บทที่ 15: คิดไปเองฝ่ายเดียว
โจวเฉิงเหล่ยขมวดคิ้วมองเจียงเซี่ย เขาทำเป็นไม่ได้ยินที่เวินหว่านพูด พอเห็นว่าเจียงเซี่ยไม่ตอบสนอง เขาจึงเดินตรงเข้าไปหาเธอทันที
เจียงเซี่ยกำลังก้มหน้ามองกระเบื้องมุงหลังคา เธอประเมินว่าร่างกายที่แสนบอบบางของตัวเองจะยกไหวเที่ยวละกี่แผ่นดี ตอนที่โจวเฉิงเหล่ยพูดเธอก็ได้ยิน แต่คิดว่าเขาคงพูดกับเวินหว่าน
เธอตัดสินใจว่าจะลองยกทีละสิบแผ่นน่าจะปลอดภัยที่สุด แล้วยื่นมือออกไป
ทว่ามือยังไม่ทันได้ยื่นออกไปก็ถูกคว้าจับไว้ก่อน
โจวเฉิงเหล่ยจับข้อมือของเจียงเซี่ยแล้วออกแรงดึงเบาๆ ให้เธอถอยห่างจากรถเข็น
เจียงเซี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ามองเขาอย่างไม่เข้าใจ
“เมื่อกี้ไม่ได้ยินที่ผมพูดเหรอ” โจวเฉิงเหล่ยขมวดคิ้ว
เจียงเซี่ย: “...”
ได้ยิน แต่ไม่คิดว่าเขาจะพูดกับเธอนี่นา
โจวเฉิงเหล่ยลากเธอไปที่ชายคาตรงประตูทางเข้า “นั่งลงซะ ไม่เจ็บมือรึไง? ยาที่ผมให้ไปได้ทาหรือยัง? นั่นมันยูนนานไป๋เหยานะ ประสิทธิภาพดีมาก ทาไปนิดเดียว พรุ่งนี้ก็หายเจ็บแล้ว”
เวินหว่านมองโจวเฉิงเหล่ยที่จูงมือเจียงเซี่ยเดินจากไป ใบหน้าของเธอแดงก่ำ ที่แท้คำพูดของเขาก็ไม่ได้พูดกับเธองั้นหรือ?
เธอคิดไปเองฝ่ายเดียว!
เจียงเซี่ยตอบ “เดี๋ยวค่อยทาตอนนอนค่ะ ตอนนี้ยังต้องทำงานอยู่ ทาไปก็เช็ดออกหมด เปลืองยาเปล่าๆ”
ยูนนานไป๋เหยาออกฤทธิ์ดีจริงนั่นแหละ แต่การจะใช้กับแผลแค่นี้ของเธอมันดูจะสิ้นเปลืองไปหน่อย ยานั่นคงจะแพงน่าดู
เจียงเซี่ยถือโอกาสนั่งลงบนธรณีประตู แล้วหยิบกระติกน้ำทหารสีเขียวที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาเตรียมจะเปิดฝา
โจวเฉิงเหล่ยเอื้อมแขนยาวๆ ของเขามาหยิบไปช่วยเปิดให้ แล้วส่งคืนให้เธอ “ไม่มีงานอะไรให้เธอทำแล้ว ทายาเร็วๆ จะได้หายเร็วๆ”
พูดจบเขาก็เดินกลับไปช่วยขนกระเบื้องต่อ
เจียงเซี่ยรับกระติกน้ำมาแต่ยังไม่รีบดื่ม เธอหันไปเรียกท่านย่าทวด “ท่านย่าคะ แดดมันร้อนมานั่งพักตรงนี้ดื่มน้ำก่อนสิคะ”
ท่านย่าทวดยิ้มร่าเริงแล้วเดินเข้าไป เจียงเซี่ยส่งกระติกน้ำให้ แต่ท่านย่าโบกมือปฏิเสธ “ย่าไม่หิวน้ำหรอก นี่มันน้ำที่อาเหล่ยเปิดให้นะ ย่ากลัวว่ามันจะหวานจนเลี่ยนเอา! คนแก่กินหวานมากไม่ดีหรอก!”
เจียงเซี่ย: “...”
ท่านย่าทวดนั่งลงข้างๆ เจียงเซี่ย “อาเหล่ยของย่าดูแลเอาใจใส่เก่งใช่ไหมล่ะ”
เรื่องนี้เจียงเซี่ยปฏิเสธไม่ได้ เธอนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อคืนเสื้อผ้าของเธอก็เป็นเขาที่ซักให้
“หนูว่าท่านย่าดูแลเก่งกว่าอีกค่ะ เป็นห่วงหนู ไม่อยากดื่มน้ำของหนู อยากให้หนูได้ดื่มเยอะๆ ก็บอกมาตรงๆ เถอะค่ะ” พูดจบเธอก็เงยหน้าขึ้นดื่มน้ำ
ท่านย่าทวดหัวเราะชอบใจ
เด็กคนนี้ช่างพูดช่างเจรจา ช่างเข้าคู่กับอาเหล่ยที่พูดน้อยเสียจริง
พอได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันครึ่งวัน ท่านย่าทวดก็ยิ่งชอบเจียงเซี่ยมากขึ้นเรื่อยๆ
เด็กคนนี้ทำงานคล่องแคล่วว่องไว แม้ร่างกายจะดูบอบบางแต่จิตใจกลับไม่บอบบางตามเลยสักนิด กลับมีความทรหดอดทนอยู่ข้างใน
คนในหมู่บ้านพากันพูดว่าอีกไม่นานเธอก็คงหนีไป แต่ท่านย่ากลับไม่คิดอย่างนั้น!
“อาเหล่ยได้เธอมาเป็นภรรยานี่มีบุญจริงๆ”
เจียงเซี่ยสำลักน้ำทันที “แค่กๆๆ!”
นางเอกของโจวเฉิงเหล่ยไม่ใช่เธอสักหน่อย! แถมเขายังรีบร้อนอยากจะหย่ากับเธอใจจะขาด!
พอได้ยินเสียงไอของเจียงเซี่ย โจวเฉิงเหล่ยก็หันขวับมามอง
ท่านย่าทวดเห็นว่าโจวเฉิงเหล่ยมองมา จึงตะโกนเสียงดัง “อาเหล่ย! หนูเซี่ยเขาบอกว่าได้แต่งงานกับหลานน่ะมีบุญนัก!”
เจียงเซี่ยเบิกตากว้าง เธอไปพูดแบบนั้นตอนไหนกัน!
“ฮ่าๆๆ ” ท่านย่าทวดหัวเราะร่า
โจวเฉิงเหล่ยรู้ว่าท่านย่าทวดแกล้งหยอกเจียงเซี่ยเล่นก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร หันกลับไปขนกระเบื้องต่อ
เวินหว่าน: “...”
เธอมองชายหนุ่มที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งดูเหมือนจะจงใจเว้นระยะห่างจากเธอขณะขนกระเบื้อง ในใจรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
สองคนนั้นกำลังจะหย่ากันไม่ใช่หรือ?
แล้วท่าทีแบบนี้มันดูเหมือนคนที่กำลังจะหย่ากันตรงไหน?
ทำไมเจียงเซี่ยถึงพูดแบบนั้นออกมาได้?
เป็นจังหวะเดียวกับที่พ่อของเวินหว่านเอ่ยถามพ่อโจว “บ้านหลังนี้ของนายดูเหมือนไม่มีคนอยู่นานแล้วนะ ทำไมถึงมาซ่อมแซมเอาตอนนี้ล่ะ?”
พ่อโจวตอบ “ลูกๆ ก็แต่งงานกันแล้ว บ้านเดิมมันอยู่ไม่พอ ลูกชายคนเล็กกับลูกสะใภ้เลยจะย้ายมาอยู่ที่นี่”
เวินหว่านประหลาดใจจนโพล่งออกมา “พวกเขาสองคนจะย้ายมาอยู่ที่นี่เหรอคะ?”
พ่อโจวเหลือบมองเธออย่างแปลกใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกสาวของสหายเวินถึงได้ตื่นเต้นขนาดนี้ แต่ก็ยังตอบไปว่า “อืม พวกเราสองคนตายายก็จะย้ายมาอยู่ด้วย”
เวินหว่านตกอยู่ในภวังค์ความคิด
ชาติที่แล้วมันไม่ใช่แบบนี้นี่นา เธอจำได้ว่าพอเจียงเซี่ยหย่ากับโจวเฉิงเหล่ยแล้ว ก็เข้าเมืองไปหาชู้รักของเธอทันที
เธอยังได้ยินมาอีกว่าเจียงเซี่ยยอมตามอู๋ฉี่จื้อไปทั้งที่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสด้วยซ้ำ
ต่อมาตอนที่เธอนั่งรถไฟไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย เธอยังเห็นเจียงเซี่ยกับอู๋ฉี่จื้อนั่งรถไฟไปหาพ่อแม่ของเธออยู่เลย อู๋ฉี่จื้อยังกำชับเจียงเซี่ยว่าต้องเกลี้ยกล่อมพ่อแม่ให้ช่วยหางานให้เขาให้ได้
มันไม่ใช่แบบนี้!
โจวเฉิงเหล่ยควรจะหย่ากับเจียงเซี่ย และเจียงเซี่ยก็ควรจะไปอยู่กับอู๋ฉี่จื้อสิ
มันผิดพลาดตรงไหนกัน?
เจียงเซี่ยกับท่านย่าทวด สองคนหนึ่งเด็กหนึ่งชรานั่งคุยกันไปเรื่อยเปื่อยอยู่ใต้ชายคา มองดูพวกเขาขนกระเบื้อง ส่วนใหญ่เป็นเจียงเซี่ยที่คอยชวนคุย เพราะเธอไม่อยากถูกถาม จึงชิงเป็นฝ่ายคุมเกมเสียเอง ถือโอกาสนี้สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวโจวและหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แห่งนี้ไปในตัว
กระเบื้องถูกขนลงจากรถเข็นหมดอย่างรวดเร็ว ตลอดกระบวนการโจวเฉิงเหล่ยไม่แม้แต่จะชายตามองเวินหว่านเลยสักนิด แถมยังคอยเดินเลี่ยงเธอตลอดเวลา
เมื่อขนกระเบื้องเสร็จ เวินหว่านก็ต้องกลับไปพร้อมกับพ่อของเธอ
เธออดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองโจวเฉิงเหล่ยอีกครั้ง ไม่เข้าใจเลยว่ามันผิดพลาดตรงไหน
ถ้าโจวเฉิงเหล่ยไม่หย่า แล้วเธอจะทำอย่างไร?
เธอเหลือบมองเจียงเซี่ยที่นั่งอยู่ตรงมุมนั้น ผิวของเธอดูเนียนนุ่ม ขาวสว่างจนแทบเรืองแสง
ไม่สิ พวกเขาต้องหย่ากัน
เจียงเซี่ยทนใช้ชีวิตแบบชนบทไม่ได้หรอก เธออยากจะเป็นคุณนายใจแทบขาด มาตอนนี้ต้องมาอยู่บ้านโกโรโกโสแบบนี้ เธอต้องทนไม่ไหวแน่
รอให้พายุไต้ฝุ่นลูกใหญ่นั่นมาถึงก่อนเถอะ หลังคาบ้านคงถูกพัดกระจุยไปทั้งแถบ เธอน่าจะกลัวจนเตลิดหนีไปเอง
ดอกไม้ที่เติบโตในเรือนกระจก จะไปทนแรงลมแรงฝนได้อย่างไร
เธอจำได้ว่าชาติที่แล้วมีพายุไต้ฝุ่นลูกใหญ่พัดขึ้นฝั่งแถวนี้ หลังจากพายุสงบ บนชายหาดก็เต็มไปด้วยกุ้งมากมาย ตอนนั้นคนในหมู่บ้านนี้แค่ให้เด็กๆ ไปเก็บกุ้งมาขายก็ได้เงินกันเป็นสิบๆ หยวน
เธอกำลังรอให้ไต้ฝุ่นลูกนี้มาถึงเช่นกัน ถึงตอนนั้นเธอจะไปเก็บกุ้งมาขายทำกำไรก้อนโต แค่นี้ค่าเทอมกับค่าใช้จ่ายตอน ม.6 ก็มีครบแล้ว
ท่านย่าทวดบอกว่าจะกลับไปทำอาหาร เจียงเซี่ยจึงลุกขึ้นแล้วพูดกับโจวเฉิงเหล่ยว่า “เดี๋ยวฉันกลับไปช่วยทำอาหารนะคะ”
โจวเฉิงเหล่ยกำลังเตรียมจะปีนขึ้นไปบนหลังคาเพื่อเก็บกวาดเศษกระเบื้องที่แตกออก พอได้ยินดังนั้นก็เหลือบมองเธอแวบหนึ่ง ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวคือ เธอทำอาหารเป็นด้วยเหรอ?
แล้วสายตาของเขาก็เลื่อนไปจับจ้องที่มือของเธอ “ไม่ต้องหรอก แม่กับพี่สะใภ้ทำอยู่แล้ว”
ทันใดนั้นแม่โจวก็เดินเข้ามา มือหนึ่งจูงโจวโจวส่วนอีกมือหิ้วตะกร้าสานพลาสติกสามสี แดง เขียว เหลือง “กินข้าวได้แล้ว! กินเสร็จแล้วค่อยทำต่อ”
โจวโจวคล้องกระติกน้ำทหารไว้ที่คอพูดอย่างว่าง่าย “คุณปู่ คุณอาเล็ก คุณอาสะใภ้เล็ก กินข้าวได้แล้วค่ะ”
พ่อโจวกำลังผสมปูนกับทรายอยู่ พอได้ยินแม่โจวพูดก็วางพลั่วลงแล้วไปล้างมือเตรียมกินข้าว
แม่โจวหยิบปิ่นโตอลูมิเนียมสีเงินสองเถาออกมาจากตะกร้าส่งให้เจียงเซี่ย “นี่ของลูกกับของเฉิงเหล่ย”
มือและตัวของโจวเฉิงเหล่ยเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนซีเมนต์ เขาจึงเดินไปล้างมือก่อน
เจียงเซี่ยรับปิ่นโตมาแล้วยิ้ม “ขอบคุณค่ะแม่”
โจวโจวถือกระติกน้ำทหารสีเขียว เดินเข้ามาหาเจียงเซี่ยด้วยท่าทีขี้อาย “คุณอาดื่มน้ำไหมคะ?”
เจียงเซี่ยยิ้มอย่างอ่อนโยนยิ่งขึ้น “ขอบใจนะโจวโจว อามีน้ำแล้วเหมือนกันจ้ะหนูเอาไปให้คุณปู่เถอะนะ”
“ค่ะ” โจวโจวราวกับได้รับอภัยโทษ รีบวิ่งเอาประติกน้ำไปให้พ่อโจว
โจวเฉิงเหล่ยล้างมือล้างหน้าจนสะอาด เดินกลับมาหาเจียงเซี่ยในสภาพที่หน้ายังเปียกน้ำ เขาเดินมารับปิ่นโตที่เธอยื่นให้ “เธอไปนั่งกินตรงธรณีประตูเถอะ”
พูดจบเขาก็หันหลังเดินจากไป หยิบจอบมาวางราบกับพื้น แล้วนั่งลงบนด้ามจอบกลางแดดเปรี้ยง
เจียงเซี่ยมองเขา “แดดร้อนขนาดนั้นจะไปนั่งตรงนั้นทำไมคะ? มานั่งด้วยกันตรงนี้สิ! ทำงานมาตั้งครึ่งวัน ไม่ดื่มน้ำกินข้าวหน่อยเหรอ?”
ที่นี่ไม่มีเก้าอี้ ในบ้านก็ทั้งอับทั้งร้อน มีเพียงชายคาตรงทางเข้าเท่านั้นที่ไม่โดนแดดและเย็นสบายกว่าหน่อย
แต่ใต้ชายคากลับไม่มีที่ว่างแล้ว
พ่อโจวถือปิ่นโตไปนั่งบนกระสอบปูนซีเมนต์กระสอบหนึ่ง ส่วนแม่โจวก็ดึงโจวโจวไปนั่งบนกระสอบปูนอีกใบที่ยังไม่เปิด
กระสอบปูนวางอยู่ใต้ชายคาพอดี นั่งแล้วไม่โดนแดด แถมยังสบายกว่านั่งบนธรณีประตูหินเสียอีก
โจวเฉิงเหล่ยเหลือบมองเธอ ภายใต้แสงแดด ผิวของเธอขาวจนสว่างสะท้อนแสง ดวงตาของเธอดำขลับกระจ่างใส ปราศจากความรังเกียจหรือดูแคลนใดๆ
เขาเพิ่งทำงานเสร็จ ทั้งตัวเต็มไปด้วยเหงื่อไคลและฝุ่นผง โดยเฉพาะตอนกลับจากทะเลที่ตัวจะเหม็นคาวปลา ปกติแล้วสายตาที่เธอมองมาจะราวกับมองแมลงวัน
นั่งด้วยกัน เธอไม่รังเกียจว่าเขาตัวสกปรกเหรอ?
(จบบท)