่หรือ โจวกั๋วหัวกลับไม่รู้ร้อนรู้หนาว เขายังเอ่ยชมไม่หยุดปาก “ปลาอินทรีตัวนี้ใหญ่จริงๆ เสี่ยวหว่านคุณเก่งมาก!”
เวินหว่านรู้สึกอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี!
ทำไมเจียงเซี่ยถึงได้ตกแต่ปลาใหญ่ตลอดเลยนะ หรือว่าโชคของเธอจะสู้ของนังนั่นไม่ได้จริงๆ หรือจะเป็นปัญหาที่คันเบ็ดกับเหยื่อ
ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วจะตกต่อไปทำไมให้ขายหน้า
เป็นจังหวะเดียวกับที่โจวกั๋วหัวถามขึ้นอีกครั้ง “ยังจะตกต่อไหม”
“ไม่แล้วค่ะ ฉันตกปลาไม่เป็นและยังต้องอ่านหนังสืออีก” เวินหว่านไม่อยากจะหาเรื่องอับอายไปมากกว่านี้ เธอจึงเดินไปนั่งที่มุมเรือแล้วหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน
หลังจากนั้นเจียงเซี่ยก็ตกปลานกแก้วสีฟ้าเขียวสวยงามได้หนึ่งตัว ปลากะพงหนึ่งตัว และปลาวัวอีกหนึ่งตัว ปลาเหล่านี้ตัวไม่ใหญ่นัก หนักราวหนึ่งชั่งกว่าๆ
และสุดท้ายเธอก็ตกได้ปลาสำลีน้ำลึกอีกหนึ่งตัว ซึ่งหนักราวเจ็ดถึงแปดชั่ง ถือเป็นปลาใหญ่
เจียงเซี่ยยิ้มอย่างพอใจ “ตัวนี้เราเอาไปกินที่บ้านกันนะคะ ฉันอยากกินซาชิมิปลาสำลีน้ำลึก”
โจวเฉิงเหล่ยปลดปลาออกจากเบ็ดอย่างระมัดระวังแล้วตอบรับ “ได้ครับ”
ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เรือทั้งสองลำจะต้องกู้อวน
พ่อโจวบอกกับคนทั้งสอง “เลิกตกได้แล้ว ได้เวลากู้อวนแล้ว!”
“ได้ค่ะ” เจียงเซี่ยขานรับ
โจวเฉิงเหล่ยจึงวางคันเบ็ดแล้วเดินเข้าไปช่วย
พ่อโจวยิ้มแล้วกวักมือเรียกเจียงเซี่ย “เสี่ยวเซี่ย ลูกก็มาช่วยกู้อวนด้วยสิ”
โจวเฉิงเหล่ยได้ยินก็รีบพูดขึ้นทันที “ไม่ต้องครับ”
พ่อของเขาเป็นอะไรไปนะ ไม่เห็นหรือไงว่าเจียงเซี่ยแขนขาบอบบางขนาดนั้น เธอแทบจะรับแรงของเขาไม่ไหวอยู่แล้ว ร่างกายบอบบางจะตายไป จะมีเรี่ยวแรงที่ไหนไปช่วยกู้อวนกัน
(จบบท)