บทที่ 175: ถอนสมอออกเรือ
ในตอนนั้นเองเงาร่างของชายอีกคนก็ปรากฏขึ้นที่มุมบันได “เจียงตง พวกนายมุงทำอะไรกันอยู่?”
เจียงตงหันขวับไปมองเจ้าของเสียงแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปเรียบๆ “พอดีฉันไปชนคนเข้าน่ะ”
เขายังคงประคองร่างของจางฟู่เหยียนไว้มั่น แล้วก้มลงถามด้วยความเป็นห่วงอีกครั้ง “สหายนักศึกษาคุณยืนไหวไหม? จะให้ผมไปส่งที่ห้องพยาบาลของมหาวิทยาลัยหรือเปล่า?”
ดวงตาของจางฟู่เหยียนเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง “นายคือเจียงตง? เจียงที่เป็นอักษรของแม่น้ำ ตงที่เป็นอักษรของฤดูหนาว?”
เจียงตงพยักหน้ารับ “ใช่แล้ว!”
พลันเสียงของชายที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ดังขึ้น “เจียงตง นี่ไงล่ะคนที่ฉันเพิ่งบอกไปเมื่อครู่ เพื่อนสนิทของพี่สาวที่อุตส่าห์มาหาถึงที่ไง”
ความจริงแล้วเจียงตงก็คาดเดาได้ตั้งแต่แรก เขาเพิ่งจะเปิดอ่านจดหมายของพี่สาวจบไปหมาดๆ
เพื่อนสนิทของพี่สาวเขาก็คือพี่สาวของเขานั่นแหละ!
เจียงตงเปลี่ยนท่าทีเป็นสนิทสนมในทันที “พี่เสี่ยวเหยียน เท้าของพี่คงจะพลิกสินะครับ ให้ผมพาไปโรงพยาบาลตรวจดูหน่อยดีไหม?”
ใบหน้าของจางฟู่เหยียนพลันบึ้งตึง ใครเป็นพี่สาวเขากันเธอหน้าแก่ขนาดนั้นเชียวหรือ?
“ฉันอยู่ปีเดียวกับนายนะ อยู่ภาควิชาภาษาต่างประเทศ เกิดวันเหมายันเหมือนกัน ฉันว่าฉันน่าจะอายุน้อยกว่านายด้วยซ้ำ”
บัดนี้เป็นฝ่ายเจียงตงที่นิ่งอึ้งไป “…”
ช่างบังเอิญเสียจริง! เขาก็เกิดในวันเหมายันเช่นกัน นั่นคือที่มาของชื่อ “เจียงตง” ส่วนพี่สาวของเขาเกิดในวันครีษมายัน จึงได้ชื่อว่า “เจียงเซี่ย”
เจียงตงรู้ดีว่าสตรีเพศไม่ชอบให้ใครมาเรียกตนว่าแก่ เขาจึงมีไหวพริบพอที่จะเปลี่ยนสรรพนามในทันที “สหายเสี่ยวเหยียน ถ้าอย่างนั้นเท้าของคุณคงจะแพลงใช่ไหมครับ”
เขารู้สึกได้ถึงน้ำหนักตัวของเธอที่ทิ้งลงบนแขนของเขามากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เขาก็ยังคงประคองเธอไว้ ชายหญิงมิควรใกล้ชิดกันนานเกินงาม แต่เขาก็อดเป็นห่วงอาการบาดเจ็บของเธอไม่ได้
จางฟู่เหยียนลองขยับข้อเท้าเบาๆ เพียงเท่านั้นความเจ็บปวดรุนแรงก็แล่นปราดขึ้นมาจนเธอแทบจะร้องออกมา “น่าจะใช่แล้วล่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นผมพาคุณไปโรงพยาบาลนะครับ”
“ไม่ต้องหรอก ฉันกลับบ้านไปทายาหม่องก็น่าจะพอแล้ว ว่าแต่ปลาตัวเล็กทอดกรอบที่พี่สาวนายฝากมาให้นั้นอยู่ที่บ้านฉันนะ ตอนนี้นายพอจะมีเวลาไปเอาไหม?”
เจียงตงอ่านจดหมายของพี่สาวแล้วก็กำลังคิดจะไปหาจางฟู่เหยียนอยู่พอดี เขาจึงพยักหน้ารับอย่างไม่ลังเล “มีครับ”
ถึงไม่มีก็ต้องมีให้ได้! เขาเป็นต้นเหตุให้เพื่อนรักของพี่สาวต้องมาบาดเจ็บ หากไม่รับผิดชอบพาเธอไปส่งโรงพยาบาลให้เรียบร้อย ขืนพี่สาวเขารู้เข้ามีหวังได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่ แล้วถ้าเรื่องนี้ไปถึงหูพ่อเขาอีก มีหวังขากลับบ้านได้โดนตีจนขาหักเป็นแน่!
เขาจึงประคองจางฟู่เหยียนลงจากบันไดอย่างทุลักทุเล ก่อนจะใช้จักรยานของตนพาเธอไปที่โรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์และทำแผล เมื่อไปถึงโรงพยาบาลข้อเท้าของจางฟู่เหยียนก็บวมเป่งจนกลมเหมือนลูกซาลาเปา!
เจียงตงเห็นแล้วก็แอบโล่งใจที่ตนเองตัดสินใจพาเธอมารักษาก่อน หลังจากทำแผลเสร็จ เขาก็ยังอุตส่าห์พาเธอไปทานอาหารเย็นก่อนจะไปส่งเธอที่บ้าน และถือโอกาสรับปลาทอดกรอบครึ่งกระสอบกลับมาด้วย หลังจากนั้นจึงมุ่งตรงกลับไปยังสถาบันวิจัยทันที ภารกิจที่เขากลับมาในวันนี้มีเพียงแค่ช่วยศาสตราจารย์ยืมหนังสือที่ห้องสมุดและกลับมาเอาเสื้อผ้าที่หอพักเท่านั้น
หลังจากที่เจียงตงจากไปแล้ว จางฟู่เหยียนคิดจะโทรศัพท์ไปหาเจียงเซี่ย แต่เมื่อดูนาฬิกาก็พบว่าเลยสองทุ่มไปแล้ว ไม่แน่ใจว่าที่ทำการกองผลิตจะยังมีคนอยู่เวรหรือไม่ เธอจึงเปลี่ยนใจเป็นเขียนจดหมายแทน
ประโยคแรกที่เธอเขียนขึ้นต้นบนกระดาษก็คือ ‘ถึงเซี่ยเซี่ยเพื่อนรัก...น้องชายของเธอหน้าตาดีมาก! คนบ้านเธอหน้าตาดีกันทั้งตระกูลเลยหรือไงนะ!’
ในขณะเดียวกัน เย่เสียนที่ได้ข่าวว่าเจียงตงกลับมาที่มหาวิทยาลัยก็รีบวิ่งหน้าตื่นไปหาเขาที่หอพัก แต่เมื่อไปถึงกลับพบว่าเขาจากไปแล้ว ความผิดหวังแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธจนต้องขบกรามแน่น
‘ไม่เจอกันตั้งหลายวัน อุตส่าห์กลับมาทั้งที ทำไมถึงไม่อยากจะเจอหน้าฉันบ้างเลยหรือไงนะ!’
ณ หมู่บ้านชาวประมงอันเงียบสงบ
ค่ำคืนของต้นเดือนแปด พระจันทร์เสี้ยวรูปตะขอสีเงินลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้าอันมืดมิด โปรยปรายแสงนวลใยอาบไล้สรรพสิ่งเบื้องล่าง
ม่านหน้าต่างที่พลิ้วไหวตามแรงลม ทำให้แสงไฟสีเหลืองนวลในห้องสั่นไหวตามไปด้วย เจียงเซี่ยกำลังยืนพับผ้าอยู่หน้าเตียงด้วยท่าทีสงบนิ่ง
กระชังปลาถูกวางลงสู่ท้องทะเลเรียบร้อยแล้ว ในเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อสหายร่วมรบของโจวเฉิงเหล่ยเดินทางมาถึงครบทุกคน พวกเขาก็จะถอนสมอออกเรือมุ่งหน้าสู่ทะเลลึก
การเดินทางครั้งนี้ยาวนานนับสิบวัน โจวเฉิงเหล่ยให้สัญญาว่าจะรีบกลับมาก่อนถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์
นั่นหมายความว่าอย่างน้อยที่สุดเขาก็ต้องจากไปสิบวันเต็มๆ หลังจากอาบน้ำชำระกายเสร็จ เจียงเซี่ยจึงลงมือจัดเตรียมเสื้อผ้าให้สามีอย่างตั้งใจ
แม้ว่าเขาจะเป็นคนขยันและซักเสื้อผ้าของตนเองทุกวัน แต่เธอก็ยังจัดเตรียมไปให้ถึงหกชุดเพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะมีเสื้อผ้าแห้งๆ เปลี่ยนเสมอ เสื้อผ้าแต่ละตัวถูกพับอย่างประณีตและจัดแยกประเภทใส่ไว้ในถุงพลาสติกลายทางสีแดงขาวน้ำเงินอย่างเป็นระเบียบ
จากนั้นก็เป็นคิวของของใช้ส่วนตัว ทั้งผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟัน มีดโกนหนวด ไม้แขวนเสื้อ ถังน้ำ และอ่างล้างหน้า ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
โจวเฉิงเหล่ยอาบน้ำเสร็จและก้าวเข้ามาในห้อง เขาหยุดยืนมองภาพภรรยาที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดกระเป๋าให้เขาเงียบๆ ภายใต้แสงไฟอันนุ่มนวล ใบหน้าด้านข้างของเธองดงามหมดจด เส้นผมที่ยังเปียกชื้นเล็กน้อยส่องประกายเรื่อเรือง ท่าทีของเธอดูจริงจังทว่าแฝงไปด้วยความอ่อนโยนอย่างสุดซึ้ง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเดินทางไปแห่งหนตำบลใด หรือแม้กระทั่งปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายในต่างแดน เขาก็เป็นผู้จัดกระเป๋าเดินทางด้วยตนเองมาโดยตลอด และส่วนใหญ่มักจะเป็นการเตรียมตัวอย่างเร่งรีบและมีสัมภาระน้อยชิ้นที่สุด บางครั้งถึงกับไม่มีเวลาได้เก็บของเลยด้วยซ้ำ
ไม่เคยมีใครจัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาอย่างละเอียดลออและครบครันถึงเพียงนี้มาก่อน
เจียงเซี่ยเห็นเขาเข้ามาก็เอ่ยขึ้น “ฉันเก็บของเกือบจะครบหมดแล้วค่ะ คุณลองดูอีกทีสิว่ายังขาดอะไรอีกไหม ก่อนหน้านี้ฉันลืมซื้อยาเตรียมไว้ให้คุณเลย ออกทะเลตั้งหลายวันน่าจะมีชุดยาประจำบ้านติดไปด้วยไหมคะ ทั้งยาแก้หวัด ยาลดไข้ แล้วก็ยารักษาอาการปวดท้อง พรุ่งนี้เช้าฉันจะรีบตื่นแต่เช้าแล้วขี่จักรยานไปซื้อที่สถานีอนามัยในเมืองให้ค่ะ”
“ไม่ต้องหรอกครับ” หัวใจของโจวเฉิงเหล่ยพลันอ่อนยวบลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาเดินเข้าไปสวมกอดเธอจากด้านหลัง ดึงร่างบางเข้าแนบชิด ก่อนจะประทับจูบลงบนริมฝีปากของเธออย่างหนักหน่วงและเร่งร้อน
วงแขนที่โอบรัดรอบเอวของเธอเกร็งแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน เขาจูบเธออย่างดื่มด่ำ มือข้างหนึ่งช้อนร่างเธอขึ้นอุ้มอย่างง่ายดาย ก่อนจะวางลงบนเตียงอย่างนุ่มนวลที่สุด มืออีกข้างปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตนเองอย่างรวดเร็ว ศีรษะของเขาค่อยๆ เคลื่อนต่ำลง ไล่จุมพิตไปทั่วทุกอณูของผิวกายเธอ
คืนนั้น แสงไฟในห้องของพวกเขาสว่างไสวอยู่ตลอดทั้งคืน
เจียงเซี่ยรู้สึกราวกับว่าตนเองแทบจะไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย พอใกล้จะรุ่งสางถึงได้ผล็อยหลับไป แต่ดูเหมือนจะเพิ่งหลับไปได้ไม่นานก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อเจียงเซี่ยลืมตาตื่นขึ้นมาท้องฟ้าก็สว่างจ้าเสียแล้ว เธอได้ยินเสียงพูดคุยของผู้คนหลายคนดังมาจากข้างนอกก็รู้สึกร้อนใจขึ้นมาจึงรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกไป
ที่ลานหน้าบ้าน ชายฉกรรจ์หลายคนผู้มีรูปร่างกำยำล่ำสัน ผิวสีทองแดงเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวากำลังยืนเข้าแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย พูดคุยอะไรบางอย่างอยู่กับโจวเฉิงเหล่ย
ราวกับจะรับรู้ได้ถึงการมาของเธอ โจวเฉิงเหล่ยหันกลับมามอง ใบหน้าที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งพลันละลายหายไปในทันที ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นของสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ เขากวักมือเรียกเธอด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและอ่อนโยนอย่างที่สุด
“มานี่สิ”
ในวินาทีนั้นเองเหล่าสหายร่วมรบก็ได้ประจักษ์แก่สายตาเป็นครั้งแรกว่า ผู้พันของพวกเขาสามารถเปลี่ยนสีหน้าได้รวดเร็วปานใด! เมื่อครู่ตอนที่หันหน้ามาทางพวกเขา ใบหน้าของเขายังคงเคร่งขรึม น่าเกรงขาม และเฉยเมยอยู่เลย แต่พอหันไปหาภรรยา กลับกลายเป็นบุรุษหนุ่มที่หล่อเหลางดงามและอ่อนโยนดั่งสายน้ำ!
เจียงเซี่ยวางตัวอย่างเป็นธรรมชาติและสง่างามเดินเข้าไปหาพวกเขา
ทุกคนรีบยกมือขึ้นทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง เสียงของพวกเขาดังกึกก้อง “สวัสดีครับพี่สะใภ้!”
เจียงเซี่ยไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน เธอไม่รู้ว่าจะต้องตอบรับอย่างไรดี จึงได้แต่ยิ้มแล้วทำความเคารพกลับไปตามที่เคยเรียนมาตอนฝึกวิชาทหาร “สวัสดีค่ะทุกคน!”
รอยยิ้มอันสดใสของเธอทำเอาชายฉกรรจ์หลายคนถึงกับตาพร่าไปชั่วขณะ ‘ภรรยาของผู้พันงดงามเหลือเกิน! ทั้งยังดูอ่อนโยนอีกด้วย!’ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้พันผู้เย็นชาของพวกเขาจะเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้ นี่สินะที่เขาเรียกว่าบุรุษเหล็กหัวใจอ่อนโยน!
โจวเฉิงเหล่ยเริ่มแนะนำให้เจียงเซี่ยรู้จัก “นี่คือเจียงหยางที่เคยเจอเขามาแล้ว”
เจียงหยางฉีกยิ้มกว้าง “พี่สะใภ้ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ!” ข่าวลือที่ได้ยินมานี่เชื่อถือไม่ได้เลยจริงๆ ดูจากสายตาที่ผู้พันมองพี่สะใภ้สิ เปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดูขนาดนี้!
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะค่ะ” เจียงเซี่ยยิ้มตอบ
“แล้วพี่เหมยช่วงนี้สบายดีไหมคะ?”
“สบายดีครับ เธอฝากผลไม้มาให้ด้วย แล้วก็เตรียมต้นไม้ดอกไม้มาให้พี่สะใภ้ปลูกด้วยครับ”
เจียงหยางชี้ไปยังใต้ชายคา ที่นั่นมีตะกร้าผลไม้ขนาดใหญ่วางอยู่สองใบ พร้อมด้วยต้นกล้าดอกไม้และผลไม้อีกจำนวนไม่น้อย ในลานบ้านเองก็มีข้าวของต่างๆ วางอยู่มากมาย คาดว่าน่าจะเป็นของที่พวกเขาตั้งใจนำมาฝาก
เจียงเซี่ยมองของเหล่านั้นแล้วยิ้มกล่าวขอบคุณ พร้อมกับบอกว่าจะหาโอกาสไปเยี่ยมพี่เหมยในครั้งหน้า
จากนั้นโจวเฉิงเหล่ยก็แนะนำสหายร่วมรบที่เหลือให้เธอได้รู้จัก “นี่คือหยางปิน, เฝิงเจี้ยนจวิน, คังกั๋วผิง, จางเจียหยาง และเฉินกั๋วตง พวกเขาทั้งหมดคือสหายที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกับผมมาแล้ว”
แต่ละคนที่ถูกเรียกชื่อก็กล่าวทักทายเจียงเซี่ยอย่างนอบน้อม และเธอก็ยิ้มตอบรับอย่างเป็นมิตร
หลังจากแนะนำตัวกันเรียบร้อยแล้ว โจวเฉิงเหล่ยก็สั่งให้ทุกคนเริ่มขนของขึ้นเรือ การเดินทางครั้งนี้ยาวนานนับสิบวัน ดังนั้นทั้งน้ำดื่ม ข้าวสาร และผักสดจึงต้องเตรียมไปให้พร้อม ท่านพ่อโจวได้นำข้าวเปลือกสามกระสอบใหญ่ไปสีเตรียมไว้ตั้งแต่เช้าตรู่ ส่วนท่านแม่โจวก็ไปเก็บผักและข้าวโพดสดๆ มาให้หลายตะกร้า
เจียงหยางและสหายของเขารีบนำของทั้งหมดขึ้นรถเข็นลากไปยังท่าเรือ ส่วนที่เหลือก็ใช้ไม้คานหาบขึ้นบ่าอย่างแข็งขัน เจียงเซี่ยมองดูไม้คานที่โค้งงอและเด้งขึ้นลงตามจังหวะการก้าวเดินของพวกเขาแล้วก็อดที่จะทึ่งไม่ได้ พวกเขาเดินได้อย่างสบายๆ ราวกับว่าของที่หาบอยู่บนบ่านั้นไม่ได้หนักเกินร้อยชั่งเลยแม้แต่น้อย
โจวเฉิงเหล่ยบอกให้เจียงเซี่ยไปล้างหน้าแปรงฟันและทานอาหารเช้าก่อน ส่วนเขาจะไปช่วยทุกคนขนของขึ้นเรือ
“เดี๋ยวคุณยังจะกลับมาที่บ้านอีกไหมคะ?” เธอถามด้วยความเป็นห่วง “ฉันยังไม่ได้ไปซื้อยาสำรองให้คุณเลย”
“ไม่ต้องหรอกครับผมให้หยางปินเตรียมมาให้เรียบร้อยแล้ว พอดีเขาพักอยู่ที่ในเมืองพอดีน่ะ แล้วก็สักพักผมก็ต้องกลับบ้านอีกยังไม่ได้เตรียมเสื้อผาเลย คุณรีบไปล้างหน้าทานข้าวเถอะ”
เมื่อได้ฟังดังนั้น เจียงเซี่ยจึงรีบไปจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย ก่อนจะทานโจ๊กไปหนึ่งชามอย่างรวดเร็ว เธอเห็นว่าในลานบ้านยังเหลือผลไม้อีกสองตะกร้า จึงหยิบมาสองสามอย่างไว้ทานที่บ้าน ส่วนที่เหลือก็ตั้งใจจะให้โจวเฉิงเหล่ยนำติดเรือไปด้วยทั้งหมด
เธอเดินกลับเข้าห้องไปเพื่อตรวจสอบสัมภาระของโจวเฉิงเหล่ยเป็นครั้งสุดท้าย และในจังหวะนั้นเองเขาก็เดินกลับเข้ามาในห้องและปิดประตูลง
“ฉันตรวจดูหมดแล้วค่ะ ไม่มีอะไรตกหล่นแน่นอน”
“อืม”
เขาเดินเข้ามาดึงร่างของเธอเข้าไปกอดแน่น “ผมจะไปแล้วนะ”
เจียงเซี่ยยกแขนขึ้นกอดตอบเขา ศีรษะซบลงบนแผงอกอันแข็งแกร่ง ฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่นของเขาแล้วพยักหน้า
“ค่ะ ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะคะ”
โจวเฉิงเหล่ยกอดเธอแน่นอยู่อีกครู่หนึ่งจึงค่อยๆ คลายอ้อมแขนออก เขาประคองใบหน้าของเธอขึ้นแล้วจุมพิตลงบนหน้าผากอย่างแผ่วเบา
“รอผมกลับมานะ ผมจะกลับมาก่อนวันไหว้พระจันทร์”
เจียงเซี่ยเขย่งปลายเท้าขึ้นจุมพิตเขาตอบ “ค่ะ!”
เขารวบเอวเธอเข้ามากอดแน่นอีกครั้ง แต่เพียงชั่วครู่ก็ต้องจำใจปล่อย หากไม่รีบไปตอนนี้ เขาเกรงว่าวันนี้คงจะไม่ได้ออกเรือเป็นแน่
โจวเฉิงเหล่ยคว้าถุงสัมภาระและถังน้ำขึ้นมาถือไว้ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป เจียงเซี่ยชี้ไปที่หาบผลไม้ที่เหลือ เขากำลังจะปฏิเสธเพราะตั้งใจจะเหลือไว้ให้เธอ แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาของเธอ เขาก็พยักหน้ารับแต่โดยดี เขาใช้ไม้คานเพียงอันเดียวหาบสัมภาระทั้งหมดรวมทั้งผลไม้ขึ้นบ่าอย่างง่ายดาย
ระหว่างทางเดินไปยังท่าเรือ เขาพร่ำกำชับเธอไม่หยุดหย่อน ทั้งเรื่องให้ระวังตัวเวลาไปตกปลากับพ่อ เรื่องห้ามดำน้ำตอนที่เขาไม่อยู่ เรื่องอย่าแปลงานจนดึกเกินไป เรื่องให้ชงนมดื่มก่อนนอนทุกคืน เรื่องยกถังน้ำไม่ไหวหรือเหนื่อยก็ให้แม่ช่วยซักผ้าให้ เรื่องห้ามไปในเมืองคนเดียว และเรื่องไม่ต้องตื่นเช้าให้นอนจนกว่าจะพอใจ
เขาได้กำชับเรื่องเหล่านี้กับพ่อแม่ไว้หมดแล้ว แต่ก็ยังไม่วายที่จะมาย้ำกับเธออีกครั้งด้วยตนเอง เขาไม่อยากจะทิ้งเธอไว้ที่บ้านเลยแม้แต่วินาทีเดียว แต่การเดินทางครั้งนี้ยาวนานและเต็มไปด้วยผู้ชาย การจะให้เธอติดตามไปด้วยจึงไม่เหมาะสม อีกทั้งยังอันตรายและลำบากเกินไป
เจียงเซี่ยฟังเขาพร่ำสอนมาตลอดทางจนเพิ่งจะตระหนักได้ว่า ที่แท้แล้วโจวเฉิงเหล่ยก็เป็นคนที่จู้จี้ขี้บ่นได้เหมือนกัน เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเขาจะพูดมากได้ถึงเพียงนี้!
ท่ามกลางเสียงพร่ำบ่นที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของเขา พวกเขาก็เดินมาถึงท่าเรือ
เขาปีนขึ้นไปบนเรือก่อนจะยื่นมือลงมารับของ จากนั้นก็หันกลับมายืนมองเธอจากบนเรือ
เจียงเซี่ยยิ้มกว้างแล้วโบกมือให้เขา “ขอให้ลมส่งน้ำส่งพัดพาทรัพย์สินมาให้นะคะ!”
ท่านพ่อและท่านแม่โจวก็ยิ้มแล้วอวยพรลูกชาย
“เดินทางโดยสวัสดิภาพนะลูก! ขอให้ลมส่งน้ำส่งพัดพาทรัพย์สินมาให้!”
โจวเฉิงเหล่ยพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปสั่งการถอนสมอ
เรือลำใหญ่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากฝั่ง แล่นห่างออกไปจนสุดสายตา
(จบบท)