บทที่ 11: บ้านที่ทั้งลม ทั้งแสง ทั้งฝนรั่วเข้ามาได้
คนในหมู่บ้านเวลาย้ายบ้านหรือแม้แต่จะปูเตียงนอนใหม่ล้วนมีธรรมเนียมปฏิบัติ จะทำสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ต้องเลือกวันมงคล และถ้าไม่เลือกวันให้เฉพาะเจาะจง ก็มักจะเลือกเอาวันขึ้นหนึ่งค่ำหรือสิบห้าค่ำซึ่งถือเป็นวันดี
ดังนั้นพ่อโจวจึงตัดสินใจย้ายบ้านกันในวันนี้เลย
โจวเฉิงเหล่ยกับพ่อโจวหยิบอุปกรณ์ทำความสะอาด เตรียมจะไปที่บ้านเก่าเพื่อปัดกวาดเช็ดถู
เจียงเซี่ยกังวลว่าผู้ชายอาจจะทำความสะอาดได้ไม่ละเอียดเท่าผู้หญิง ประกอบกับตัวเธอค่อนข้างจะมีมาตรฐานเรื่องความสะอาดของที่อยู่อาศัยสูงอยู่พอสมควร จึงเอ่ยขึ้น “ของของฉันก็ไม่ต้องเก็บอะไรมากหรอก เดี๋ยวฉันไปช่วยทำความสะอาดด้วยดีกว่าค่ะ คนเยอะๆ จะได้เสร็จเร็วขึ้น”
เจ้าของร่างเดิมเพิ่งจะแต่งงานเข้ามาได้ไม่นาน และเตรียมพร้อมจะหย่าอยู่ตลอดเวลา ของใช้ส่วนตัวหลายอย่างจึงยังคงอยู่ในถุงกระสอบลายสีรุ้ง ยังไม่ได้เอาออกมาจัดวางเลยด้วยซ้ำ
ตอนนี้กลับกลายเป็นสะดวกต่อการย้ายบ้านพอดี
“ได้ครับ งั้นก็ให้แม่อยู่กับพี่สะใภ้ใหญ่ช่วยกันแบ่งของที่บ้านแล้วกัน”
เถียนไฉ่ฮวากลับรู้สึกว่าเจียงเซี่ยฉลาดแกมโกง ดูสิ ตอนนี้เธอทำเป็นขยันขันแข็ง รีบเสนอตัวไปทำความสะอาด แล้วทิ้งให้แม่สามีอยู่แบ่งของที่นี่ แบบนี้แล้ว ของเก่าๆ พังๆ ไม่ดีเหล่านั้น เธอจะกล้าแบ่งให้แม่สามีที่กำลังจะย้ายไปอยู่กับลูกชายคนเล็กเหรอ?
ช่างดูถูกเธอเกินไปแล้ว! เจ้าเล่ห์จริงๆ!
ทันใดนั้นเธอก็นึกถึงกระบวนการแยกบ้านทั้งหมด เจียงเซี่ยทำทีเป็นแม่พระผู้เสียสละ ไม่ต่อสู้ไม่แย่งชิงอะไรเลย ทำให้ตัวเธอกลายเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย ปากร้ายใจแคบ แถมยังดูอกตัญญูอีก สุดท้ายนอกจากเรื่องบ้านใหม่ที่ตัวเองได้เปรียบไปหน่อยแล้ว เรื่องอื่นๆ คนแก่สองคนก็ไม่ได้ทำให้สองสามีภรรยาคู่นั้นเสียเปรียบเลยแม้แต่น้อย
เถียนไฉ่ฮวายิ่งคิดก็ยิ่งโมโห!
ถุย! เธอกไม่เชื่อหรอกว่าเจียงเซี่ยจะไม่ต่อสู้ไม่แย่งชิงจริงๆ ไม่ต้องการอะไรเลยจริงๆ นังหมาป่าเจ้าเล่ห์! ช่างร้ายกาจและเจ้าเล่ห์เสียจริง!
คาดว่าคนแก่สองคนคงจะรู้สึกว่าโจวเฉิงเหล่ยกับเจียงเซี่ยย้ายไปอยู่บ้านเก่าแล้วเสียเปรียบ ต้องแอบเอาเงินเก็บส่วนตัวออกมาช่วยเหลือพวกเขาเป็นการส่วนตัวแน่ๆ
พอคิดแบบนี้ เถียนไฉ่ฮวาก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาอีกระลอก
ความอิจฉาริษยาทำให้เถียนไฉ่ฮวาลืมไปชั่วขณะว่าเจียงเซี่ยกำลังจะหย่ากับน้องสามีอยู่แล้ว เธอจะไปสนใจอะไรกับเรื่องพวกนี้กัน?
บ้านโจวอาศัยอยู่ในหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ติดภูเขาอาศัยภูเขา อยู่ใกล้ทะเลก็อาศัยทะเล ดังนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่จึงหาเลี้ยงชีพด้วยการออกทะเลหาปลา
อีกทั้งแถบนี้ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ มีภูเขาน้อยมาก ที่ดินกว้างขวางแต่ผู้คนเบาบาง ดังนั้นทุกครัวเรือนจึงมีที่นาอยู่ไม่น้อย ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านจึงถือว่าพอใช้ได้ ไม่ถึงกับต้องอดอยากปากแห้ง
บ้านเก่าของตระกูลโจวอยู่ค่อนข้างใกล้ทะเล แต่ก็ไม่ได้อยู่ติดชายหาด แค่ค่อนข้างใกล้เท่านั้น
บ้านที่อยู่ใกล้ทะเลจะมีความชื้นสูง อาศัยอยู่ไปนานๆ จะเป็นโรคไขข้ออักเสบได้ง่าย หากเจอสึนามิก็ยังมีความเสี่ยงที่จะถูกคลื่นซัดทำลายอีกด้วย ไม่ได้มีความสุนทรีย์เหมือนในบทกวีที่ว่า “ข้ามีบ้านหนึ่งหลัง หันหน้าออกสู่ทะเล รับไออุ่นวสันต์ บุปผาชาติเบ่งบาน” เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นชาวบ้านเวลาสร้างบ้านจึงไม่นิยมเลือกทำเลติดทะเล
แม้ทิวทัศน์ริมทะเลจะสวยงาม แต่พวกเขาเห็นกันอยู่ทุกวันจนไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรแล้ว
เพียงแต่ในยุคต่อมาเมื่อเศรษฐกิจพัฒนาขึ้น เพื่อสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นจุดขาย บ้านพักและโรงแรมจำนวนมากจึงถูกสร้างขึ้นริมชายหาด
เจียงเซี่ยพิจารณาบ้านหินที่ถูกทิ้งร้างมานานหลังนี้ กำแพงบ้านก่อขึ้นด้วยหินก้อนใหญ่ ดูแล้วแข็งแรงมั่นคงมาก ให้ความรู้สึกเก่าแก่มีมนต์ขลัง
ในลานบ้านมีหญ้าวัชพืชขึ้นรกเต็มไปหมด แต่ก็กว้างขวางมาก
ชาติก่อนเจียงเซี่ยเป็นคนเมือง หลังจากพ่อแม่เสียชีวิต บ้านก็ถูกขายเพื่อใช้หนี้ ต่อมาบ้านที่เธออยู่ก็เป็นเพียงห้องใต้ดินเล็กๆ ที่ย่าของเธอซึ่งทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดได้รับจัดสรรมาก่อนเกษียณ มันทั้งเล็กและมืด ไม่มีหน้าต่าง ในห้องแม้แต่ต้นไม้กระถางก็ยังปลูกไม่รอด
จนกระทั่งเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ใช้หนี้ค่ารักษาพยาบาลของย่าจนหมด หลังจากเรียนจบปริญญาโทได้สองปี เธอถึงจะมีเงินซื้อห้องสตูดิโอในเมืองหลวงได้ด้วยเงินสด แต่ที่น่าเจ็บใจคือยังไม่ทันจะได้เข้าอยู่ก็ทะลุมิติมาเสียก่อน
ดังนั้นในชาตินี้ เธอไม่เคยอยู่บ้านที่มีลานกว้างเป็นของตัวเองมาก่อนเลย!
ลานบ้านนี้ใหญ่มาก เจียงเซี่ยมองแล้วก็รู้สึกชอบขึ้นมาทันที รอจนหย่ากันในอนาคต เธอก็จะซื้อบ้านที่มีลานแบบนี้เหมือนกัน ด้านหน้าปลูกดอกไม้ด้านหลังปลูกผลไม้
ในสมองของเธอได้ใช้ลานบ้านนี้เป็นต้นแบบ จินตนาการถึงวิธีการสร้างสวนเล็กๆ ในฝันของตัวเองในอนาคตเรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้ทั้งลานบ้านเต็มไปด้วยวัชพืช และเพราะเป็นบ้านเก่าที่สร้างมาหลายสิบปี ไม่มีคนอยู่อาศัยมาสองสามปีแล้ว จึงขาดการซ่อมบแซม แถมยังไม่มีไออุ่นของคนอยู่อาศัย กระเบื้องบนหลังคาก็หลุดร่อนไปไม่น้อย ยืนอยู่ในบ้านเงยหน้าขึ้นไปก็สามารถเห็นแสงสว่างลอดผ่านช่องว่างของกระเบื้องลงมาได้เป็นจุดๆ
เมื่อแสงรั่วเข้ามาได้ ฝนก็ย่อมรั่วเข้ามาได้เช่นกัน
พ่อโจวขมวดคิ้ว “หลังคาต้องซื้อกระเบื้องมาซ่อมหน่อยแล้ว ไม่อย่างนั้นถ้าฝนตก หรือมีพายุไต้ฝุ่นเข้าจะลำบาก”
โจวเฉิงเหล่ยรับคำ “พรุ่งนี้ผมจะไปซื้อครับ”
เจียงเซี่ยเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามใสราวกับถูกชะล้าง ไม่เหมือนจะมีฝนตกเลยสักนิด แต่เธอกลับนึกถึงเนื้อเรื่องในหนังสือขึ้นมาได้
ในหนังสือมีพายุซูเปอร์ไต้ฝุ่นลูกหนึ่งพัดขึ้นฝั่งในแถบชายฝั่งทะเลนี้ หลังจากพายุผ่านไป ที่ชายหาดจะมีปลาและกุ้งมากมาย นางเอกก็วิ่งมาเก็บปลาและกุ้งไปขายเพื่อหาค่าครองชีพและค่าเล่าเรียนสำหรับเทอมใหม่ เพราะเดือนกันยายนก็จะเปิดเรียนแล้ว แต่ผลปรากฏว่าเธอกล้าหาญเกินไป เพื่อที่จะไล่ตามปลาตัวใหญ่ตัวหนึ่ง เธอวิ่งลึกเข้าไปในทะเลมากเกินไปจนถูกคลื่นซัดจมหาย ดีพระเอกกระโจนลงไปช่วยเธอขึ้นมาได้ทัน
ตามเนื้อเรื่องเดิมในหนังสือ เจ้าของร่างเดิมกับพระเอกควรจะหย่ากันและจากไปในวันนี้แล้ว นางเอกก็ควรจะปรากฏตัวหลังจากนี้
ใครจะไปรู้ว่าซูเปอร์ไต้ฝุ่นลูกนั้นจะมาเมื่อไหร่?
เธอรู้สึกร้อนใจขึ้นมาหน่อยหนึ่งจึงพูดขึ้น “เดือนสิงหาคมเป็นฤดูที่ไต้ฝุ่นชุกชุม ไม่รู้ว่าฝนจะตกเมื่อไหร่ ตอนนี้ยังเช้าอยู่ เราไปซื้อกระเบื้องกลับมาซ่อมหลังคาให้เสร็จวันนี้เลยดีไหมคะ?”
พ่อโจวจึงพูดขึ้น “ปีนี้เริ่มมีพยากรณ์อากาศแล้วนะ ถ้าจะมีไต้ฝุ่นเข้า สถานีวิทยุจะมีประกาศเตือนให้ทุกคนงดออกทะเล”
เจียงเซี่ยค่อยวางใจลงหน่อยหนึ่ง แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ “แล้วพยากรณ์อากาศนี่มันแม่นยำเหรอคะ?”
“บางทีก็แม่น บางทีก็ไม่แม่น”
เจียงเซี่ย: “...”
พ่อโจวอธิบายต่อ “พยากรณ์อากาศเขารายงานภาพรวมทั้งเมือง แต่ใต้เมืองลงไปก็ยังมีอำเภอตั้งมากมาย สภาพอากาศมันก็แตกต่างกันไป”
โจวเฉิงเหล่ยดูออกว่าเธอกำลังกังวลจึงพูดขึ้น “พ่อครับ งั้นตอนนี้ผมไปดูที่ร้านว่ามีกระเบื้องขายไหม ถ้ามีก็ซื้อกลับมาเลย ช่วงบ่ายก็น่าจะซ่อมหลังคาเสร็จ”
พ่อโจวไม่อยากจะอยู่กับลูกสะใภ้ตามลำพังนานเกินไปนัก จึงพูดขึ้น “พ่อไปเอง! พวกลูกสองคนทำความสะอาดอยู่ที่นี่แหละ”
หมู่บ้านข้างๆ ก็มีเตาเผากระเบื้องอยู่ ซื้อแล้วเขาก็มีบริการส่งถึงบ้าน ไม่ต้องลำบากขนเอง โจวเฉิงเหล่ยจึงไม่ได้แย่งที่จะไป พ่อโจวพูดจบก็เดินออกไปทันที
โจวเฉิงเหล่ยมองวัชพืชที่ขึ้นรกในลานบ้าน การถอนหญ้าค่อนข้างใช้แรงงาน เขาจึงหันไปพูดกับเธอ “คุณเข้าไปทำความสะอาดในบ้านนะ เดี๋ยวผมจะถอนหญ้าในลานให้หมดเอง”
ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านส่วนใหญ่ถูกย้ายออกไปหมดแล้ว ทำให้บ้านโล่งๆ ตอนย้ายบ้านครั้งก่อนก็ทำความสะอาดไปทีนึงคงไม่รกมากนัก อย่างมากก็มีแค่ฝุ่นจับหนาเตอะ เธอทำความสะอาดคนเดียวคงไม่เหนื่อยเกินไป
เจียงเซี่ยไม่มีความเห็นอะไร เธอจึงหยิบผ้ามาโพกศีรษะ ยังเอาผ้าอีกผืนมาปิดปากปิดจมูกกันฝุ่น แล้วจึงถือไม้กวาดเดินเข้าไปสำรวจ “บ้านใหม่” ของเธอด้วยความมุ่งมั่น
บ้านหลังนี้มีทั้งหมดสี่ห้อง ตรงกลางเป็นห้องโถงใหญ่ สองข้างเป็นห้องนอน ห้องโถงยาวและลึกมาก การจัดวางผังห้องไม่ค่อยดีนัก
ด้านซ้ายและขวาของตัวบ้านหลักยังมีห้องที่ค่อนข้างเตี้ยต่อเติมออกมาอีกสองห้อง ด้านซ้ายเป็นห้องครัว มีเตาขนาดใหญ่สองเตา ข้างๆ เตาใหญ่ยังมีเตาเล็กๆ อีกสองเตา ด้านขวาเป็นห้องเก็บของ ใช้สำหรับเก็บเครื่องมือการเกษตรและของจิปาถะ
ข้างๆ ห้องครัวยังมีห้องที่เตี้ยและแคบอีกห้องหนึ่ง นั่นคือห้องอาบน้ำ
พื้นห้องอาบน้ำปูด้วยอิฐแดง ห้องครัวกับห้องเก็บของไม่ได้ปูพื้น ส่วนในตัวบ้านหลักปูด้วยกระเบื้องดินเผาแบบเก่าทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ซึ่งก็ถือว่าดีมากแล้ว
เจียงเซี่ยเคยได้ยินเพื่อนร่วมห้องสมัยมหาวิทยาลัยเล่าว่า บ้านเกิดของเธอยังมีบ้านอิฐดินที่สร้างในยุค 50-60 ซึ่งพื้นไม่ได้ปูอะไรเลย เป็นเพียงพื้นดินที่ถูกอัดจนแน่นและดำไปหมด
บ้านหลังนี้ยังมีสวนหลังบ้านอีกด้วย แถมยังใหญ่พอสมควร มีการสร้างคอกหมู คอกวัว และเล้าไก่ไว้ด้วยหิน แต่ตอนนี้ก็อยู่ในสภาพผุพังหมดแล้ว
เจียงเซี่ยเดินสำรวจเสร็จก็รู้สึกว่ามันดีกว่าที่เธอจินตนาการไว้มาก เธอตัดสินใจว่าจะเริ่มทำความสะอาดจากห้องนอนก่อน
บ้านเก่าหลังนี้ก็มีไฟฟ้าเข้าถึงแล้ว มีการติดตั้งหลอดไฟไว้เรียบร้อย เจียงเซี่ยดึงเชือกที่ห้อยลงมาจากผนังข้างประตู หลอดไฟไส้ทังสเตนก็สว่างขึ้น
เธอถือไม้กวาดด้ามยาว ตัดสินใจว่าจะเริ่มทำความสะอาดหยากไย่บนผนังและขื่อคานก่อน
หลังจากกวาดผนังทั้งสี่ด้านเสร็จ เธอยกไม้กวาดขึ้นสูงเพื่อจะไปกวาดขื่อบ้าน ทันใดนั้นเอง ดวงตาของเธอก็สบเข้ากับดวงตาอีกสี่ดวงของงูสองตัวที่ขดอยู่บนขื่อบ้านเข้าพอดี
“กรี๊ดดดดด!”
เจียงเซี่ยตกใจจนโยนไม้กวาดทิ้ง แล้ววิ่งหน้าตั้งออกมาจากห้อง ผ้าที่ปิดหน้าอยู่ก็ปลิวหลุดไปจากแรงวิ่ง
(จบบท)