บทที่ 235: โดนหลอกอีกแล้ว
โจวเฉิงซินผู้เป็นพี่ใหญ่ หรี่ตามองน้องชายของตนเองแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือความหมั่นไส้อย่างไม่ปิดบัง “ฉันขับเรือเอง”
ใครๆ ก็รู้ว่าการยืนคัดท้ายเรือน่ะ มันสบายกว่าการก้มๆ เงยๆ คัดแยกปลาที่คาวคลุ้งเป็นไหนๆ ปล่อยให้น้องชายตัวดีของเขาเป็นคนรับหน้าที่นั้นไปเถอะ เขาคิดในใจอย่างมีชัย ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังห้องคนขับอย่างไม่รีรอ
โจวเฉิงเหล่ยเห็นท่าทีนั้นก็ได้แต่ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยดังเดิมแล้วขานรับ “ก็ได้ครับ”
เขาแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ แล้วเดินตรงไปหยิบกระติกน้ำขึ้นมา บรรจงหมุนเปิดฝาออก ก่อนจะยื่นส่งให้กับเจียงเซี่ยอย่างนุ่มนวล “ดื่มน้ำให้ชื่นใจก่อนนะ”
หญิงสาวไม่ได้ดื่มน้ำมานานกว่าสองชั่วโมงแล้ว ใบหน้าของเธอจึงดูอิดโรยเล็กน้อย
โจวเฉิงซินที่อยู่ตรงห้องคนขับเหลือบมาเห็นภาพนั้นเข้า พลันนึกขึ้นได้ว่าตัวเขาเองก็ขับเรือมาตลอดทั้งเช้าจนคอแห้งผาก ยังไม่มีน้ำตกถึงท้องเลยสักหยด เขาจึงตะโกนสั่งน้องชาย “อาเหล่ย เอากระติกน้ำของฉันมาให้ที”
โจวเฉิงเหล่ยเพียงแค่ก้มลงหยิบกระติกน้ำของพี่ชายขึ้นมาจากพื้น แล้วโยนมันข้ามดาดฟ้าเรือไปให้ทันที “รับสิพี่”
โจวเฉิงซินที่ไม่ทันได้ตั้งตัวสะดุ้งเฮือก กระติกน้ำกระแทกเข้ากับลำตัวของเขาอย่างจัง ก่อนที่เขาจะใช้สัญชาตญาณคว้ามันไว้ได้ทันควัน เขาได้แต่ยืนนิ่ง พูดอะไรไม่ออก ช่างเป็นน้องชายที่แสนดีเหลือเกิน กระติกน้ำของภรรยาถึงกับต้องบรรจงเปิดฝาประเคนให้ ส่วนของพี่ชายกลับโยนมาให้เหมือนเป็นสิ่งของไร้ค่า นี่สินะที่เขาว่ากันว่า พอมีภรรยาแล้วก็ลืมพี่ลืมน้อง
เจียงเซี่ยรับกระติกน้ำมาจิบอย่างช้าๆ ขณะเดียวกันสายตาของเธอก็จับจ้องไปยังเรือประมงที่จอดเทียบอยู่ข้างๆ บนเรือลำนั้น ลุงตงและโจวกั๋วต้ง ลูกชายของเขา กำลังช่วยกันสาวอวนขึ้นจากผืนน้ำ
ปกติแล้วการทำประมงในช่วงนี้แทบไม่ต้องออกแรงอะไรมากมายก็สามารถดึงอวนที่ว่างเปล่าขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย ครั้งนี้สองพ่อลูกจึงออกแรงเพียงเล็กน้อยตามความเคยชิน แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็นเช่นนั้น อวนหนักอึ้งจนแทบไม่ขยับเขยื้อน
สองพ่อลูกสบตากันอย่างงุนงง ก่อนจะพร้อมใจกันเพิ่มแรงขึ้นอีกระดับ แต่ก็ยังไร้ผล อวนยังคงนิ่งสนิท หัวใจของทั้งคู่เริ่มเต้นระรัวด้วยความคาดหวัง พวกเขาค่อยๆ เพิ่มแรงขึ้นทีละน้อย ทีละน้อย เพื่อทดสอบน้ำหนักที่อยู่ปลายเชือก ยิ่งออกแรงมากเท่าไหร่ หัวใจก็ยิ่งเต้นแรงขึ้นเป็นทวีคูณ จนในที่สุด ทั้งสองก็ต้องรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มี ใช้แรงเฮือกสุดท้ายลากอวนขนาดยักษ์ที่อัดแน่นไปด้วยปลาขึ้นมาบนเรือได้สำเร็จ
เจียงเซี่ยเห็นภาพการต่อสู้อันทุลักทุเลนั้นก็เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “ดูเหมือนว่าวันนี้ลุงตงจะได้ปลาเยอะเป็นพิเศษเลยนะคะ” พูดจบเธอก็ยื่นกระติกน้ำที่พร่องไปเพียงเล็กน้อยให้กับโจวเฉิงเหล่ยซึ่งรับไปดื่มต่ออย่างไม่รังเกียจ
ทันทีที่ปากอวนถูกเปิดออก กองทัพปลา กุ้ง และปูจำนวนมหาศาลก็ทะลักออกมาดิ้นเร่าๆ อยู่เต็มดาดฟ้าเรือ ส่วนใหญ่เป็นปลาจะละเม็ดเงินสีขาวแวววาวและกุ้งขาวตัวโต ภาพความสำเร็จเบื้องหน้าทำให้ลุงตงซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหล เขาจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่จับปลาได้มากมายขนาดนี้มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ราคากุ้งนั้นสูงกว่าปลาธรรมดาอยู่แล้ว ส่วนปลาจะละเม็ดเงินก็เป็นที่ต้องการของตลาด อวนรอบนี้เพียงรอบเดียวทำเงินให้เขาได้เกินร้อยหยวนอย่างแน่นอน
ลุงตงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข “ลุงหย่งฝูของเธอพูดไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย ภรรยาของอาเหล่ยน่ะ คือตัวเรียกทรัพย์ชั้นยอดจริงๆ” ใครก็ตามที่ได้อยู่ใกล้เธอ เป็นต้องโชคดีไปด้วย
โจวกั๋วต้งมองกองปลาด้วยความรู้สึกที่ทั้งประหลาดใจและตื่นเต้น “ถ้างั้นเราจะขับเรือตามพี่เหล่ยเพื่อลากอวนต่อไปเลยดีไหมครับพ่อ”
“เดี๋ยวพ่อจะลองถามพวกเขาก่อนว่าสะดวกใจรึเปล่า เราจะตามต้อยๆ คนอื่นเขาตลอดไปมันก็ไม่ดี” คนเราต้องรู้จักเกรงใจและมีขอบเขต ลุงตงจึงตะโกนถามข้ามเรือไปด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด “อาเหล่ย พวกนายจะไปให้อาหารปลากันเลยรึเปล่า”
โจวเฉิงเหล่ยเป็นคนมีไหวพริบ พอได้ยินคำถามนั้นเขาก็เข้าใจความนัยที่ซ่อนอยู่ได้ในทันที จึงตอบกลับไปว่า “ต้องลากอวนอีกสักรอบก่อนครับลุง ถึงจะไป”
ลุงตงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้างออกมาทันที “ถ้างั้นเรือของลุงขอตามเรือของนายไปลากอวนด้วยอีกสักรอบนะ ไม่ว่าอะไรใช่ไหม”
“ไม่ว่าอะไรเลยครับลุง ไปด้วยกันเลย”
จากนั้นลุงตงก็ขับเรือของตนอย่างมีความสุข ขนานไปกับเรือของบ้านโจวโดยรักษาระยะห่างไว้อย่างพอเหมาะพอดี
โจวเฉิงเหล่ยเดินไปปล่อยอวนลงสู่ท้องทะเลอีกครั้ง ในขณะที่เจียงเซี่ยหยิบถุงมือขึ้นมาเตรียมจะลงมือคัดแยกปลา แต่โจวเฉิงเหล่ยก็เอ่ยปากห้ามไว้เสียก่อน “กินข้าวก่อนเถอะ กินให้อิ่มแล้วค่อยมาทำ” เขารู้ดีว่าหากภรรยาของเขาได้เริ่มลงมือทำงานเมื่อไหร่ เธอจะไม่ยอมหยุดจนกว่าจะเสร็จ ซึ่งนั่นหมายความว่าเธอจะไม่ได้กินข้าวจนกว่าจะถึงบ่ายโมงกว่า
เจียงเซี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นด้วย เธอจึงเดินไปหยิบกล่องข้าวออกมา แล้วหันไปถามพี่ใหญ่ที่กำลังคัดท้ายเรืออยู่ “พี่ใหญ่คะ จะทานข้าวก่อนเลยไหมคะ”
แต่ก่อนที่พี่ใหญ่จะได้ตอบ โจวเฉิงเหล่ยก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน “เพิ่งจะปล่อยอวนลงไปเอง พี่ใหญ่ยังต้องขับเรืออยู่เลยครับ ตอนนี้ก็เพิ่งจะสิบเอ็ดโมงครึ่งเอง พี่ใหญ่เขาชินกับการกินข้าวตอนเที่ยงตรงเป๊ะๆ เดี๋ยวผมกินเสร็จแล้วจะรีบไปขับเรือแทน ให้พี่ใหญ่ได้มากินข้าวสบายๆ ครับ”
โจวเฉิงซินได้แต่ยืนนิ่งอึ้ง พูดอะไรไม่ออก ให้ตายเถอะ นี่เขาโดนเล่ห์เหลี่ยมของน้องชายตัวดีเล่นงานเข้าอีกแล้ว ช่างเป็นน้องชายที่ประเสริฐจริงๆ
แล้วโจวเฉิงเหล่ยก็จูงมือเจียงเซี่ยมานั่งลงกินข้าวด้วยกันอย่างสบายอารมณ์ อาหารมื้อนี้มีไข่เจียวกุยช่ายหอมกรุ่นกับปลาแห้ง แม้ว่าเจียงเซี่ยจะไม่ใช่คนเลือกกิน แต่โจวเฉิงเหล่ยก็สังเกตมานานแล้วว่าเธอโปรดปรานไข่เจียวกุยช่ายเป็นพิเศษ เขาจึงคีบไข่เจียวในส่วนของตัวเองทั้งหมดใส่ลงในกล่องข้าวของเธอ พร้อมกับบอกว่า
“ผมไม่ค่อยชอบกินอันนี้เท่าไหร่”
เจียงเซี่ยเหลือบมองเขาอย่างรู้ทัน เธอรู้ดีว่าเขาโกหก แต่ก็ไม่ได้คิดจะเปิดโปงให้เขาเสียหน้า เธอเพียงแค่คีบไข่เจียวครึ่งหนึ่งกลับไปให้เขา พร้อมทั้งแบ่งปลาแห้งในชามของตัวเองครึ่งหนึ่งไปให้เขาเป็นการตอบแทน
โจวเฉิงซินที่ยืนคัดท้ายเรืออยู่คนเดียว ได้แต่มองภาพสองสามีภรรยานั่งเคียงข้างกัน แบ่งปันอาหารให้กันและกันอย่างมีความสุข โจวเฉิงเหล่ยยังเอื้อมมือไปปัดเส้นผมที่ถูกลมทะเลพัดจนปรกหน้าของเจียงเซี่ยให้อย่างอ่อนโยน ทุกการกระทำของพวกเขาราวกับจะประกาศให้โลกรู้ว่าที่ตรงนี้มีเพียงเราสองคน โดยไม่สนใจเลยว่ายังมีสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่บนเรือลำนี้ด้วย
เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอากาศธาตุ เป็นส่วนเกินของฉากรักหวานชื่นนี้ เขาอดสงสัยไม่ได้เลยว่าก่อนหน้านี้ตอนที่พ่อออกมาด้วยกัน ท่านทนดูภาพบาดตาบาดใจแบบนี้ได้อย่างไรกันนะ ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่หุ่นไล่กาที่ถูกตั้งโปรแกรมให้ขับเรือเป็นเท่านั้น
หลังจากที่สองสามีภรรยาอิ่มหนำสำราญแล้ว โจวเฉิงเหล่ยก็ลุกไปทำหน้าที่ขับเรือแทน ปล่อยให้พี่ชายของเขาได้มากินข้าวบ้าง ส่วนเจียงเซี่ยก็เริ่มลงมือคัดแยกปลากองโตอย่างขะมักเขม้น
ในขณะที่การคัดแยกปลาใกล้จะเสร็จสิ้น ก็ถึงเวลาที่ต้องลากอวนขึ้นมาพอดี อวนในรอบนี้กลับหนักอึ้งผิดปกติ สองพี่น้องต้องรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อดึงมันขึ้นมาอย่างยากลำบาก จนเจียงเซี่ยต้องละมือจากงานของตัวเองเข้าไปช่วยเสริมแรงอีกคน
และเมื่อปากอวนถูกเปิดออก ทุกคนก็ถึงกับตะลึงงัน ข้างในนั้นอัดแน่นไปด้วยปลาจวดแดงสีเงินปนแดงขนาดใหญ่เกือบทั้งหมด คาดว่าน่าจะมีจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยตัว แต่ละตัวหนักราวสิบจิน รวมๆ แล้วก็น่าจะหนักเป็นพันจินเลยทีเดียว
ชื่อเสียงของปลาจวดแดงนั้นมาจากกระเพาะปลาอันล้ำค่าของมัน ซึ่งถูกจัดอยู่ในอันดับที่สองของสี่สุดยอดกระเพาะปลา เป็นรองเพียงกระเพาะปลาจากปลาจินเฉียนอันเลื่องชื่อเท่านั้น และยังเป็นยอดอาหารบำรุงสำหรับสตรีหลังคลอดบุตรอีกด้วย
โจวเฉิงเหล่ยเห็นขุมทรัพย์กองอยู่เต็มดาดฟ้า ก็ตัดสินใจในทันทีว่าจะไม่ขายปลาล็อตนี้เด็ดขาด เขาตั้งใจว่าจะเก็บมันไว้ทั้งหมด แล้วค่อยคิดคำนวณเงินสดส่วนของพี่ชายให้แทน แม้ว่าตัวเขาและเจียงเซี่ยจะยังไม่มีแผนที่จะมีลูกในเร็ววันนี้ แต่ปลาที่หาได้ยากขนาดนี้ หากขายไปตอนนี้ก็ไม่แน่ว่าในอนาคตจะโชคดีจับมันได้อีก ยิ่งไปกว่านั้น กระเพาะปลาชนิดนี้ยิ่งเก็บไว้นาน สรรพคุณทางยาก็จะยิ่งเพิ่มพูนขึ้น
เรือของลวงตงที่อยู่ข้างๆ ก็ได้ปลาเต็มลำเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่เป็นปลาจะละเม็ดเงินและปลาอินทรี มีปลาจวดแดงปนมาเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น ถึงกระนั้นอวนรอบนี้ก็น่าจะทำเงินให้เขาได้อีกหลายร้อยหยวน
โจวเฉิงเหล่ยขับเรือเข้าไปใกล้แล้วตะโกนบอก “ลุงตงครับ พวกผมจะไปให้อาหารปลากันแล้วนะ”
ลุงตงผู้รู้ความก็ยิ้มร่าแล้วตอบกลับมา “ได้เลยๆ พวกนายไปกันเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงพวกเรา เราก็กำลังจะเตรียมตัวกลับเข้าฝั่งแล้วเหมือนกัน” เรือของเขาเล็กกว่า ไม่สามารถบรรทุกปลาได้มากขนาดนั้น เขาจึงตั้งใจว่าจะลากอวนไปพลางขับเรือกลับไปพลาง
โจวเฉิงซินเห็นปลาเต็มลำเรือของลุงตงก็เอ่ยชม “ลุงตง วันนี้เก็บเกี่ยวได้งดงามจริงๆ นะครับ”
ลุงตงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ก็อาศัยโชคของพวกเธอนั่นแหละ ได้ดีก็เพราะพวกเธอจริงๆ นะเนี่ย เออนี่เสี่ยวเซี่ย แล้วปลาจะละเม็ดเงินตากแห้งนี่รับซื้อด้วยรึเปล่า ถ้ารับเดี๋ยวลุงจะเอาไปตากแห้งที่บ้านแล้วเอาไปส่งให้ถึงที่เลย”
เจียงเซี่ยยิ้มรับ “รับซื้อค่ะลุง ก็ทำเหมือนที่หนูเคยสอนป้าตงเลยค่ะ แล่เป็นชิ้นเล็กๆ แต่ไม่ต้องให้ขาดออกจากกัน แล้วก็เอาไปตากแบบนั้นเลยค่ะ”
“ได้เลย รู้แล้วๆ รับรองว่าจะตากให้อย่างดีเลย งั้นพวกเราไปก่อนนะ”
แล้วเรือประมงทั้งสองลำก็แยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตน
โจวเฉิงเหล่ยขับเรือมุ่งหน้าไปยังเกาะไข่มุก ตรงไปยังบริเวณที่มีกระชังปลาอยู่ แล้วจึงดับเครื่องยนต์ สองพี่น้องนำปลาและกุ้งตัวเล็กๆ ที่ไม่มีราคามาสับจนละเอียด บรรจุลงในถุงผ้า แล้วดำดิ่งลงสู่ใต้ผืนน้ำเพื่อเทอาหารเหล่านั้นลงไปในกระชังให้ฝูงปลาที่เลี้ยงไว้ได้กินอย่างอิ่มหนำ
การให้อาหารเป็นประจำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้ปลาในกระชังอ้วนท้วนสมบูรณ์ แต่ยังดึงดูดให้กุ้งปูในบริเวณนั้นมารวมตัวกันเพื่อรออาหารอีกด้วย และในวันนี้เอง โจวเฉิงเหล่ยก็เหลือบไปเห็นกุ้งมังกรเขียวตัวเล็กๆ สองตัวกับปูม้าสีเขียวขนาดใหญ่อีกหลายตัวซ่อนตัวอยู่ไม่ไกล สองพี่น้องจึงไม่รอช้ารีบเข้าไปจับพวกมันมาเป็นอาหารมื้อพิเศษทันที
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจให้อาหารปลา พวกเขาก็แวะไปตรวจดูฟาร์มหอยมุก และพบว่าตาข่ายที่ใช้เลี้ยงนั้นเต็มไปด้วยดินโคลนและสาหร่ายทะเลเกาะติดอยู่จนแทบมองไม่เห็นตัวหอย พวกเขาจึงตัดสินใจนำตาข่ายทั้งหมดขึ้นมาบนเรือเพื่อทำความสะอาดครั้งใหญ่ ตามคำแนะนำของเจียงเซี่ยที่ว่าความสะอาดคือปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตของหอยมุก
ทั้งสามคนช่วยกันขัดถูตาข่ายบนเรืออย่างแข็งขัน เมื่อทุกอย่างสะอาดเอี่ยมแล้ว พวกเขาก็นำหอยมุกใส่กลับเข้าไปในช่องตาข่ายตามเดิม ก่อนที่สองพี่น้องจะดำลงไปในทะเลอีกครั้งเพื่อแขวนมันไว้ที่เดิมจนเรียบร้อย
ขณะที่เจียงเซี่ยกำลังก้มหน้าก้มตาคัดแยกปลาอยู่บนเรือนั้นเอง จู่ๆ เธอก็เงยหน้าขึ้น แล้วสายตาของเธอก็จับจ้องไปยังภาพผิดปกติที่เกิดขึ้นบนชายหาดของเกาะ ฝูงนกทะเลจำนวนมากกำลังบินว่อนไปมาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับกำลังรุมทึ้งแย่งชิงอะไรบางอย่างกันอยู่ ไม่เพียงเท่านั้น บนท้องฟ้ายังมีนกทะเลอีกหลายฝูงที่กำลังบินมุ่งหน้ามายังจุดเดียวกัน
ในจังหวะนั้นเอง ร่างของโจวเฉิงเหล่ยและโจวเฉิงซินก็โผล่พ้นขึ้นมาจากผิวน้ำพอดี
เจียงเซี่ยรีบชี้ไปยังทิศทางนั้นแล้วร้องบอกพวกเขาด้วยความตื่นเต้น “พวกพี่ดูทางฝั่งเกาะนั่นสิ”
(จบบท)