บทที่ 215: เต่าทะเลคู่รัก
อวนรอบนี้ดูเหมือนจะกวาดต้อนฝูงปลามาถึงสองสามชนิดพร้อมกัน แม้จะดูค่อนข้างหลากหลาย แต่ทุกชนิดล้วนมีปริมาณที่น่าพอใจอย่างยิ่ง
ทั้งปลาอีคุดสีทอง ปลาอินทรีลายทาง และปลากระมงทองที่ส่องประกายแวววาวราวกับทองคำแท้ ต่างดิ้นรนอยู่ในผืนอวนที่หนาหนัก แต่ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคือกุ้งกุลาดำจำนวนมหาศาล
กุ้งแต่ละตัวมีขนาดใหญ่ยักษ์ ยาวเกือบเท่าท่อนแขนของเจียงเซี่ย ลำตัวอวบอ้วนและมีลายพาดกลอนที่เด่นชัด
กุ้งเพียงตัวเดียวก็มีน้ำหนักเกือบหนึ่งชั่งเต็มๆ
พ่อโจวหยิบกุ้งตัวหนึ่งขึ้นมาวางบนฝ่ามือเพื่อเปรียบเทียบขนาด รอยยิ้มแห่งความปรีดาปราโมทย์ก็ผุดขึ้นจนไม่อาจเก็บงำได้ “คราวนี้รวยเละอีกแล้ว! วันนี้ถึงจะเรียกว่าปลาเต็มลำของจริง! กุ้งลายเสือตัวมหึมาขนาดนี้ยังเจอได้ พ่อออกเรือหาปลามาค่อนชีวิต ไม่ใช่ว่าไม่เคยจับกุ้งตัวใหญ่เท่านี้ได้ แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะจับได้มากมายและตัวใหญ่พร้อมกันขนาดนี้!”
กุ้งชนิดนี้นับเป็นของดีราคาแพงอยู่แล้ว ยิ่งตัวใหญ่ขนาดนี้ ราคาสามารถพุ่งสูงถึงชั่งละสองถึงสามหยวนได้อย่างสบายๆ! แล้วกุ้งเพียงตัวเดียวก็หนักปาเข้าไปเจ็ดแปดเหลี่ยงแล้ว คุณว่ามันจะสุดยอดขนาดไหน
ดังนั้นการออกเรือจึงไม่สำคัญว่าจะเช้าหรือสาย ขอเพียงแค่มีโชคเข้าข้าง ต่อให้ออกเรือสายกว่าใครก็ยังทำเงินได้มากกว่า วันนี้กำไรหนึ่งพันหยวนคงไม่หนีไปไหนแน่!
“เร็วเข้า!” พ่อโจวหัวเราะเสียงดัง “รีบคัดกุ้งพวกนี้แยกออกมา เอาไปใส่ไว้ในห้องเก็บสัตว์น้ำมีชีวิตก่อน”
กุ้งชนิดนี้มีความทนทานต่อสภาพอากาศบนบกได้ดี ซึ่งหมายความว่าสามารถเลี้ยงไว้ได้นานกว่าสัตว์ทะเลชนิดอื่น ทำให้สะดวกต่อการขนส่งไปขายในที่ไกลๆ
แม้จะเป็นการจับด้วยอวนลาก แต่กุ้งจำนวนมากก็ยังคงมีชีวิตและดิ้นรนอย่างแข็งขัน ไม่ได้ถูกปลาอื่นๆ ทับจนตาย ทั้งครอบครัว ยกเว้นโจวเฉิงซินที่ยังคงทำหน้าที่คุมหางเสือเรือ ต่างก็รีบลงมือคัดแยกกุ้งอย่างรวดเร็วและเบามือที่สุด เพื่อนำพวกมันไปพักไว้ในห้องเก็บสัตว์น้ำมีชีวิต
เพราะของที่ยังมีชีวิตอยู่ ย่อมขายได้ในราคาที่สูงกว่าของที่ตายแล้วหลายเท่าตัว
เรือแล่นมาถึงเกาะปะการังในเวลาไม่นานนัก โจวเฉิงซินก็หาทำเลที่เหมาะสมแล้วจอดเรือ
โจวเฉิงเหล่ยละมือจากการคัดปลา เขาสวมใส่อุปกรณ์ดำน้ำอย่างคล่องแคล่ว แล้วกระโจนลงไปในผืนน้ำเพื่อสำรวจความเรียบร้อยของกระชังปลาอีกฝั่ง
กระชังที่ฝั่งเกาะปะการังยังคงอยู่ดีไม่มีอะไรเสียหาย โจวเฉิงเหล่ยจึงว่ายต่อไปยังถ้ำใต้น้ำที่พวกเขาใช้เป็นที่อนุบาลหอยเป๋าฮื้อ เขาเห็นว่ามีบางตัวที่ซุกซนคลานออกมานอกเขต เขาก็จัดการแซะพวกมันแล้วโยนกลับเข้าไปในถ้ำอย่างนุ่มนวล
หอยเป๋าฮื้อเหล่านี้ยังคงตัวไม่ใหญ่มากนัก ขนาดประมาณสิบตัวต่อชั่ง คงต้องปล่อยให้พวกมันเจริญเติบโตต่อไปอีกสักพัก เมื่อได้ขนาดที่ตลาดต้องการแล้วค่อยจับขาย
บริเวณนี้เคยเป็นแหล่งที่พวกเขาเก็บปลิงทะเลได้มาก่อน และปลิงทะเลที่เก็บได้คราวนั้นก็ถูกกินจนหมดเกลี้ยงแล้ว โจวเฉิงเหล่ยจึงถือโอกาสมองหาไปทั่วพื้นทรายใต้ทะเล หวังว่าจะได้เจอของดีติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง
แต่หลังจากสำรวจอยู่พักใหญ่ เขาก็พบปลิงทะเลเพียงแค่สามตัวเท่านั้น ไม่ค่อยมีปลิงทะเลนัก แต่เขาก็ได้กุ้งจั๊กจั่นตัวอ้วนๆ มาสองตัวและเก็บหอยเม่นหนามยาวได้อีกหลายตัว
กุ้งจั๊กจั่นนั้นเนื้อสดหวานและรสชาติดี เป็นของโปรดของเจียงเซี่ย ส่วนไข่ตุ๋นหอยเม่นก็เป็นเมนูโปรดของโจวโจว มื้อค่ำวันนี้คงจะได้อิ่มอร่อยกับเมนูที่หลากหลายยิ่งขึ้น
เพราะยังมีภารกิจต้องไปอู่ต่อเรือรออยู่ โจวเฉิงเหล่ยจึงรีบว่ายกลับขึ้นเรืออย่างรวดเร็ว
เจียงเซี่ยไม่ได้ลงน้ำไปกับเขาด้วยในรอบนี้ เธอต้องรีบช่วยทุกคนคัดแยกปลาที่กองอยู่เต็มดาดฟ้าเรือ เธอชื่นชอบการคัดแยกปลาที่จับมาได้หลากหลายชนิดแบบนี้ เพราะมันมักจะนำมาซึ่งเรื่องเซอร์ไพรส์ที่ไม่คาดฝันเสมอ
และในขณะที่โจวเฉิงเหล่ยเพิ่งจะปีนขึ้นมาบนเรือนั่นเอง เจียงเซี่ยก็ร้องอุทานออกมาเบาๆ เมื่อเธอได้พบกับเต่าทะเลตัวใหญ่ยักษ์ที่ติดอวนขึ้นมาด้วย นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้เจอเต่าทะเลตัวเป็นๆ ใกล้ขนาดนี้
โจวเฉิงเหล่ยมองตามสายตาของเธอ
เต่าทะเลตัวนี้น่าจะมีอายุยืนยาวมาหลายสิบหลายร้อยปีแล้ว บนกระดองของมันมีเพรียงทะเลเกาะอยู่เต็มไปหมดจนแทบไม่เห็นพื้นผิวเดิม กระดองนั้นดูเก่าแก่และผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน บ่งบอกถึงการเดินทางอันยาวนานในมหาสมุทร
พ่อโจวเห็นว่าพวกเขาจับเต่าทะเลมาได้โดยบังเอิญ แถมยังเป็นเต่าชราเสียด้วย ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เสี่ยวเซี่ย เต่าตัวนี้เราต้องปล่อยกลับลงทะเลนะลูก”
ชาวประมงในหมู่บ้านของพวกเขามีความเชื่อสืบต่อกันมาว่าหากจับเต่าทะเลได้จะต้องปล่อยคืนสู่ท้องทะเลเสมอ เพราะพวกเขาเชื่อว่าเต่าทะเลเป็นสัตว์ที่มีจิตวิญญาณ การปล่อยพวกมันไปจะนำมาซึ่งความคุ้มครองและโชคลาภ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเต่าชราที่เปรียบเสมือนเจ้าแห่งท้องทะเล
เจียงเซี่ยพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ “หนูรู้ค่ะคุณพ่อ เดี๋ยวหนูขอเอาเพรียงที่เกาะอยู่บนหลังมันออกให้ก่อน แล้วจะรีบปล่อยกลับลงทะเลทันทีค่ะ”
พ่อโจวส่งมีดแล่ปลาที่คมกริบเล่มหนึ่งให้เจียงเซี่ย
แต่โจวเฉิงเหล่ยที่เพิ่งถอดอุปกรณ์ดำน้ำเสร็จก็เดินเข้ามาข้างๆ เจียงเซี่ยแล้วพูดขึ้น “ผมทำเอง”
การแซะเพรียงที่เกาะแน่นฝังรากลึกเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เขากลัวว่าเธอจะพลาดพลั้งทำมีดบาดมือตัวเองได้
เจียงเซี่ยจึงส่งมีดให้เขาแต่โดยดี
โจวเฉิงเหล่ยลงมือแซะเพรียงที่เกาะอยู่บนกระดองเต่าออกอย่างเบามือและระมัดระวังที่สุด หลังจากที่เพรียงหลุดออกไปหมดแล้ว เจียงเซี่ยก็นำฟองน้ำใยบวบมาขัดกระดองของมันเบาๆ จนขึ้นเงาสวยงาม แล้วยังราดน้ำทะเลสะอาดๆ อาบน้ำให้มันอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ทั้งสองจะช่วยกันปล่อยมันกลับคืนสู่ผืนน้ำ
เต่าชราโบกขาของมันในน้ำอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหันกลับมาเงยหน้ามองพวกเขาที่อยู่บนเรือ แววตาของมันดูราวกับจะขอบคุณ
เจียงเซี่ยเห็นดังนั้นก็โบกมือให้มันอย่างร่าเริง “ลาก่อนนะคุณเต่า!”
โจวเฉิงซินเห็นน้องชายกลับขึ้นมาบนเรือเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มขับเรือออกเดินทางต่อไป
เมื่อเรือแล่นห่างออกไป เจียงเซี่ยก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับเต่าตัวนั้นอีก เพราะยังมีปลากองมหึมารอให้เธอคัดแยกอยู่ เธอจึงรีบนั่งลงทำงานของเธอต่อ
ทว่า...ใครเลยจะคาดคิด ว่าเต่าทะเลตัวนั้นกลับยังคงว่ายน้ำตามหลังเรือประมงของพวกเขามาอย่างไม่ลดละ ยิ่งเรือแล่นห่างออกไปไกลเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเร่งความเร็วในการว่ายมากขึ้นเท่านั้น
เจียงเซี่ยก้มหน้าก้มตาคัดปลาอยู่พักใหญ่ ก็ต้องอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง เมื่อเธอพบเต่าทะเลแก่อีกตัวหนึ่งในกองปลา!
“วันนี้มันวันอะไรกันนี่” พ่อโจวบ่นพึมพำ “ทำไมถึงจับเต่าแก่ได้เยอะแยะขนาดนี้”
เจียงเซี่ยเอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจ “เต่าตัวนี้...คงไม่ได้เป็นคู่รักกับตัวเมื่อกี้หรอกนะคะ”
โจวเฉิงซินที่ได้ยินบทสนทนาก็หัวเราะออกมา “ไม่แน่อาจจะใช่ก็ได้นะ รีบปล่อยกลับลงทะเลเร็วเข้า ให้สามีภรรยาเขาได้กลับไปเจอกัน”
พ่อโจวได้ยินดังนั้นก็ตัดสินใจทันที “หยุดเรือเดี๋ยวนี้! แล้วขับย้อนกลับไปทางเดิม จัดการทำความสะอาดเต่าตัวนี้ให้เรียบร้อยแล้วรีบปล่อยมันกลับลงทะเลไป”
เจียงเซี่ยส่งเต่าทะเลตัวที่สองให้โจวเฉิงเหล่ย เพื่อให้เขาช่วยแซะเพรียงบนกระดองออกให้
โจวเฉิงเหล่ยรับมาทำตามอย่างว่าง่าย เขายังเลียนแบบท่าทางของเจียงเซี่ยเมื่อครู่อย่างไม่ผิดเพี้ยน ช่วยอาบน้ำขัดกระดองทั้งบนและล่างให้มันจนสะอาดเอี่ยมขึ้นเงาวับ
เจียงเซี่ยมองทอดสายตาไปที่ผิวน้ำอันกว้างใหญ่ตลอดเวลา ในใจก็ลุ้นระทึกว่าเต่าตัวแรกจะยังคงตามมาหรือไม่
และแล้วเธอก็เห็นมันจริงๆ!
“โจวเฉิงเหล่ย! คุณดูนั่นสิ เต่าตัวเมื่อกี้ตามมาจริงๆ ด้วย!” น้ำเสียงของเจียงเซี่ยเจือปนความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
พ่อโจวและแม่โจวได้ยินก็รีบหันไปมองที่ผิวน้ำพร้อมกัน
เป็นจังหวะเดียวกับที่โจวเฉิงเหล่ยทำความสะอาดเต่าตัวที่สองเสร็จพอดี เขาก็อุ้มมันขึ้นมายืนรอที่กราบเรือ
เจียงเซี่ยดึงแขนเสื้อของเขาเบาๆ “คุณรีบปล่อยมันกลับลงทะเลเร็วเข้าสิคะ”
โจวเฉิงเหล่ยจึงปล่อยเต่าในอ้อมแขนกลับคืนสู่ท้องทะเล และตามความเคยชิน มือของเขาก็เอื้อมไปกุมมือของเจียงเซี่ยไว้ทันที
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาทุกคนคือเต่าทะเลสองตัวที่ว่ายวนเข้าหากันอย่างโหยหา พวกมันใช้หัวคลอเคลียกันอย่างรักใคร่
พ่อโจวเห็นภาพนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข “ดูท่าจะเป็นสามีภรรยากันจริงๆ ด้วยสินะ”
หลังจากที่เต่าทะเลคู่รักได้พบกันบนผิวน้ำแล้ว พวกมันก็พร้อมใจกันหันหน้ามาทางเรือประมงแล้วผงกหัวขึ้นเล็กน้อย ราวกับจะแสดงความขอบคุณอีกครั้ง
เจียงเซี่ยเห็นภาพนั้นก็หัวเราะคิกคัก “บนเรือเราคงไม่มีลูกๆ ของมันติดมาด้วยหรอกใช่ไหมคะ”
แม่โจวได้ยินดังนั้นก็รีบไปคุ้ยกองปลาที่เหลืออยู่อย่างขะมักเขม้น แล้วก็หัวเราะออกมา “ไม่มีแล้วจ้ะ! ไม่มีแล้ว!”
เต่าทะเลคู่นั้นหยุดนิ่งอยู่บนผิวน้ำเพียงครู่เดียว หลังจากที่ได้สบตากับผู้มีพระคุณของพวกมันแล้ว พวกมันก็จูงมือ...เอ๊ย จูงขาพากันดำดิ่งหายลับไปใต้ท้องทะเลสีคราม
โจวเฉิงเหล่ยยังคงกุมมือของเจียงเซี่ยไว้แน่น เขามองตามเต่าทะเลคู่รักที่ว่ายเคียงข้างกันไปจนสุดสายตา แล้วก็อดไม่ได้ที่จะก้มลงมองใบหน้าของคนข้างกาย
เป็นจังหวะเดียวกับที่เจียงเซี่ยเงยหน้าขึ้นมามองเขาพอดี...เมื่อสายตาทั้งสองประสานกัน รอยยิ้มอันแสนหวานก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคนทั้งคู่พร้อมกัน
เจียงเซี่ยค่อยๆ สอดนิ้วของเธอเข้าไปในช่องว่างระหว่างนิ้วของเขา ประสานมือกันไว้แน่นยิ่งกว่าเดิม แล้วหันกลับไปยิ้มมองผืนทะเลที่บัดนี้ว่างเปล่า
รอยยิ้มจางๆ ทว่าอ่อนหวานและงดงามของเจียงเซี่ยนั้น ทำให้หัวใจของโจวเฉิงเหล่ยสั่นไหวอย่างรุนแรง เขาอยากจะรวบตัวเธอเข้ามากอดให้แน่นๆ แล้วประทับจูบลงไปแรงๆ แต่ก็ทำได้เพียงอดกลั้นความปรารถนานั้นไว้ ทำได้เพียงแค่กุมมือของเธอให้แน่นขึ้น เพื่อสะกดความรู้สึกใจเต้นรัวที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในอก
พ่อโจวเห็นเต่าว่ายจากไปแล้ว ก็กำลังจะละสายตากลับมา แต่ใครเลยจะรู้ว่าภาพแรกที่เขาเห็นคือลูกชายคนเล็กกับ ‘หวังไฉ’ กำลังแอบจับมือกันเงียบๆ อยู่ท้ายเรือ
เอาเข้าไป...เผลอเพียงนิดเดียว เขาก็กลายเป็น ก.ข.ค. ของคู่หนุ่มสาวไปเสียแล้ว!
‘คุณพ่อ ก.ข.ค.’ ยิ้มแห้งๆ แสร้งทำเป็นไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น แล้วก็หันไปผลักหลังลูกชายคนโตที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งเปรียบเสมือน ‘หลอดไฟห้าสิบวัตต์’ ที่ส่องสว่างทำลายบรรยากาศ “แกน่ะ ไปขับเรือได้แล้ว รีบไปที่อู่ต่อเรือ จะได้รีบสั่งเรือให้เสร็จๆ”
“ครับพ่อ” โจวเฉิงซินรับคำแล้วเดินไปที่ห้องคนขับ
เจียงเซี่ยจึงค่อยๆ ดึงมือของเธอออกจากมือของโจวเฉิงเหล่ยเบาๆ “คัดปลาต่อค่ะ”
“อืม” โจวเฉิงเหล่ยพยักหน้ารับแล้วปล่อยมือเธอ สองสามีภรรยาก็นั่งยองๆ ลงไปช่วยกันคัดปลาต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
โจวเฉิงซินขับเรือไปจอดเทียบที่ชายหาดใกล้อู่ต่อเรือโดยตรง
จากนั้นเจียงเซี่ยกับโจวเฉิงเหล่ยก็เดินไปเป็นเพื่อนโจวเฉิงซินเพื่อสั่งต่อเรือ
ส่วนพ่อโจวกับแม่โจว หลังจากที่ส่งทั้งสามคนลงจากเรือแล้ว ก็ขับเรือต่อไปยังท่าเรือในตัวเมืองเพื่อนำปลาไปขาย การแบ่งกันทำงานเช่นนี้จะช่วยให้ทุกอย่างเสร็จเร็วขึ้น พ่อโจวขายปลาเสร็จแล้วค่อยขับเรือกลับมารับพวกเขาก็ยังทัน
ณ อู่ต่อเรือ
ผู้อำนวยการโจวพอได้ยินว่าพวกเขาต้องการจะสั่งต่อเรือเพิ่มอีกลำ ก็ถึงกับตกใจจนอ้าปากค้าง
เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง “นี่พวกเธอ! เงินมัดจำเรือสองลำก่อนหน้านี้ยังจ่ายไม่ครบเลยนะ! บอกไว้ก่อนเลยว่าถ้ายังจ่ายของเก่าไม่ครบ ก็ห้ามสั่งเพิ่มเด็ดขาด!”
คิดจะมาจับเสือมือเปล่ากับเขาอีกแล้วเรอะ ฝันไปเถอะ!
ครั้งนี้เขาจะยืนกรานปฏิเสธอย่างแข็งขัน! จะไม่ยอมใจอ่อนโดยเด็ดขาด!
เจียงเซี่ยกลับยิ้มอย่างใจเย็น “แต่ก็ยังไม่ถึงกำหนดชำระไม่ใช่เหรอคะท่านผู้อำนวยการ ถึงเวลาเดี๋ยวพวกเราก็จ่ายครบตามสัญญาเองค่ะ”
โจวเฉิงเหล่ยกล่าวเสริมขึ้นมาเรียบๆ “ว่าแต่...สมอเรือแบบที่ผมเคยเสนอไปนั้นได้ลองปรับปรุงออกมาหรือยังครับ ใช้ดีไหม พอดีว่าตอนนี้...ผมเพิ่งจะคิดแบบสมอเรือชนิดใหม่ได้อีกแบบหนึ่งพอดี”
ผู้อำนวยการโจวถึงกับพูดไม่ออก “…”
(จบบท)