บทที่ 228 สมบัติที่มิอาจครอบครอง
เจียงเซี่ยชะงักงันไปชั่วครู่ ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมา แววตาของเธอทอประกายขบขันระคนกับความท้าทาย “ก็ใช่สิ! ฉันพูดแบบนั้นจริงๆ! แต่ฉันไม่เคยพูดเลยนี่นา ว่าของที่อยู่นอกวงกลมฉันจะเก็บไม่ได้!”
เวินหว่านอ้าปากค้าง “…”
“เธอยังมียางอายหลงเหลืออยู่บ้างไหม?!!! ฉันอุตส่าห์ไม่เข้าไปยุ่งกับหอยหวานในอาณาเขตที่เธอขีดไว้ แล้วทำไมเธอถึงมาขุดสมบัติของฉัน!”
“ของเธอตั้งแต่เมื่อไหร่?” เจียงเซี่ยย้อนถามอย่างไม่ทุกข์ร้อน “เธอได้ขีดวงกลมแสดงความเป็นเจ้าของไว้หรือเปล่า? ในเมื่อเธอก็ไม่ได้ขีดไว้ จะมาเหมาว่าหาดทรายทั้งผืนนี้เป็นของเธอคนเดียวได้อย่างไร? ถ้าเธอกล้าพูดแบบนั้นจริงๆ ฉันคงต้องเดินไปที่ทำการหน่วยการผลิต เพื่อหาคนกลางมาตัดสินความกันให้รู้เรื่องแล้วล่ะ!”
เวินหว่านกัดฟันกรอด “…”
“ฉันไม่หน้าด้านไร้ยางอายเหมือนเธอหรอก! แค่มาหาของทะเลยังต้องมาขีดเส้นแบ่งเขตกันอีก!”
“อ้าว งั้นก็จบเรื่องแล้วนี่” เจียงเซี่ยยิ้มกว้างขึ้น
“ในเมื่อเธอไม่ใช่คนไร้ยางอายก็ดีแล้ว แต่ฉันน่ะคือศูนย์รวมของความไร้ยางอายเลยล่ะ! ฉันหน้าด้านพอที่จะเชื่อว่าของทุกชิ้นในวงกลมเป็นกรรมสิทธิ์ของฉันแต่เพียงผู้เดียว คนอื่นห้ามแตะ! แต่ของที่อยู่นอกวงกลมนั้นเป็นของสาธารณะ ใครใคร่เก็บก็เก็บได้ ซึ่งนั่น...ก็รวมถึงตัวฉันด้วย!”
ใบหน้าของเวินหว่านเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำด้วยความโกรธ “นางอันธพาล!”
โจวเฉิงเหล่ยที่ยืนฟังอยู่นานทนต่อไปไม่ไหวแล้ว เขาตวัดสายตาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลกไปที่เธอ “พูดพอหรือยัง? ไสหัวไป!”
น้ำเสียงที่กดต่ำและทรงอำนาจนั้นทำให้เวินหว่านสะดุ้งสุดตัว เธอผงะถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ยังไม่วายตะโกนทิ้งท้ายด้วยความเจ็บแค้น “พวกอันธพาล! อันธพาลทั้งตระกูล!”
พูดจบเธอก็คว้าถังน้ำของตนเดินจากไปไกลๆ แล้วก้มหน้าก้มตาเก็บหอยหวานต่อด้วยท่าทีฮึดฮัด
เจียงเซี่ยเบ้ปากพลางเหลือกตามองแผ่นหลังของเวินหว่านอย่างเอือมระอา “พวกสองหน้าสร้างภาพ! ไม่ใช่ว่าเมื่อกี้ยังทำตัวเป็นคนดีมีศีลธรรม บอกว่าการขีดวงกลมหาของทะเลเป็นเรื่องไม่ถูกต้องหรอกเหรอ? แล้วไหงตอนนี้ถึงกลับลำ มาอ้างสิทธิ์ในของนอกวงกลมว่าเป็นของตัวเองไปซะดื้อๆ! ฉันก็แค่วาดวงกลมเล็กๆ วงหนึ่ง แต่นี่เธอคงคิดว่าหาดทรายทั้งหาดเป็นสมบัติส่วนตัวของเธอแล้วกระมัง!”
“อย่าไปใส่ใจให้เสียอารมณ์เลย” โจวเฉิงเหล่ยเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
แต่คำพูดนั้นกลับยิ่งทำให้เวินหว่านที่ยืนอยู่ไกลๆ เดือดดาลในใจ!
โมโหจนแทบกระอักเลือด! ก็หล่อนเป็นคนขีดวงกลมเองไม่ใช่หรือไร คนอื่นก็ย่อมต้องเข้าใจเป็นธรรมดาว่าสิ่งที่อยู่นอกอาณาเขตของหล่อน ย่อมไม่ใช่ของหล่อน!
แต่เวินหว่านก็ขี้คร้านจะเสียพลังงานไปต่อกรกับคนพาลเช่นเจียงเซี่ย เพราะเธอรู้ดีว่าคนไร้เหตุผลนั้นต่อให้พูดจนปากฉีกถึงรูหูก็ไม่มีวันยอมรับผิด!
หญิงสาวจึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาเก็บหอยของตนต่อไปอย่างขมขื่น
เจียงเซี่ยเองก็เลิกสนใจเธอเช่นกัน โดยหลักการแล้ว ของในทะเลนั้นใครเจอก่อนย่อมได้สิทธิ์ก่อนเสมอ แหล่งหอยหวานแห่งนี้เธอเป็นคนค้นพบ เวินหว่านเห็นเธอโกยเอาๆ ถึงได้วิ่งตามมา แล้วการที่เธอจะขีดวงล้อมบริเวณที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดไว้เป็นของตัวเองมันจะผิดแปลกตรงไหน?
ยอมรับว่ามันอาจจะดูไร้ยางอายไปบ้าง แต่การจะต่อกรกับคนไร้ยางอาย ก็ต้องใช้ความไร้ยางอายที่เหนือกว่าเข้าสู้ มิเช่นนั้นตัวเองก็มีแต่จะเสียเปรียบ!
ทว่า... ในตอนนี้เจียงเซี่ยเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าโชคชะตาที่เกิดขึ้นกับเธอนั้นเรียกว่าโชคดี... หรือโชคร้ายกันแน่
ในชาติที่แล้ว โชคทางการเสี่ยงทายของเธอเข้าขั้นติดลบ ซื้อสลากกินแบ่งอย่างไรก็ไม่เคยถูกรางวัลเกินสิบหยวน โชคดีที่สุดในชีวิตก็แค่เปิดฝาขวดน้ำอัดลมแล้วเจอคำว่า “รับฟรีอีกหนึ่งขวด”
แต่ในชาตินี้ เธอกลับขุดเจออัญมณีล้ำค่าระดับที่นักสะสมต้องแย่งชิงกัน! แต่ปัญหาคือมันเป็นฟอสซิล!
จากความรู้ที่เธอมี หอยมือเสือเป็นสัตว์คุ้มครองระดับสูงสุดในยุคปัจจุบัน และจะถูกขึ้นบัญชีอย่างเป็นทางการในช่วงต้นทศวรรษที่ 80 การจับหรือซื้อขายถือเป็นความผิดทางอาญา ส่วนหอยมือเสือที่กลายสภาพเป็นหยกนั้นก็จะถูกสั่งห้ามซื้อขายเด็ดขาดในช่วงปี 2000 เป็นต้นไป
นี่คืออัญมณีอินทรีย์ที่ก่อกำเนิดจากเปลือกของสิ่งมีชีวิตที่ตายไปแล้ว ถูกทับถมอยู่ใต้ท้องทะเลนับหมื่นนับแสนปี จนได้รับสมญานามว่าเป็น “หยกวิญญาณแห่งใต้สมุทร”
แต่แล้ว เธอก็นึกถึงเนื้อหาในนิยายต้นฉบับขึ้นมาได้ ในเรื่องนั้น โจวเฉิงเหล่ยคือผู้ค้นพบหอยมือเสือชิ้นนี้ มันมีขนาดใหญ่โตมโหฬารถึงสองเมตร และด้วยขนาดที่ใหญ่โตและความเก่าแก่ที่ประเมินค่าไม่ได้ มันจึงควรค่าแก่การเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์และเป็นวัตถุสำคัญสำหรับการวิจัยทางสมุทรศาสตร์ โจวเฉิงเหล่ยในนิยายจึงรู้สึกว่ามันน่าเสียดายเกินไปหากจะขายให้ใครนำไปตัดแบ่งทำเป็นเครื่องประดับ...
และท้ายที่สุด เขาก็ได้ตัดสินใจบริจาคมันให้กับพิพิธภัณฑ์
ดังนั้น โชคของเธอในวันนี้จึงดีมาก ดีเกินไปจนน่าปวดหัว!
สองสามีภรรยาลงมือขุดสมบัติชิ้นนั้นอย่างตั้งอกตั้งใจและระมัดระวังที่สุด เพียงแต่ขนาดของมันใหญ่เกินกว่าที่จินตนาการไว้มากนัก ผ่านไปสิบนาที พวกเขาก็ยังขุดมันขึ้นมาได้เพียงแค่ส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น!
ทว่า...เพียงแค่ส่วนเล็กๆ ที่เผยโฉมออกมาก็งดงามจนแทบลืมหายใจ พื้นผิวของมันเนียนละเอียดและเป็นประกายวาววับดุจหยกชั้นเลิศ
เวินหว่านที่อยู่ห่างออกไปคอยชำเลืองมองอยู่เป็นระยะ เธอมองเห็นวัตถุสีขาวนวลที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนทราย งดงามบริสุทธิ์ราวกับหยกไขมันแกะชั้นยอด มันคงจะยาวสักหนึ่งเมตรได้กระมัง!
ไม่สิ! ต้องยาวสองเมตร! ใช่แล้ว...สองเมตร! ความทรงจำทั้งหมดของเวินหว่านกลับมาชัดเจนแล้ว!
หอยมือเสือขนาดมหึมาเช่นนี้ ย่อมต้องถูกส่งมอบให้เป็นสมบัติของชาติ! ในชาติที่แล้ว เธอก็ได้ยินมาว่าโจวเฉิงเหล่ยได้บริจาคมันให้กับพิพิธภัณฑ์ ดังนั้น... ต่อให้พวกเขาขุดมันขึ้นมาได้ ก็เป็นเพียงการเสียแรงเปล่า!
แต่คนละโมบโลภมากอย่างเจียงเซี่ยอาจจะไม่คิดเช่นนั้น ชาตินี้โจวเฉิงเหล่ยก็ดูจะหลงใหลในตัวเจียงเซี่ยรากับต้องมนตร์ หากมีเสียงกระซิบเป่าหูจากข้างหมอนทุกค่ำคืน เขาก็อาจจะไม่ยอมส่งมอบมันก็เป็นได้
รอยยิ้มเหยียดหยันผุดขึ้นที่มุมปากของเวินหว่าน หากพวกเขากล้าดีพอที่จะฮุบสมบัติของชาติชิ้นนี้ไว้เป็นของตัวเองล่ะก็ เธอจะเป็นคนไปแจ้งทางการด้วยตัวเอง!
ขุดไปเถอะ! ขุดให้เหนื่อยเปล่าไปเลย!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เวินหว่านก็ไม่คิดจะอยู่ดูละครฉากต่อไปอีกแล้ว นางจงใจเดินจากไป เพื่อเปิดโอกาสให้เจียงเซี่ยได้แสดงความโลภออกมาอย่างเต็มที่ หากนางยังอยู่ตรงนี้ เจียงเซี่ยอาจจะไม่กล้าฮุบสมบัติไว้เอง นั่นเท่ากับเป็นการขวางทางรวยของนางไม่ใช่หรือ?
คิดได้ดังนั้น เธอก็หิ้วถังหอยหวานของตนเดินจากไปอย่างเงียบๆ
เพราะกลัวจะทำให้สมบัติล้ำค่าเสียหาย ทั้งเจียงเซี่ยและโจวเฉิงเหล่ยจึงขุดกันอย่างเชื่องช้าและประณีตที่สุด กว่าจะนำมันขึ้นมาจากหลุมทรายได้สำเร็จก็กินเวลาไปเกือบชั่วโมงเต็ม!
มันใหญ่โตมโหฬารอย่างที่คาดไว้จริงๆ... ยาวเกือบสองเมตรเต็ม เมื่อปัดทรายที่เกาะอยู่ออกจนหมด ก็เผยให้เห็นเนื้อแท้ที่ขาวบริสุทธิ์ไร้ตำหนิ ผิวสัมผัสเรียบเนียนเป็นมันวาว บ่งบอกว่ามันได้กลายสภาพเป็นหยกโดยสมบูรณ์แล้ว
หากนำไปขายมันจะมีมูลค่ามหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัย!
โจวเฉิงเหลี่ยมองดูผลงานจากธรรมชาติเบื้องหน้าด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมจริงจัง เขาหันไปสบตาภรรยา “เจียงเซี่ย หอยมือเสือชิ้นนี้ ผมอยากจะ...”
“คุณอยากจะบริจาคมันให้พิพิธภัณฑ์ใช่ไหมคะ” เจียงเซี่ยเอ่ยตัดบท ราวกับอ่านใจเขาได้
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของโจวเฉิงเหล่ยทันที “ใช่!”
ไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆ เพิ่มเติม เพียงสบตากัน พวกเขาก็ล่วงรู้ถึงความคิดของอีกฝ่ายได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“ถ้างั้นฉันจะเฝ้ามันไว้ตรงนี้เองค่ะ คุณรีบไปโทรศัพท์แล้วหาคนมาช่วยกันขนมันกลับบ้านก่อนเถอะ จะทิ้งสมบัติชิ้นนี้ไว้ที่หาดทั้งคืนไม่ได้เด็ดขาด เดี๋ยวพอน้ำขึ้นมันจะถูกพัดหายไป”
“ได้” โจวเฉิงเหล่ยรับคำแล้ววิ่งจากไปทันที
เจียงเซี่ยยืนมองแผ่นหลังของเขาจนลับสายตา ก่อนจะหันกลับมาพินิจพิจารณาสมบัติล้ำค่าชิ้นนี้อีกครั้ง ยิ่งมองก็ยิ่งทึ่งในความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ เดี๋ยวต้องรีบเอากล้องมาถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกเสียหน่อย
โจวเฉิงเหล่ยวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ตรงไปยังที่ทำการหน่วยการผลิตเพื่อโทรศัพท์หาจางหรงให้ช่วยประสานงานกับทางพิพิธภัณฑ์ จากนั้นก็วิ่งกลับบ้านไปตามพ่อและน้องชายให้มาช่วยกันขนย้ายของชิ้นใหญ่นี้กลับไปเก็บไว้ที่บ้านก่อน เขายังรอบคอบถึงขนาดนำฟางแห้งกับผ้าห่มเก่าผืนใหญ่มาปูรองไว้บนรถเข็นเพื่อป้องกันการกระแทก
เมื่อพ่อโจวมาถึงชายหาดและได้เห็นหอยมือเสือยักษ์ที่สูงกว่าคนชิ้นนี้เข้าเต็มสองตา เขาก็ตื่นเต้นจนต้องยกมือขึ้นมาถูกันไปมา ก่อนจะยื่นมือไปลูบไล้มันอย่างหลงใหล “โอ้โฮ! นี่มันกลายเป็นหยกโดยสมบูรณ์แล้วจริงๆ! งดงามราวกับหยกไขมันแกะชั้นดี! มันจะขายได้สักกี่ตังค์กันล่ะเนี่ย? เสี่ยวเซี่ยเป็นคนเจองั้นรึ?”
เจียงเซี่ยพยักหน้า “ค่ะ บังเอิญขุดเจอ”
พ่อสามียิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ “ตัวเรียกทรัพย์! สมแล้วที่เป็นตัวเรียกทรัพย์จริงๆ! คราวนี้พวกเราจะรวยกันใหญ่แล้ว!”
โจวเฉิงเหล่ยเห็นบิดายิ้มอย่างลิงโลด ก็เอ่ยขัดจินตนาการอันหอมหวานนั้นอย่างเลือดเย็น “ชิ้นนี้... ต้องบริจาคให้พิพิธภัณฑ์ครับ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของพ่อพลันแข็งค้าง “…”
“ทำไมล่ะ? ของแบบนี้ขายเอาเงินไม่ได้รึไง?” เขาเคยได้ยินมาว่าแถวเกาะมะพร้าวมีคนหากินด้วยการดำน้ำลงไปงมของแบบนี้ขึ้นมาขายกันเป็นล่ำเป็นสัน!
“เพราะคุณค่าของมัน... คู่ควรที่จะอยู่ในพิพิธภัณฑ์มากกว่าครับ” โจวเฉิงเหล่ยตอบเรียบๆ แต่หนักแน่น
พ่อหันไปหาลูกสะใภ้เพื่อขอเสียงสนับสนุน “เสี่ยวเซี่ย แล้วลูกว่ายังไง”
เจียงเซี่ยส่งยิ้มหวาน “หนูก็คิดเหมือนอาเหล่ยค่ะ การได้อยู่ในพิพิธภัณฑ์จะทำให้มันมีคุณค่าที่ยั่งยืนมากกว่า”
เมื่อได้ยินดังนั้น พ่อสามีก็เปลี่ยนท่าทีในบัดดล “พิพิธภัณฑ์ก็ดี! เยี่ยมไปเลย! ในพิพิธภัณฑ์มันจะกลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ไปชั่วนิรันดร์! วิญญูชนรักในทรัพย์สิน แต่ย่อมได้มาโดยหนทางที่ชอบธรรม!”
บริจาคก็บริจาค! หนทางหาเงินมีตั้งเยอะแยะ มีสละออกไปบ้างถึงจะได้รับสิ่งที่ดีกว่ากลับมา
เอ... บริจาคของใหญ่ขนาดนี้ น่าจะได้โล่เกียรติคุณด้วยสิ? แล้วจะได้ลงข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยหรือเปล่านะ? พ่อโจวเริ่มคาดหวังถึงเกียรติยศชื่อเสียงที่จะตามมา!
สามพ่อลูกใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงในการเคลื่อนย้ายสมบัติชิ้นยักษ์กลับมาถึงบ้าน และนำไปเก็บไว้ที่บ้านใหม่ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางกว่า
กว่าที่ทุกคนในครอบครัวจะได้กลับบ้านมานั่งล้อมวงกินข้าวเย็น ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
ทว่า มื้อค่ำยังดำเนินไปไม่ถึงครึ่ง ท่ามกลางความสงบสุขหลังความเหนื่อยล้า เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ทำลายความเงียบลงในบัดดล
(จบบท)