บทที่ 216: ลูกปลามาส่ง
ในที่สุด ภายใต้การเจรจาต่อรองอันเฉียบแหลมของน้องชายและน้องสะใภ้ โจวเฉิงซินก็ได้สั่งต่อเรือประมงลำใหม่ในฝันที่ราคากว่าแปดพันหยวน ในราคาเพียงเจ็ดพันหยวนถ้วน
เขาจ่ายเงินมัดจำจำนวนสามพันห้าร้อยหยวนไปด้วยหัวใจที่พองโต
ผู้อำนวยการโจวมองตามหลังสามพี่น้องตระกูลโจวไปแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ รู้สึกเหมือนโดนสองสามีภรรยาคู่นี้มัดมือชกอีกจนได้ ทางอู่ต่อเรือมีมติเป็นเอกฉันท์แล้วว่าจะปรับขึ้นราคาเรือทุกลำครั้งใหญ่ในวันชาติที่จะถึงนี้ เพื่อรองรับงานมหกรรมการค้ากวางเจา
การขึ้นราคาครั้งนี้ก็สมเหตุสมผลทุกประการ เพราะเรือของพวกเขาได้พัฒนาเทคโนโลยีขึ้นไปอีกขั้น โดยเฉพาะแหวนเคนท์ เทคนิคการอุ่นชิ้นงานก่อนเชื่อม และเทคโนโลยีสมอเรือแบบใหม่ที่ล้ำหน้ายิ่งกว่าของต่างประเทศด้วยซ้ำ
ตอนนี้ราคาใหม่อย่างเป็นทางการของเรือทุกลำได้ประกาศออกมาแล้ว ซึ่งเป็นการปรับขึ้นราคาครั้งใหญ่ เนื่องจากราคาอุปกรณ์นำเข้าหลายชิ้นก็พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่ประเทศตะวันตกพยายามกดดันพวกเขา ทำให้อุปกรณ์บางอย่างมีราคาแพงขึ้นทุกเดือน!
ด้วยเหตุนี้ เรือแต่ละลำจึงจำเป็นต้องปรับราคาขึ้นอย่างน้อยหนึ่งพันห้าร้อยหยวน
เรือลำที่โจวเฉิงซินเพิ่งสั่งไปนั้น หากเป็นราคาใหม่จะต้องขายในราคาเกือบหนึ่งหมื่นหยวน แต่เขาดันใจอ่อนขายให้พวกเขาไปในราคาแค่เจ็ดพัน
ผู้อำนวยการโจวมองเจียงเซี่ยกับโจวเฉิงเหล่ยแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า ในใจนั้นทั้งรักทั้งชังอย่างบอกไม่ถูก!
“ไม่มีอะไรแล้วก็รีบไปได้แล้ว!” เขาโบกมือไล่ “อ้อ! บ้านสวัสดิการที่พวกเธอต้องการน่ะ เหลือแค่ห้องเดียวแล้วนะ!”
หลังจากที่คณะผู้บริหารของอู่ต่อเรือได้ประชุมกัน ก็ตัดสินใจจัดตั้งสายการผลิตพิเศษขึ้นมาเพื่อผลิตเรือประมงขนาดกลางที่ไม่ได้เล็กหรือใหญ่จนเกินไป สำหรับตอบสนองความต้องการของชาวประมงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้เรือที่โจวเฉิงซินสั่งไว้จึงจะได้รับในอีกเพียงหกเดือนข้างหน้าเท่านั้น
ส่วนเรือส่งออกขนาดใหญ่ก็ได้มีการเพิ่มสายการผลิตพิเศษขึ้นมาอีกถึงสองสาย เพื่อรับประกันคุณภาพและกำหนดเวลาส่งมอบที่แม่นยำ
อู่ต่อเรือจึงต้องจ้างเด็กฝึกงานและช่างเทคนิคใหม่เข้ามาเสริมทัพอีกเป็นจำนวนมาก และในเร็วๆ นี้ก็กำลังจะมีพนักงานอีกกลุ่มใหญ่ที่ได้รับการบรรจุ ทำให้มีผู้ยื่นขอสิทธิ์ซื้อบ้านสวัสดิการเป็นจำนวนมาก
ดังนั้นความหวังของเจียงเซี่ยที่จะได้บ้านสวัสดิการถึงสองหลังจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เหลือโควต้าให้เธอได้เพียงหลังเดียวเท่านั้น
เจียงเซี่ยได้ยินก็ยิ้มอย่างไม่ยี่หระ “ได้มาหลังหนึ่งก็ดีมากแล้วค่ะ”
โจวเฉิงเหล่ยจึงเอ่ยถามผู้อำนวยการโจวต่อว่า “พอจะมีใครที่เปลี่ยนจากเรือลำเล็กมาสั่งเรือลำใหญ่ แล้วอยากจะขายเรือลำเก่าทิ้งบ้างไหมครับ ไม่ต้องเป็นเรือใหญ่มากก็ได้ครับ แค่เรือไม้ลำเล็กที่ติดตั้งเครื่องยนต์แล้วก็พอ”
คนส่วนใหญ่เวลาจะสั่งต่อเรือก็มักจะมาที่อู่ต่อเรือโดยตรง พอมีคนสั่งเรือลำใหญ่ขึ้นก็มักจะอยากขายเรือลำเก่าทิ้งไป ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาก็มักจะฝากให้คนของอู่ต่อเรือช่วยกระจายข่าวให้
ผู้อำนวยการโจวทำหน้าแปลกใจ “เธอมีเรือใหญ่โตอยู่แล้ว จะมาซื้อเรือไม้ก๊อกแก๊กแบบนั้นไปทำอะไรอีก”
“ผมวางแผนจะทำฟาร์มเลี้ยงปลาในทะเลครับ” โจวเฉิงเหล่ยอธิบาย “เลยอยากจะซื้อเรือไม้ลำเล็กไว้สำหรับออกทะเลไปให้อาหารปลาโดยเฉพาะ จะได้ไม่กระทบเวลาที่เรือลำใหญ่ต้องออกไปลากอวนหาปลาครับ”
เขาคิดคำนวณแล้วว่า การจะใช้เรือประมงลำปัจจุบันออกไปดูแลปลาในกระชังทุกวันในระยะยาวนั้นไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะนั่นหมายถึงการเสียโอกาสในการออกไปลากอวน ซึ่งหากวันไหนดวงดี ลากอวนแค่รอบสองรอบก็ได้เงินมากพอจะซื้อเรือเก่าๆ ผุๆ ได้ทั้งลำแล้ว
ผู้อำนวยการโจวได้ยินก็ถึงกับอ้าปากค้าง “นี่เธอจะเลี้ยงปลาด้วยเรอะ! สรุปแล้วมันมีอะไรที่พวกเธอสองผัวเมียทำไม่เป็นบ้างไหมเนี่ย เงินทั้งโลกนี่จะให้พวกเธอหาไปหมดเลยหรือไง!”
“เออๆ ก็ได้! เดี๋ยวฉันช่วยมองๆ ไว้ให้แล้วกัน ถ้ามีข่าวเมื่อไหร่จะแจ้งให้ทราบ แต่พวกเธอต้องรีบเอาเงินมัดจำที่เหลือมาจ่ายให้ครบนะ อย่ามัวแต่มีเงินไปซื้อโน่นซื้อนี่ แล้วเบี้ยวเงินมัดจำฉันล่ะ!”
เจียงเซี่ยหัวเราะคิกคัก “ท่านผู้อำนวยการวางใจได้เลยค่ะ พวกเราจ่ายตรงเวลาแน่นอน! อีกอย่าง พวกเราอุตส่าห์ให้ไอเดียทางเทคนิคดีๆ กับทางอู่ไปตั้งมากมายโดยไม่คิดเงิน นั่นเป็นไอเดียที่ทำเงินต่อเงินได้ทั้งนั้นเลยนะคะ ท่านยังจะมาทวงพวกเรายิกๆ แบบนี้ ไม่รู้สึกว่าใจร้ายไปหน่อยเหรอคะ”
ผู้อำนวยการโจวถึงกับพูดไม่ออก “…”
ให้ตายสิเถอะ! ช่างมัน! ช่างมัน! ขอแค่พวกเขาจ่ายตรงเวลาก็พอแล้ว เขาจะไม่ทวงอีกแล้วก็ได้ ใช่ไหมล่ะ
ผู้อำนวยการโจวเผลอหลุดปากออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ “เอ้า! คราวหน้าที่พวกเธอมาซื้อเรืออีกลำ ฉันจะลดราคาให้พวกเธออีกหน่อยก็แล้วกัน!”
เจียงเซี่ยตาวาวขึ้นมาทันที “เยี่ยมไปเลยค่ะ! งั้นคราวหน้าลดให้สักสิบยี่สิบเปอร์เซ็นต์เลยนะคะ!”
ผู้อำนวยการโจวอยากจะยกมือขึ้นมาตบปากตัวเองแรงๆ สักฉาด!
เมื่อเจรจาธุรกิจ (และเรื่องส่วนตัว) เสร็จเรียบร้อย โจวเฉิงเหล่ยคาดว่าพ่อของเขาน่าจะขายปลาเสร็จแล้ว จึงกล่าวลาผู้อำนวยการแล้วพากันเดินจากไป
โจวเฉิงซินนั้นดีใจจนเนื้อเต้นที่ซื้อเรือได้ในราคาที่ถูกกว่าที่คาดไว้เป็นพันหยวน ตอนเดินจึงเหมือนเท้าจะลอยอยู่เหนือพื้น เหยียบย่ำจนฝุ่นดินฟุ้งตลบอบอวล!
เจียงเซี่ยต้องรีบยกมือขึ้นมาปิดปากปิดจมูกแทบไม่ทัน
โจวเฉิงเหล่ยเห็นเข้าก็รีบปรามพี่ชาย “พี่ใหญ่ เดินช้าๆ หน่อยสิครับ! ฝุ่นฟุ้งไปหมดแล้ว!”
โจวเฉิงซินหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “โทษทีๆ พี่อดใจไม่ไหวจริงๆ!”
เจียงเซี่ยได้แต่ยิ้มอย่างขบขัน
เมื่อกลับมาถึงจุดที่จอดเรือไว้เมื่อครู่ ก็เห็นเรือของที่บ้านจอดรออยู่จริงๆ ด้วย
ทั้งสามคนปีนขึ้นเรือ โจวเฉิงซินก็รีบอาสาไปทำหน้าที่ขับเรือกลับบ้านอย่างกระตือรือร้น
พ่อโจวหยิบเงินค่าขายปลาทั้งหมดออกมาวางตรงหน้า ทั้งหมดขายได้เป็นเงินหนึ่งพันสองร้อยแปดสิบหกหยวนกับอีกเจ็ดเหมา
เมื่อหารสองแล้ว แต่ละครอบครัวจะได้ส่วนแบ่งไปหกร้อยสี่สิบหยวน
สองพี่น้องต่างหยิบเงินออกมาร้อยหยวนเพื่อส่งให้บิดามารดา
แต่ทั้งพ่อโจวและแม่โจวต่างปฏิเสธอย่างแข็งขัน พวกท่านรับไว้เพียงเศษเงินแปดสิบหกหยวนเจ็ดเหมาเท่านั้น
ตอนนี้ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของพวกท่านทั้งหมด โจวเฉิงเหล่ยและภรรยาเป็นผู้ดูแล ทำให้สองคนแทบไม่มีเรื่องให้ต้องใช้เงินส่วนตัวเลย
นานๆ ครั้งพวกท่านถึงจะซื้อของเล่นของใช้เล็กๆ น้อยๆ ให้หลานๆ บ้าง หรือให้อั่งเปาในช่วงเทศกาล ในอนาคตเมื่อโจวโจวโตขึ้น ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็จะเพิ่มขึ้นอีก จะให้เป็นภาระของลูกชายคนเล็กเพียงฝ่ายเดียวก็ดูจะไม่ยุติธรรม
แม้ว่าในปัจจุบันนี้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของโจวโจว เจียงเซี่ยจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดโดยที่พวกท่านไม่ต้องออกเงินเลยแม้แต่น้อย แถมสองสามีภรรยายังให้เงินค่าครองชีพส่วนตัวพวกท่านอีกเดือนละห้าร้อยหยวน ซึ่งนับว่ามากเกินพอแล้ว
ลูกชายคนโตและคนรองก็ให้เงินพวกท่านเช่นกัน แต่ก็ไม่มากเท่าที่ลูกชายคนเล็กให้
พวกท่านแก่แล้ว ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้อีกกี่ปี ในอนาคตเมื่อถึงวันที่ต้องจากไป งานศพก็ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ พวกท่านไม่อยากจะรบกวนลูกๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่อยากให้ทุกอย่างต้องตกเป็นภาระของลูกชายคนเล็กเพียงคนเดียว จึงอยากจะเก็บเงินก้อนนี้ไว้เป็นค่าจัดงานศพของตัวเอง ไม่เช่นนั้นแล้วพวกท่านก็ไม่จำเป็นต้องเก็บเงินไว้เลยแม้แต่น้อย
คำกล่าวที่ว่า ‘เลี้ยงลูกร้อยปี ห่วงใยเก้าสิบเก้า’ นั้น ช่างสะท้อนภาพของพ่อแม่คู่นี้ได้อย่างชัดเจนที่สุด
หัวใจของท่านทั้งสองมีแต่ลูกๆ หวังเพียงให้ลูกๆ มีชีวิตที่ดี สามารถช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของพวกเขาได้มากที่สุด และไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่พวกเขา นับตั้งแต่วันที่ลูกคนแรกถือกำเนิดขึ้นมา ชีวิตของท่านทั้งสองก็ไม่เคยหมุนรอบตัวเองอีกเลย และไม่เคยคาดหวังว่าลูกๆ จะต้องมาตอบแทนอะไร
ขณะที่เรือกำลังจะเข้าเทียบท่าของหมู่บ้าน สายตาของเจียงเซี่ยก็พลันไปสะดุดเข้ากับเรือขนาดใหญ่ที่ไม่คุ้นตาซึ่งจอดอยู่ลำหนึ่ง
“ในหมู่บ้านเรามีคนรวยซื้อเรือใหญ่ด้วยเหรอเนี่ย” พ่อโจวเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย
“ไม่น่าใช่หรอกครับพ่อ” โจวเฉิงเหล่ยตอบ “น่าจะเป็นเรือที่มาส่งลูกปลาให้บ้านลุงเฉียงมากกว่า”
และโจวเฉิงเหล่ยก็เดาถูกเผง มันคือเรือที่มาส่งลูกปลาให้แก่บ้านของโจวปิงเฉียงจริงๆ
พวกเขามองเห็นโจวปิงเฉียงกำลังยืนเจรจาอยู่กับชายคนหนึ่งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “กระชังปลาบ้านผมโดนพายุพัดไปหมดแล้ว ตอนนี้ไม่มีที่ให้เลี้ยงปลาแล้ว ลูกปลาพวกนี้พวกเราคงรับไว้ไม่ได้ อยากจะขอคืนสินค้าครับ”
เจ้าของเรือส่งลูกปลาได้ยินก็โบกมือปฏิเสธทันควันด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “คืนสินค้า? คุณล้อผมเล่นหรือไง! ก็เพราะคุณโทรมาเร่งยิกๆ ว่าให้รีบมาส่งให้เร็วที่สุด พอผมวางสายปุ๊บก็รีบเตรียมเรือมาส่งให้ทันที ไม่คิดเลยว่าทางนี้จะมีพายุไต้ฝุ่นเข้า ผมต้องหาที่จอดเรือหลบพายุอยู่ตั้งคืนหนึ่ง คลื่นลมยังไม่ทันจะสงบดี ผมก็ต้องบ้าบิ่นฝ่าพายุฝ่าคลื่นมาส่งปลาให้คุณถึงที่! แต่ตอนนี้คุณกลับมาบอกผมว่าจะขอคืนสินค้า? คุณเห็นผมเป็นตัวตลกหรือไง ผมไม่สนหรอกนะว่ากระชังบ้านคุณจะโดนพายุพัดไปหรือยังไง ในเมื่อปลามาส่งถึงที่แล้ว คุณก็ต้องรับผิดชอบ!”
วันนี้เวินหว่าน ภรรยาของลูกชายโจวปิงเฉียงก็กลับมาบ้านด้วย เมื่อคืนเธอฝันร้ายบางอย่าง ทำให้วันนี้เธอตัดสินใจลางานกลับมาดูที่บ้าน
เวินหว่านได้ฟังคำพูดเกรี้ยวกราดของอีกฝ่าย เธอก็ก้าวออกมาพูดไกล่เกลี่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและใจเย็น “คุณพี่คะ ต้องขอโทษแทนพ่อสามีจริงๆ ค่ะ กระชังปลาของบ้านเราโดนพายุพัดไปจนหมดเกลี้ยงจริงๆ ค่ะ ต่อให้รับปลาพวกนี้มาก็ไม่รู้จะเอาไปเลี้ยงที่ไหน เรื่องภัยธรรมชาติแบบนี้พวกเราเองก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นหรอกนะคะ พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ทุกคนก็ลำบากใจกันทั้งนั้น เอาอย่างนี้ดีไหมคะ! พวกเรายินดีจะชดใช้ค่าเดินทางทั้งไปและกลับให้คุณพี่เป็นสองเท่า ส่วนปลาพวกนี้คุณพี่ก็รับกลับไปก่อน พอพวกเราสร้างกระชังเสร็จเมื่อไหร่แล้วค่อยให้คุณพี่มาส่งให้พวกเราใหม่จะได้ไหมคะ”
เจ้าของลูกปลาได้ยินก็หัวเราะหยันออกมา เขายอมเสี่ยงชีวิตฝ่าคลื่นลมมาส่งปลา ไม่ใช่เพราะอยากจะได้เงินค่าเดินทางแค่สองเท่าหรอกนะ!
“ได้! ในเมื่อพูดกันแบบนี้ ผมก็ไม่เอาเปรียบพวกคุณมากหรอก ชดใช้ค่าเสียหายให้ผมหนึ่งพันหยวน แล้วลูกปลาพวกนี้ผมจะขนกลับไปเอง เรื่องนี้ก็ถือว่าจบกันไป!”
(จบบท)