บทที่ 208 วันนี้เก็บเกี่ยวได้ไม่เลว
ความสนใจของทุกคนพลันเปลี่ยนจากซากกระชังปลามาสู่รถมอเตอร์ไซค์คันใหม่เป็นตาเดียว เถียนไฉ่ฮวา, แม่โจว และโจวเฉิงซินก็ไม่เว้น พวกเขาวิ่งกรูเข้าไปมุงดูราวกับเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดทุกสายตา
เจียงเซี่ยเห็นว่ามารดาสามีเตรียมอุปกรณ์หาของทะเลมาครบครัน จึงรีบเข้าไปขอยืมถังน้ำและคีมเหล็กมาอย่างละหนึ่งอัน ก่อนจะแยกตัวไปทำภารกิจของตนเอง
นับตั้งแต่ครั้งที่เจียงเซี่ยสร้างปรากฏการณ์หาของทะเลได้เต็มตะกร้า ตอนนี้ทั้งแม่โจวและเถียนไฉ่ฮวาเวลาจะออกมาหาของทะเลจึงเตรียมตัวมาอย่างดี อุปกรณ์ครบมือชนิดที่ว่าแม้แต่อวนลากก็ยังเตรียมมาด้วย
แม่โจวส่งถังน้ำสองใบในมือให้ลูกสะใภ้คนโปรดไปทั้งหมดโดยไม่ลังเล
โจวเฉิงเหล่ยตอบคำถามของชาวบ้านที่รุมล้อมอยู่สองสามประโยคด้วยความรำคาญ ก่อนจะหมดความอดทน เขาจึงส่งพวงกุญแจรถและกระเป๋าสะพายของตนให้พ่อเป็นผู้รับช่วงต่อ ให้ท่านได้เพลิดเพลินกับการเป็นจุดสนใจสมใจอยาก
เพราะเขารู้ดีว่าพ่อของเขาชื่นชอบสถานการณ์แบบนี้เป็นชีวิตจิตใจ
โจวเฉิงเหล่ยยังไม่วายกำชับ “พ่อครับ ดูกระเป๋าให้ดีๆ นะครับ อย่าให้ของข้างในเปียกน้ำเด็ดขาด”
“เออ! รู้แล้วน่า!” พ่อโจวรับมาด้วยความยินดี เขานึกเอาเองว่าข้างในคงจะเต็มไปด้วยเงินสดและต้นฉบับหนังสือแปลของเจียงเซี่ย จึงรีบนำมาสะพายไว้ด้านหน้าแล้วใช้มือกอดประคองไว้อย่างแน่นหนา
ในใจของพ่อโจวพลันเกิดความคิดสุดแสนจะเจ้าเล่ห์ขึ้นมา เขาอยากจะขี่มอเตอร์ไซค์คันงามคันนี้โดยมีโจวปิงเฉียงที่โกรธจนหน้าเปลี่ยนสีเป็นกิ้งก่านั่งซ้อนท้าย ตระเวนไปให้ทั่วทุกสารทิศ เพื่อช่วยให้ ‘สหาย’ ผ่อนคลายอารมณ์
แต่แล้วเขาก็ต้องตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่...เขาขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็น!
พ่อโจวมองไปยังโจวปิงเฉียงที่ตอนนี้สีหน้ายิ่งดูซับซ้อนไปกว่าเดิม อดคิดในใจอย่างขบขันไม่ได้ หรือว่าจะให้โจวปิงเฉียงนั่งเท่ๆ บนมอเตอร์ไซค์ แล้วตัวเองเป็นคนเข็นพาเดินทัวร์รอบหมู่บ้านดี? การโอ้อวดแบบนี้มันจะดูปัญญาอ่อนเกินไปหน่อยไหม?
เขาอยากจะให้โจวเฉิงเหล่ยช่วยสอนวิธีขับให้สักหน่อย เพราะคิดว่ามันคงไม่ต่างจากการขี่จักรยานเท่าไรนัก แต่เมื่อหันไปอีกที เจ้าลูกชายอกตัญญูคนนั้นก็วิ่งต้อยๆ ตามภรรยาไปเสียแล้ว!
ช่างเถอะ! ปล่อยให้คู่รักข้าวใหม่ปลามันไปสวีทกันเถอะ ขอให้รักใคร่กลมเกลียว ร่ำรวยเงินทองก็แล้วกัน!
ไม่แน่ว่าสองคนนั้นอาจจะโชคดีหาของทะเลได้มากพอจะแลกเป็นเงินค่ามอเตอร์ไซค์คันนี้คืนมาก็ได้
เขาไม่เข้าไปเป็นก้างขวางคอดีกว่า
การโอ้อวดไม่ได้สำคัญไปกว่าการหาเงินสร้างฐานะ!
ต้องร่ำรวยเสียก่อน ถึงจะโอ้อวดได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ร่ำรวยไม่หยุด ก็โอ้อวดได้ไม่หยุด!
เถียนไฉ่ฮวาจ้องมองมอเตอร์ไซค์คันใหม่เอี่ยมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉา แต่แล้วเมื่อนึกถึงรายได้สองสามร้อยหยวนต่อวันที่ไหลเข้าบ้านไม่หยุด รอยยิ้มอย่างมาดมั่นก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ อีกไม่นาน บ้านเธอก็จะซื้อได้เช่นกัน!
มีชาวบ้านคนหนึ่งร้องขอให้พ่อโจวขี่มอเตอร์ไซค์พาไปนั่งเล่นรอบหนึ่ง พ่อโจวจึงเชิดหน้าตอบกลับไปอย่างภาคภูมิใจ “เอาไว้วันหลังนะ! วันหลัง! เจ้าเหล่ยน่ะมันไม่รู้จักถนอมของเอาเสียเลย! ดูสิ มอเตอร์ไซค์ซื้อมาใหม่ๆ แท้ๆ กลับทำเปรอะเปื้อนโคลนไปทั้งคัน เดี๋ยวฉันขอเช็ดทำความสะอาดให้เอี่ยมอ่องก่อน รอให้ฟ้าโปร่งๆ ถนนหนทางแห้งสนิทดีแล้ว จะพาพวกแกไปนั่งรถเล่นให้ทั่วเลย!”
ว่าแล้วพ่อโจวก็วิ่งตรงไปยังจุดรับซื้อเพื่อขอยืมผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่ง ก่อนจะกลับมาบรรจงเช็ดคราบโคลนออกจากตัวรถอย่างพิถีพิถัน
เขาเช็ดทุกซอกทุกมุม ไม่เว้นแม้แต่ร่องเล็กๆ เพื่ออวดโฉมความเงางามของรถคันใหม่ให้ประจักษ์แก่สายตาทุกคู่!
เจียงเซี่ยเดินลัดเลาะลงจากหาดทรายที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน เธอเห็นทุกคนกำลังก้มหน้าก้มตาขุดคุ้ยหาหอยกันอย่างขะมักเขม้น จึงตัดสินใจมุ่งหน้าตรงไปยังแนวโขดหินที่ดูเงียบสงบกว่า
บนหาดทรายเต็มไปด้วยรูเล็กๆ นับไม่ถ้วน บ่งบอกว่ามีหอยมากมายถูกคลื่นซัดขึ้นมาเกยตื้น ซึ่งพวกหอยเหล่านี้สามารถหาเก็บได้ง่ายๆกว่านั่งเรือไปยังเกาะร้าง เจียงเซี่ยจึงไม่อยากจะไปแย่งชิงกับคนอื่นๆ สู้ไปเสี่ยงโชคที่แนวโขดหินอาจจะเจอของดีกว่าก็ได้
ที่แนวโขดหินเองก็มีผู้คนอยู่ประปรายเช่นกัน
โจวเฉิงเหล่ยที่วิ่งตามมาทันคว้าข้อมือบางของเธอไว้ ก่อนจะบีบลงโทษเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว “ดื้อจริงๆ!”
เพิ่งจะเตือนอยู่หยกๆ ว่าอย่าไปแถวโขดหิน เธอกลับมุ่งตรงดิ่งมาที่นี่เป็นที่แรก! เขาหยิบถังน้ำในมือเธอมาถือให้ แล้วจูงมือเธอไว้อย่างหวงแหน
เธอมองเขาแล้วหัวเราะคิกคัก เอ่ยอย่างขี้เล่น “ฉันรู้สึกเหมือนมีสมบัติบางอย่างที่โขดหินตรงนั้นกำลังเรียกหาฉันอยู่เลยค่ะ!”
โจวเฉิงเหล่ยจนปัญญาจะต่อกรกับลูกอ้อนของเธอ จึงได้แต่จูงมือเธอเดินลัดเลาะไปตามแนวโขดหินอย่างระมัดระวัง
ทันทีที่ทั้งสองย่างเท้าเข้าสู่เขตแนวโขดหิน เจ้าปูไข่เยิ้มสีเหลืองทองตัวมหึมาตัวหนึ่งก็คลานออกมาจากซอกหินราวกับจะออกมาต้อนรับ
“มีปูค่ะ!” เจียงเซี่ยเขย่าแขนสามีอย่างตื่นเต้น
โจวเฉิงเหล่ยเห็นมันแล้ว มันคือปูไข่เยิ้มตัวใหญ่ยักษ์ ซึ่งเป็นสุดยอดปูที่อร่อยที่สุดในช่วงฤดูกาลนี้
เขาส่งสัญญาณให้ภรรยายืนนิ่งๆ แล้วจึงย่อตัวลงอย่างเงียบกริบ ก่อนที่เจ้าปูจะทันได้หลบหนีกลับเข้าไปในซอกหิน เขาก็ใช้ความเร็วปานสายฟ้าฟาดกดกระดองของมันไว้ แล้วใช้มืออีกข้างจับมันขึ้นมาอย่างชำนาญ
ปูไข่เยิ้มตัวนี้ใหญ่กว่าฝ่ามือของเขาเสียอีก ข้อต่อขาของมันเป็นสีทองอร่าม ตะปิ้งท้องนูนเป่งจนแทบปริ เขาลองใช้นิ้วกดดูเบาๆ สัมผัสได้ถึงความนิ่ม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าไข่ปูได้กลายเป็นน้ำมันชั้นเลิศแล้ว
เขาค่อยๆ บรรจงวางปูลงในถังอย่างแผ่วเบาที่สุด เพราะปูไข่เยิ้มที่ไข่เต็มท้องจนกลายเป็นน้ำมันแบบนี้เปราะบางมาก หากทำขาของมันหัก น้ำมันปูอันล้ำค่าก็จะรั่วไหลออกมาหมดระหว่างการนึ่ง
เจียงเซี่ยโปรดปรานการกินปูเป็นที่สุด คืนนี้เขาจะกลับไปนึ่งปูตัวนี้ให้เธอกิน
เขายื่นมือไปกระชับมือของเจียงเซี่ยไว้แน่น ทั้งสองคนจึงค่อยๆ เดินสำรวจไปตามซอกหลืบของโขดหินอย่างระมัดระวังต่อไป
ดวงตาคมกริบของโจวเฉิงเหล่ยเหลือบไปเห็นขาปูอีกข้างกำลังหดหายเข้าไปในซอกหินอย่างรวดเร็ว “เจออีกตัวแล้ว คุณยืนนิ่งๆ นะ”
“ไหนคะ?” เจียงเซี่ยยืนนิ่งทันที ก้มหน้ามองหาไปทั่วบริเวณ
“อยู่ในหิน” โจวเฉิงเหล่ยรอจนกระทั่งเธอยืนอย่างมั่นคงแล้วจึงย่อตัวลง หินก้อนนี้ดูแล้วสามารถเคลื่อนย้ายได้ เขาจึงออกแรงยกมันขึ้นทั้งก้อน ก้อนหินที่ดูใหญ่และหนักอึ้งกลับถูกเขายกออกอย่างง่ายดายราวกับเป็นเพียงก้อนกรวด
เมื่อยกหินออก ภาพที่ปรากฏทำเอาทั้งคู่ตะลึง เหล่าปูไข่เยิ้มขนาดเท่าฝ่ามือสี่ตัวที่ซ่อนอยู่ข้างใต้นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะเริ่มคลานหนีกันไปคนละทิศคนละทาง
ดวงตาของเจียงเซี่ยเป็นประกายระยิบระยับราวกับเจอขุมทรัพย์ “นี่เราบุกมาถึงรังปูไข่เยิ้มเลยเหรอคะเนี่ย!” เธอรีบย่อตัวลงช่วยสามีจับปูอย่างตื่นเต้น
โจวเฉิงเหล่ยเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว มือซ้ายขวาทำงานประสานกัน จับปูใส่ถังได้อย่างง่ายดาย
เจียงเซี่ยยิ้มกว้างจนแก้มปริพลางมองปูไข่เยิ้มตัวเขื่องทั้งห้าตัวในถัง “วันนี้เราเก็บเกี่ยวได้ยอดเยี่ยมไปเลย!”
เธอรักการกินปู และเธอก็ดูออกว่าปูไข่เยิ้มเหล่านี้คือเกรด ‘โถ่วโส่ว’ หรือเกรดดีที่สุด ที่น้ำมันปูแทรกซึมไปทั่วทุกข้อต่อ ปูไข่เยิ้มจากธรรมชาติชั้นยอดแบบนี้ ในยุคสมัยใหม่ที่เธอจากมาสามารถขายได้ราคาสูงถึงตัวละกว่าสองพันหยวน แถมยังเป็นของหายากที่ใช่ว่ามีเงินแล้วจะหาซื้อได้ง่ายๆ
เท่ากับว่าในชั่วพริบตา พวกเขาสองคนเก็บเงินในอนาคตได้เป็นหมื่นหยวนเลยทีเดียว
ทั้งคู่เดินสำรวจต่อไป เจียงเซี่ยมุ่งความสนใจไปที่ซอกหินต่างๆ เป็นพิเศษ
ทันใดนั้นโจวเฉิงเหล่ยก็เจอไหดินเผาใบหนึ่ง เขาหยิบมันขึ้นมาส่องดูข้างใน และก็เป็นไปตามคาด มีปลาหมึกยักษ์ตัวเขื่องซ่อนตัวอยู่
เจียงเซี่ยถามอย่างประหลาดใจ “คุณรู้ได้ยังไงคะว่าในไหใบนี้มีของอยู่?”
“คนทะเลทุกคนรู้ดีว่าปลาหมึกยักษ์ชอบมุดเข้าไปซ่อนในไห บางคนถึงขนาดเอาไหไปวางทิ้งไว้ในทะเลเพื่อใช้เป็นกับดักจับมันโดยเฉพาะเลยล่ะ”
เขาจับปลาหมึกยักษ์ออกมาจากไห “เดี๋ยวผมเอาไหใบนี้กลับไปวางในน้ำที่เดิม ไม่แน่พรุ่งนี้อาจจะมีตัวใหม่เข้ามาอยู่ก็ได้”
ว่าแล้วเขาก็ถือไหใบนั้นเดินลุยไปยังริมทะเล
เจียงเซี่ยรีบวิ่งตามไปทันที
“คุณอย่าตามมา คลื่นมันแรง”
“ไม่กลัวค่ะ!”
โจวเฉิงเหล่ยเห็นว่าเธอไม่ยอมฟัง ก็ได้แต่หันกลับมาประคองร่างบางไว้
แต่เมื่อเดินมาถึงจุดที่คลื่นเกือบจะซัดถึงฝั่ง เขาก็สั่งห้ามไม่ให้เธอเดินหน้าต่ออย่างเด็ดขาด “รอผมอยู่ตรงนี้”
เจียงเซี่ยจึงยืนรอเขาอย่างว่าง่าย วางถังน้ำสองใบไว้ข้างๆ แล้วก้มหน้าสำรวจตามซอกหินและแอ่งน้ำตื้นๆ รอบตัวว่าพอจะมีอะไรให้เก็บอีกบ้าง
โจวเฉิงเหล่ยถือไหเดินลุยน้ำต่อไปข้างหน้า ก่อนจะกระโดดลงไปในทะเล เขาหาซอกหินที่เหมาะสมแล้วจัดการวางไหใบนั้นขัดไว้จนมั่นคง เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ กำลังจะปีนกลับขึ้นมา เขาก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างพุ่งมาชนที่น่อง
เขาก้มลงมองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะโน้มตัวลงไปคว้าสิ่งนั้นไว้ด้วยมือเปล่า! ในวินาทีนั้นเอง คลื่นยักษ์ก็โถมเข้าใส่ร่างของเขาอย่างจัง!
“ระวัง!” เขาหันไปตะโกนบอกภรรยา ขณะที่มืออีกข้างยึดโขดหินไว้แน่น
เจียงเซี่ยมองเห็นคลื่นลูกมหึมากลืนร่างของโจวเฉิงเหล่ยหายไปต่อหน้าต่อตา จากนั้นคลื่นที่แตกกระจายออกนั้นยังคงมีแรงมหาศาลพอที่จะซัดเข้าใส่ร่างของเธอที่ยืนอยู่บนฝั่ง พร้อมกับส่งวัตถุปริศนาลื่นๆ ตัวหนึ่งมาให้ถึงมือ! เธอคว้ามันไว้ตามสัญชาตญาณ! สัมผัสมันลื่นมาก!
เธอคว้ามันไว้ได้สำเร็จ แต่แรงของคลื่นก็ทำให้เธอเสียหลักล้มก้นกระแทกพื้น
โชคดีที่จุดที่เธอยืนเป็นโขดหินที่ค่อนข้างเรียบ จึงแค่เจ็บก้นนิดหน่อย ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหน
เจียงเซี่ยรีบหันไปมองทางโจวเฉิงเหล่ยด้วยความเป็นห่วง เขากำลังปีนกลับขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย ในมือของเขามีหอยสังข์ทะเลสีน้ำตาลเหลืองตัวใหญ่อยู่ตัวหนึ่ง
“เป็นอะไรหรือเปล่า?” เขาถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรค่ะ” เมื่อเห็นว่าเขาปลอดภัยดี เธอจึงก้มลงมองสิ่งที่อยู่ในมือตัวเอง มันคือปลาหมึกกระดองตัวใหญ่ยักษ์ ใหญ่กว่าใบหน้าของเธอเสียอีก
ฮ่าๆ วันนี้ถือว่าโชคดีจริงๆ
โจวเฉิงเหล่ยช่วยพยุงเธอให้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะค่อยๆ วางหอยสังข์ลงในถังอย่างเบามือที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้มันไปกระแทกขาปูจนหัก
เจียงเซี่ยก็เอาปลาหมึกกระดองที่จับได้ใส่ลงไปในถังเช่นกัน
“นี่คือหอยอะไรเหรอคะ?” เธอมองหอยสังข์รูปร่างคล้ายมะละกอสีน้ำตาลเหลืองลายจุดดำในถังแล้วเอ่ยถาม
“หอยมะละกอ”
เจียงเซี่ย: “…”
เธอนึกถึงข่าวโด่งดังข่าวหนึ่งที่เคยเห็นในชาติก่อนได้ทันที ในใจของเธอพลันเต้นระรัวขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น! หรือว่าคืนนี้...เธอจะได้กินหอยแล้วเจอโชคลาภหลักสิบล้านเข้าจริงๆ?
“โจวเฉิงเหล่ย คืนนี้ฉันอยากกินหอยค่ะ”
“ได้สิ” โจวเฉิงเหล่ยเห็นว่าเสื้อผ้าของภรรยาเปียกปอนไปทั้งตัว กำลังจะยกถังน้ำเพื่อพาเธอกลับบ้าน
แต่แล้วแม่โจวและเถียนไฉ่ฮวาก็กำลังวิ่งตรงมาหาพวกเขา
“อาเหล่ย! พวกแกหาอะไรกันได้บ้าง?” หลังจากชื่นชมมอเตอร์ไซค์จนพอใจแล้ว สองแม่ลูกสะใภ้ก็ไปขุดหอยลายที่ชายหาดได้เต็มหนึ่งถัง ก่อนจะเหลือบมาเห็นเจียงเซี่ยกับสามียืนอยู่ตรงนี้
เถียนไฉ่ฮวารีบชวนแม่สามีมาดูทันที เธอเชื่อเป็นตุเป็นตะว่า แค่ได้เข้าใกล้เจียงเซี่ย โชคลาภก็จะตามมาเอง
โจวเฉิงเหล่ยกำลังจะอ้าปากตอบ เจียงเซี่ยก็รีบดึงแขนเขาไว้เบาๆ นัยน์ตาของเธอจับจ้องไปยังผืนทะเลเบื้องหน้า “โจวเฉิงเหล่ย คุณดูนั่นสิคะ ในทะเลมีอะไรอยู่!”
ทั้งสามคนจึงหันไปมองยังผิวน้ำทะเลพร้อมกัน
(จบบท)