บทที่ 110: ท่าใหม่ของป้ายวิญญาณ
เมื่อพ่อโจวและแม่โจวได้ยินว่าเจียงเซี่ยตั้งใจจะขายอ่างเงินใบนั้น ทั้งสองก็ไม่ได้คัดค้านอะไร ความคิดของคนทั้งคู่คือลูกหลานย่อมมีบุญวาสนาเป็นของตนเอง พวกเขาจะไม่เข้าไปก้าวก่ายการตัดสินใจของคนรุ่นใหม่อยู่แล้ว
“ขายไปก็ดีเหมือนกันนะ” แม่โจวกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ราคาเงินตอนนี้ดูเหมือนจะสูงมากเลยนี่นา! ป้ากัวเขากำลังจะรับลูกสะใภ้ไม่ใช่เหรอ วันก่อนแม่ได้ยินเขาบ่นว่าแค่ไปตีแหวนเงินวงเล็กๆ ให้ลูกสะใภ้ยังหมดไปตั้งยี่สิบกว่าหยวน”
แล้วอ่างเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ ถ้าขายไปจะได้เงินสักกี่พันหยวนกันนะ
“ครั้งที่แล้วตอนไปขายไข่มุก” พ่อโจวกล่าวเสริม “ผู้จัดการจางที่ร้านทองยังบอกเลยว่าราคาเงินกำลังขึ้นตลอด เขาว่าตอนนี้ขึ้นไปถึงห้าสิบดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์แล้วนะ แถมยังบอกอีกว่าปีนี้น่าจะยังขึ้นได้อีก”
แม่โจวฟังแล้วก็ยังงุนงง “ออนซ์มันคืออะไรกันล่ะ หนึ่งตำลึงรึเปล่า หมายความว่าตอนนี้เงินขาวราคาห้าสิบดอลลาร์ต่อตำลึงเหรอ แล้วเงินดอลลาร์นี่ถ้าแลกเป็นเงินเราก็ได้เยอะกว่าใช่ไหม”
“พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน น่าจะหมายถึงหนึ่งตำลึงนั่นแหละมั้ง!”
เจียงเซี่ยจึงต้องอธิบายหน่วยวัดสากลให้คนทั้งสองฟังอย่างง่ายๆ “หนึ่งชั่งจะมีประมาณสิบเจ็ดออนซ์กว่าๆ ค่ะ”
แม่โจวถึงกับตาโตเป็นไข่ห่าน เธอพยายามใช้นิ้วของตนนับ...หนึ่งออนซ์ห้าสิบดอลลาร์ สิบออนซ์ก็ห้าร้อยดอลลาร์ บวกกับอีกเจ็ดออนซ์...
เธอนับไม่ถูกเลย! แต่เธอรู้แค่เพียงว่ามันเป็นเงินจำนวนมหาศาล มากมายจนจินตนาการของเธอไปไม่ถึง!
“แล้วเงินที่ขายของชิ้นใหญ่นี่” เธอถามอย่างตื่นเต้น “มันจะพอซื้อเรือลำใหญ่ได้สักลำไหมลูก”
เจียงเซี่ยลองคำนวณในใจ อ่าง "ยูเอฟโอ" ใบนี้หนักราวสิบชั่ง หากออนซ์ละห้าสิบดอลลาร์... “น่าจะขายได้ประมาณแปดพันแปดร้อยกว่าดอลลาร์สหรัฐค่ะ”
เธอไม่แน่ใจเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนในยุคนี้เท่าไหร่นัก จำได้ลางๆ ว่ายังไม่สูงมากนัก อยู่ที่ประมาณ 1.5 แต่หลังจากนี้จะค่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ ในทางกลับกัน ราคาแร่เงินหลังจากผ่านพ้นปีนี้ไปก็จะเริ่มลดต่ำลง และลดลงอย่างน่าใจหายเสียด้วย ดังนั้นบนโลกนี้จึงหาเรื่องที่สมบูรณ์แบบทั้งสองด้านได้ยากนัก
แต่ถึงกระนั้นเธอก็พอใจมากแล้ว ในนิยายต้นฉบับ คนที่เจออ่างเงินใบนี้คือโจวเฉิงเหล่ย และเขาขายมันไปในช่วงที่ราคาพุ่งสูงสุดพอดี ได้เงินมาราวหนึ่งหมื่นสามพันหยวน วันนี้เธอจึงถือว่าตัวเองได้เก็บเรือประมงมาฟรีๆ ลำหนึ่งเลยทีเดียว
เมื่อได้ยินตัวเลขแปดพันแปดร้อยกว่าดอลลาร์ แม่โจวก็ยิ้มกว้าง “คราวนี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินซื้อเรือไม่พอแล้ว!”
“ยังเหลือเงินอีกตั้งห้าพันดอลลาร์เลยนะ” พ่อโจวกล่าวอย่างอารมณ์ดี “เอาไปวางมัดจำสั่งต่อเรือลำเล็กอีกลำยังได้เลย!”
“ใช่ๆๆ!” แม่โจวพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “เหลือตั้งห้าพันดอลลาร์ ถึงจะไม่สั่งต่อเรือ เอาไปสร้างบ้านก็ได้! ตอนนี้เงินห้าพันหยวนไม่รู้ว่าจะสร้างบ้านได้ใหญ่แค่ไหนนะเนี่ย ปูนกับอิฐแดงก็ดูเหมือนจะแพงขึ้นอีกแล้ว”
“เงินห้าพันหยวนนี่เข้าไปซื้อห้องชุดเล็กๆ ในเมืองได้เลยนะ แล้วนี่เป็นเงินดอลลาร์ แลกเป็นเงินหยวนยิ่งได้เยอะ ที่หมู่บ้านเราสร้างบ้านสองชั้นครึ่งได้สบายๆ แน่นอน”
สองผู้สูงวัยต่างถกเถียงกันอย่างออกรสว่าจะนำเงินห้าพันดอลลาร์ที่เหลือไปใช้ทำอะไรดี
เจียงเซี่ยฟังการสนทนาของคนทั้งสองแล้วก็ครุ่นคิดในใจว่าควรจะสร้างบ้านก่อนหรือสั่งต่อเรืออีกลำจะดีกว่ากัน ต้นทุนการสร้างบ้านในยุคนี้ก็มีแต่จะแพงขึ้นทุกปี เช่นเดียวกับราคาเรือ ช่างเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากเสียจริง คืนนี้คงต้องปรึกษากับโจวเฉิงเหล่ยดูเสียแล้ว
โจวเฉิงเหล่ยเดินไปเตรียมโยนอวนอีกครั้ง ตอนนี้เพิ่งจะบ่ายสามโมง ยังสามารถลากอวนได้อีกรอบก่อนกลับ
พ่อโจวที่กำลังคุยอย่างออกรสกับภรรยา พอเห็นลูกชายเดินไปคนเดียว เขาก็รีบตะโกนขึ้น “เสี่ยวเซี่ย...”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยค เจียงเซี่ยที่รู้ทันความคิดของพ่อสามีก็รีบขานรับพร้อมรอยยิ้ม “ได้เลยค่ะคุณพ่อ เดี๋ยวหนูไปช่วยเดี๋ยวนี้แหละค่ะ”
พ่อโจวยิ้มกว้าง...ยังคงเป็นลูกสะใภ้ที่ฉลาดหลักแหลมกว่า ส่วนลูกชายของเขาน่ะเหรอ โง่จนสอนไม่จำจริงๆ! เจียงเซี่ยเดินไปหาโจวเฉิงเหล่ย เขาก็ขยับตัวให้เธอยืนอยู่ข้างหน้า แล้วทั้งสองก็ช่วยกันโยนอวน
ทันใดนั้นพ่อโจวก็เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาในบัดดล เขาคิดค้นท่าใหม่สำหรับการเป็นป้ายวิญญาณได้แล้ว! ชายชราประคองอ่างเงิน "ยูเอฟโอ" ใบนั้นขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ยืนตัวตรงแน่วอยู่เบื้องหลังหนุ่มสาว แล้วเริ่มบริกรรมคาถาในใจ "เงินจงมา ทองจงมา เงินทองไหลมาเทมา! ไหลมาเหมือนคลื่นในมหาสมุทร ระลอกแล้วระลอกเล่าถาโถมเข้ามาไม่ขาดสาย"
แม่โจวที่กำลังคุมหางเสือเรือได้แต่มองอย่างระอาใจ
โจวเฉิงเหล่ยรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างจากด้านหลังจึงหันกลับไปมอง...แล้วก็ได้แต่เงียบไป
เจียงเซี่ยเห็นเขาหันไปก็หันตาม แล้วก็หลุดหัวเราะออกมา...คุณพ่อโจวทำไมน่ารักขนาดนี้นะ เมื่อเธอขยับตัว โจวเฉิงเหล่ยก็รีบโอบเอวเธอไว้ตามสัญชาตญาณเพราะกลัวว่าเธอจะตกทะเล
พ่อโจวเห็นภาพความใกล้ชิดสนิทสนมของคนทั้งสองแล้วก็ยิ่งมั่นใจ...ฮ่าๆๆ เงินทองต้องมาแน่! โจวเฉิงเหล่ยเห็นเจียงเซี่ยหัวเราะ เขาก็หันกลับไปพูดกับพ่อ “ทำต่อไปสิครับพ่อ”
พ่อโจวที่กำลังเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจว่าภายใต้บารมีแห่งป้ายวิญญาณของตน เงินทองจะต้องไหลมาเทมาอย่างแน่นอน พอสวดจนพอใจแล้วกำลังจะเก็บท่าอยู่แล้วเชียว แต่กลับโดนลูกชายพูดแบบนี้ใส่! นี่มันเห็นเขาเป็นตัวตลกหรืออย่างไร
ถึงแม้จะอยากจะเตะไอ้ลูกชายอกตัญญูคนนี้ตกเรือไปใจจะขาด แต่เพื่อความปรองดองและเงินทองที่จะไหลมาเทมา...อดทนอีกหน่อยแล้วกัน สวดต่ออีกสักนิดจะเป็นไรไป
อวนสุดท้ายของวันถูกกู้ขึ้นมาตอนห้าโมงเย็นขณะที่เรือกำลังมุ่งหน้ากลับเข้าฝั่ง อวนนั้นเต็มไปด้วยปลาทูแขกถุงใหญ่
ปลาชนิดนี้ราคาไม่แพงนัก ราวๆ สองเหมาต่อชั่ง แต่ปริมาณที่ได้มานั้นเยอะมาก น่าจะเกือบสามร้อยชั่งได้! ซึ่งก็น่าจะขายได้ราวๆ หกสิบหยวน
พ่อโจวพอใจมากแล้ว! คลื่นในทะเลมีทั้งลูกใหญ่ลูกเล็กเป็นเรื่องปกติ ครั้งนี้มาเป็นคลื่นลูกเล็ก ครั้งหน้าก็ค่อยมาเป็นคลื่นลูกใหญ่ก็ได้นี่นา คลื่นใหญ่คลื่นเล็กพ่อรักหมด! ยินดีต้อนรับทั้งนั้น! เมื่อเรือใกล้จะเข้าฝั่ง พ่อโจวก็กำชับเจียงเซี่ย “เสี่ยวเซี่ย เดี๋ยวของชิ้นนั้นลูกต้องคอยดูให้ดีๆ นะ แล้วยายแก่ เธอก็คอยระวังไว้ด้วย”
วันนี้จับปลาได้เยอะขนาดนี้ คาดว่าต้องมีชาวบ้านขึ้นมาบนเรือเพื่อดูของแน่ๆ หากมีใครมือไวหยิบฉวยไป เขาคงจะได้กลายเป็นป้ายวิญญาณจริงๆ ก็คราวนี้
“ค่ะ” เจียงเซี่ยขานรับขณะที่ยังคงคัดแยกปลาต่อไป
ส่วนแม่โจวกลับตอบอย่างไม่สบอารมณ์ “รู้แล้วน่า!”
พูดมาเป็นร้อยรอบแล้วจะน่ารำคาญไปถึงไหนกัน เธอน่ะกลัวว่ามันจะหายมากกว่าเขาเสียอีก! เมื่อเรือเข้าเทียบท่า ก็เป็นไปตามคาดที่ดึงดูดสายตาแห่งความอิจฉาริษยาจากชาวบ้านกลุ่มใหญ่
“นั่นมันปลาสำลีน้ำลึกไม่ใช่เหรอ! ตัวใหญ่ขนาดนี้เลย? ลากทีเดียวขึ้นมาสามตัวเนี่ยนะ!”
“ยังมีปลากระเบนราหูอีกสองตัว! ทะเลนี่เป็นฟาร์มปลาของบ้านแกรึไง”
“ไม่ใช่แค่นั้นนะ! ไม่เห็นรึไงว่าในเข่งนั่นก็ปลาสำลีน้ำลึกเหมือนกัน โจวหย่งฝู นี่แกเป็นคนรึเปล่า ทำไมถึงจับปลาได้เยอะขนาดนี้!”
“ฮ่าๆๆ” พ่อโจวหัวเราะร่า “ในที่สุดก็มีคนดูออกว่าฉันไม่ใช่คนซะที ฉันน่ะคือป้ายวิญญาณต่างหาก แล้วทั้งหมดนี่ก็เป็นเพราะบารมีของสะใภ้ฉันโว้ย!”
ป้ายวิญญาณคืออะไร ชาวบ้านไม่เข้าใจและก็ไม่ได้ใส่ใจ แต่สายตาที่พวกเขามองไปยังเจียงเซี่ยนั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง!
วันนี้ทุกคนยุ่งมาก พ่อโจวจึงไม่ได้พูดคุยกับใครนานนัก เขารีบขนของลงจากเรือ
โจวเฉิงเหล่ยและโจวเฉิงซินหาบปลาลงจากเรือไปแล้วคนละหาบ ชาวบ้านบางคนก็เข้ามาช่วยขนปลาไปชั่งน้ำหนักอย่างกระตือรือร้น พร้อมกับพยายามสอบถามว่าพ่อโจวไปหาปลาที่บริเวณไหน บางคนถึงกับเอ่ยปากขอตามไปด้วย
“ได้สิ” พ่อโจวตอบอย่างใจกว้าง “อยากตามก็มาเลย!”
การปฏิบัติจริงได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาไม่ใช่ป้ายวิญญาณ และที่บ้านก็ไม่ได้มี "หวังไฉ" (เทพแห่งโชคลาภ)เช่นพวกตน เพราะอย่างนั้นแล้วจะตามไปก็ไม่มีประโยชน์! ดูอย่างโจวปิงเฉียงเป็นตัวอย่างก็ได้
พ่อโจวเห็นชาวบ้านขึ้นมาบนเรือเยอะก็กลัวว่าจะมีคนไปเจออ่างเงินเข้า เขาจึงรีบหันไปพูดกับเจียงเซี่ย “หวังไฉ...เอ๊ย เสี่ยวเซี่ย! อย่าลืมที่พ่อเพิ่งบอกไปนะลูก!”
เจียงเซี่ยถึงกับพูดไม่ออก...เมื่อครู่นี้คุณพ่อเรียก "หวังไฉ" นั่นคือเรียกเธอเหรอ เถียนไฉ่ฮวามองปลาที่กองอยู่เต็มเรือแล้วก็รู้สึกอิจฉาจนไม่อยากจะพูดอะไร เธอเดินตรงไปยังถุงใส่หอยนางรมทันที อยากจะรู้ว่าวันนี้พวกเขาเจอไข่มุกบ้างหรือไม่
(จบบท)