บทที่ 242: การเปรียบเทียบ
ทันทีที่เจียงเซี่ยก้าวพ้นจากประตูใหญ่ของสถานีอนามัย เธอก็เห็นร่างของแม่สามีและพี่ใหญ่ขี่จักรยานมาจอดรออยู่ก่อนแล้ว ในมือของทั้งสองคนหอบหิ้วทั้งปิ่นโตอาหารและเสื้อผ้ามาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล
“หมอว่ายังไงบ้างลูก” แม่โจวเอ่ยถามทันทีที่เธอเดินเข้าไปใกล้
เจียงเซี่ยฝืนยิ้มเพื่อทำให้ทุกคนสบายใจ “ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วค่ะแม่ แผลถูกพันเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่คุณหมอกลัวว่ามันจะอักเสบ เลยอยากให้นอนดูอาการที่นี่สักหนึ่งคืน หนูอยู่เฝ้าเขาคนเดียวก็พอแล้วค่ะ”
แต่คำว่า "นอนโรงพยาบาล" ทำให้สีหน้าของแม่โจวซีดเผือดลงทันที
“ให้แม่เฝ้าเองดีกว่า” ถ้าต้องถึงขนาดนอนโรงพยาบาล มันจะเรียกว่าไม่น่าเป็นห่วงได้อย่างไรกัน
“ไม่ต้องเลยค่ะแม่ หนูเฝ้าเองได้จริงๆ แค่วันเดียวเอง พรุ่งนี้ก็ได้กลับบ้านแล้ว”
ในเมื่อแม่สามีอุตส่าห์นำอาหารมาให้แล้ว เจียงเซี่ยจึงพาพวกท่านเดินกลับเข้าไปในอาคารที่เงียบเชียบและเย็นชาอีกครั้ง
เมื่อกลับมาถึงห้องพักผู้ป่วย เธอก็เห็นโจวเฉิงเหล่ยนอนอยู่บนเตียงในท่าทีที่เรียบร้อยผิดปกติ เขารีบส่งยิ้มและทักทายแม่กับพี่ชายทันที
แม่โจวเห็นว่าสีหน้าของลูกชายไม่ได้ดูย่ำแย่นัก ก็รู้สึกวางใจลงไปได้เปลาะหนึ่ง แต่เจียงเซี่ยกลับมองเห็นบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มนั้น เธอจ้องหน้าเขานิ่งๆ
“มีพิรุธอะไรเหรอ เมื่อกี้นี้แอบลุกออกไปข้างนอกมาใช่ไหมคะ” โดยปกติแล้ว หากเขายิ้มแหยๆ ในลักษณะนี้ มันแปลว่าเขากำลังมีความผิดติดตัวอย่างแน่นอน
“เปล่านี่นา” โจวเฉิงเหล่ยปฏิเสธเสียงสูง เขาอดคิดในใจไม่ได้ว่าภรรยาของเขามีสัญชาตญาณของนักสืบชั้นยอดอยู่เต็มเปี่ยม จะช่างสังเกตเกินไปแล้ว
แต่แล้ว สวรรค์ก็ไม่เข้าข้างคนโกหก พยาบาลคนหนึ่งเดินถือถาดอุปกรณ์ฉีดยาเข้ามาในห้องพอดี
“อ้าว คนไข้ เมื่อกี้หายไปไหนมาคะ จะมาฉีดยาให้ หาตัวที่เตียงไม่เจอเลย”
โจวเฉิงเหล่ยถึงกับหน้าเจื่อนสนิท เจียงเซี่ยหันไปจ้องหน้าเขาเขม็ง รอคอยคำแก้ตัว
ชายหนุ่มรีบใช้ไหวพริบอย่างรวดเร็วที่สุดในชีวิต “ห้องน้ำครับ พอดีผมไปเข้าห้องน้ำมา”
เจียงเซี่ยได้แต่กลอกตามองบนด้วยความระอาใจ
พยาบาลไม่ได้ติดใจซักไซ้อะไรต่อ เธอลงมือฉีดยาให้เขาอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับแจ้งกฎระเบียบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ตอนนี้ฟ้ามืดแล้วนะคะ คนไข้จำเป็นต้องได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ทางโรงพยาบาลอนุญาตให้มีคนเฝ้าไข้ได้แค่คนเดียวนะคะ ส่วนท่านอื่นรบกวนเดินทางกลับได้แล้วค่ะ”
เจียงเซี่ยตัดสินใจพักรบชั่วคราว ค่อยกลับไปคิดบัญชีกับคนเจ็บทีหลัง เธอบอกกับแม่สามีและพี่ใหญ่ว่า “แม่คะ พี่ใหญ่คะ พี่เหล่ยก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วจริงๆ ถนนหนทางตอนกลางคืนมันอันตราย พวกแม่รีบกลับกันเถอะค่ะ หนูอยู่เฝ้าที่นี่คนเดียวได้สบายมาก”
“ให้พี่เฝ้าดีกว่านะเสี่ยวเซี่ย ผู้หญิงตัวคนเดียวมันอันตราย” โจวเฉิงซินเสนอตัวด้วยความเป็นห่วง
“ไม่ต้องเลยกลับไปกันให้หมดนั่นแหละ ผมดูแลตัวเองได้” โจวเฉิงเหล่ยแย้งขึ้น
แต่เจียงเซี่ยกลับส่ายหน้า “ไม่ได้ค่ะ ถ้าหนูไม่เฝ้าอยู่ตรงนี้ เขาไม่เชื่อฟังคำสั่งหมอหรอกค่ะ แม่กับพี่ใหญ่กลับไปพักผ่อนเถอะนะคะ ไม่ต้องเป็นห่วง”
โจวเฉิงเหล่ยได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจ
แม่โจวมองภาพลูกชายคนเล็กที่ถูกกำราบเสียจนอยู่หมัดแล้วก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ “ก็ได้ๆ ถ้างั้นพวกเรากลับนะลูก ฝากดูแลอาเหล่ยด้วย”
ในที่สุดเจียงเซี่ยก็ได้อยู่เฝ้าไข้สามีสมใจ หลังจากเดินไปส่งแม่สามีและพี่ใหญ่แล้ว เธอก็แวะไปยังร้านค้าเล็กๆ ที่เปิดไฟสว่างอยู่ข้างสถานีอนามัย เธอใช้เวลาไม่นานในการซื้อของใช้ที่จำเป็น ทั้งกะละมังใบเล็ก ผ้าขนหนูสองผืน แปรงสีฟัน กระติกน้ำ และแก้วเคลือบอีกหนึ่งใบ
เมื่อกลับมาถึงห้องพักผู้ป่วยที่เงียบสงบอีกครั้ง เธอก็นำปิ่นโตอาหารออกมาแล้วเริ่มลงมือป้อนข้าวให้โจวเฉิงเหล่ยอย่างอ่อนโยน
“คุณก็กินด้วยสิ ผมกินเองได้น่า” เขาพยายามจะทักท้วง เพราะไม่อยากให้เธอต้องมาลำบาก แล้วกว่าจะป้อนเขาเสร็จ อาหารของเธอก็คงจะเย็นชืดจนหมดรสชาติ เขาไม่ได้อ่อนแอเสียจนขยับแขนกินข้าวเองไม่ได้สักหน่อย
แต่เจียงเซี่ยกลับไม่สนใจคำพูดของเขา เธอรู้ดีว่าทุกครั้งที่เขาขยับแขนข้างที่เจ็บ มันย่อมต้องสร้างความเจ็บปวดอย่างแน่นอน ถึงเขาจะไม่ใช่คนกลัวเจ็บ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เจ็บ เธอจึงยังคงตักข้าวหนึ่งช้อนแล้วยื่นไปจ่อที่ริมฝีปากของเขาอย่างเงียบๆ
โจวเฉิงเหล่ยจำใจต้องอ้าปากรับข้าวคำนั้นอย่างจนใจ แต่หลังจากที่กลืนลงไปแล้ว เขาก็ตัดสินใจแสดงความเด็ดเดี่ยวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่บาดเจ็บมา เขายื่นมือข้างที่ดีไปหยิบกล่องข้าวของเจียงเซี่ยที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมา “คุณก็ต้องกินด้วยกัน คุณป้อนผมคำหนึ่ง แล้วคุณก็ต้องกินเองคำหนึ่ง”
เจียงเซี่ยเห็นดังนั้นก็อมยิ้ม เธอไม่มีความเห็นอะไรอีก
เธอตักข้าวเข้าปากตัวเองคำหนึ่งอย่างว่าง่าย แล้วจึงตักอีกคำป้อนให้กับเขา ทั้งสองคนผลัดกันกินข้าวจากกล่องเดียวกันด้วยช้อนคันเดียวกัน
ในดวงตาของโจวเฉิงเหล่ยเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนและมีความสุข เขายอมให้เธอป้อนแต่โดยดีราวกับลูกแมวตัวเชื่องๆ บรรยากาศภายในห้องพักผู้ป่วยที่เคยเย็นชาและน่าหดหู่ พลันอบอวลไปด้วยไออุ่นแห่งความรักที่มองไม่เห็น
และในจังหวะนั้นเอง เวินหว่านก็พยุงโจวกั๋วหัวที่พันแผลเสร็จเรียบร้อยแล้วเข้ามาในห้อง ภาพที่แสนอบอุ่นและเป็นส่วนตัวนั้นปะทะเข้ากับสายตาของเธออย่างจัง จนเธอต้องชะงักฝีเท้าไปชั่วขณะ
เจียงเซี่ยและโจวเฉิงเหล่ยยังคงอยู่ในโลกของตัวเองต่อไปราวกับไม่มีใครอยู่ในห้อง กล่องข้าวใบแรกหมดลงพอดี เธอก็เปิดกล่องที่สองขึ้นมาแล้วเริ่มป้อนเขาต่อโดยไม่แม้แต่จะชายตามองผู้มาใหม่แม้แต่น้อย
โรงพยาบาลแห่งนี้ไม่มีแม้กระทั่งม่านกั้นระหว่างเตียง ทำให้ความเป็นส่วนตัวกลายเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่ง
เวินหว่านพยุงโจวกั๋วหัวไปยังเตียงผู้ป่วยที่ว่างอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ หลังจากที่พยาบาลเข้ามาฉีดยาให้สามีของเธอเสร็จ เธอก็ฉวยโอกาสนั้นเดินออกไปเพื่อหาซื้ออาหารเย็น
เจียงเซี่ยยังคงบรรจงป้อนอาหารให้โจวเฉิงเหล่ยอย่างไม่รีบร้อน อาหารในปิ่นโตวันนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยคุณค่าทางอาหาร ทั้งกุ้งแกะเปลือก เนื้อปลาเลาะก้าง เนื้อปู และไข่ปูที่อัดแน่นมาอย่างดี ไหนจะผักสดที่ลวกมาอย่างพอดิบพอดีอีก ทุกอย่างถูกเตรียมมาอย่างดีเพื่อให้ง่ายต่อการรับประทาน
โจวเฉิงเหล่ยพยายามคะยั้นคะยอให้เจียงเซี่ยกินเนื้อสัตว์เยอะๆ เพราะโดยปกติแล้วเขาเป็นคนกินข้าวเยอะแต่กินกับน้อย ในขณะที่เธอตรงกันข้าม แต่เธอกลับส่ายหน้า “คุณนั่นแหละที่ต้องกินเยอะๆ จะได้ช่วยบำรุงเลือด”
กล่องนี้แม่สามีคงตั้งใจเตรียมมาให้เธอโดยเฉพาะ เพราะมีกับข้าวเยอะเป็นพิเศษแต่มีข้าวน้อยนิด ในขณะที่กล่องแรกนั้นมีข้าวเยอะกว่า
กลิ่นหอมของอาหารทะเลที่ปรุงรสอย่างดีลอยไปกระทบจมูกของโจวกั๋วหัวที่กำลังนอนหิวโซอยู่บนเตียงข้างๆ ทำให้ท้องของเขาร้องดังขึ้นมาอย่างน่าอาย
พยาบาลสูงวัยที่เพิ่งฉีดยาให้เขาเสร็จ หันไปเห็นภาพการดูแลเอาใจใส่ของเตียงข้างๆ แล้วก็อดที่จะเอ่ยปากหยอกล้อกับโจวเฉิงเหล่ยไม่ได้ “แหม ภรรยาคุณนี่ดูแลเอาใจใส่เก่งจริงๆ นะ คุณได้ของดีมาเป็นภรรยาแล้วนะเนี่ย รู้ตัวรึเปล่า”
โจวเฉิงเหล่ยยิ้มออกมาอย่างเต็มใจเป็นครั้งแรกให้กับคนนอก “ครับ ผมรู้ดี”
คำตอบที่แสนจะธรรมดาแต่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจนั้น ทำให้พยาบาลถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู
ในตอนนั้นเองเวินหว่านก็เดินกลับเข้ามาในห้องด้วยมือเปล่า เธอบอกกับสามีว่าหาซื้อข้าวไม่ได้เลย เพราะร้านรวงต่างๆ ปิดหมดแล้ว เธอขี้เกียจจะเดินหาต่อ เลยซื้อมาได้แค่ขนมเปี๊ยะกับบิสกิตจากร้านค้าเล็กๆ ข้างโรงพยาบาล
พยาบาลเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ “คนไข้เสียเลือดไปมากนะคะ จะให้กินแค่ของแห้งๆ แบบนี้สารอาหารมันไม่พอหรอก พรุ่งนี้อย่าลืมเตรียมของที่มีประโยชน์มาบำรุงเลือดให้เขากินด้วยนะคะ ไม่เห็นเหรอคะว่าเตียงข้างๆ เขาเจ็บน้อยกว่าสามีคุณอีก เขายังกินดีขนาดนั้นเลย นี่เพิ่งจะทุ่มเดียวเอง ไม่น่าจะหาร้านอาหารที่ไหนซื้อไม่ได้เลยนะ”
คำพูดที่ตรงไปตรงมานั้นทำให้ใบหน้าของเวินหว่านร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เธอได้แต่เถียงในใจว่านั่นมันเป็นของที่บ้านเขาเตรียมมา ไม่ใช่เจียงเซี่ยไปหาซื้อมาสักหน่อย
โจวกั๋วหัวพยายามจะแก้สถานการณ์ด้วยการฝืนยิ้ม “ไม่เป็นไรครับ ผมชอบกินบิสกิต” แล้วเขาก็หยิบบิสกิตที่แห้งผากขึ้นมากัดกินอย่างฝืดคอ
หลังจากเจียงเซี่ยป้อนข้าวเสร็จ เธอก็รินน้ำอุ่นจากกระติกให้โจวเฉิงเหล่ยดื่ม
พยาบาลก็หันไปพูดกับเวินหว่านอีกครั้งอย่างอดไม่ได้ “อย่าลืมรินน้ำให้สามีคุณดื่มด้วยนะคะ ร่างกายจะได้ไม่ขาดน้ำ”
เวินหว่านได้แต่ตอบรับในลำคอ เธอไม่มีทั้งแก้ว ไม่มีทั้งกระติกน้ำ ทำให้เธอต้องเดินกลับออกไปยังร้านค้าเล็กๆ ที่เดิมอีกครั้ง
เมื่อเธอกลับเข้ามาพร้อมกับอุปกรณ์ครบครัน เธอก็เห็นเจียงเซี่ยกำลังตักน้ำร้อนจากกะละมังที่ซื้อมาใหม่เพื่อเตรียมเช็ดหน้าเช็ดตาให้กับสามีของเธอ ภาพนั้นทำให้เวินหว่านรู้สึกประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก เจียงเซี่ยดูแลคนเก่งกาจขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน หรือว่า...เธอจะเรียนรู้ทักษะเหล่านี้มาจากชีวิตแต่งงานครั้งก่อนกับอู๋ฉี่จื้อ ที่ได้ยินมาว่าเธอต้องคอยปรนนิบัติรับใช้คนทั้งบ้าน หากทำอะไรไม่ได้ดั่งใจก็จะถูกทุบตี
เวินหว่านสลัดความคิดนั้นทิ้งไป เธอไม่อยากจะถูกเปรียบเทียบหรือโดนพยาบาลตำหนิอีก เธอจึงลุกขึ้นทำตามอย่างเจียงเซี่ยบ้าง เธอตักน้ำมาเช็ดหน้าเช็ดตาให้โจวกั๋วหัวอย่างเงอะงะ
ในขณะที่เวินหว่านกำลังสาละวนอยู่นั้น น้ำเกลือของโจวเฉิงเหล่ยก็หมดขวดพอดี เขานอนหลับตาลงอย่างสบายใจบนเตียงผู้ป่วยที่สะอาดสะอ้าน เจียงเซี่ยเองก็หมดแรง เอนตัวลงฟุบหลับอยู่ข้างๆ เตียง
เวลาล่วงเลยไปจนถึงสามทุ่มกว่า ทุกอย่างในห้องเงียบสงบลง โจวเฉิงเหล่ยค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเงียบเชียบ เขามองใบหน้าที่หลับสนิทของภรรยาด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความสงสาร
เขาค่อยๆ ขยับตัวลงจากเตียงอย่างนุ่มนวลที่สุด แล้วบรรจงช้อนร่างของเธอขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะวางเธอลงบนเตียงผู้ป่วยของเขาอย่างทะนุถนอม แล้วจัดผ้าห่มคลุมให้เธออย่างดี ส่วนตัวเขานั้นก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงแล้วหลับไปในท่านั่งนั้นเอง
เวินหว่านยังไม่ได้หลับสนิท เธอได้ยินเสียงเคลื่อนไหวเบาๆ จึงเงยหน้าขึ้นมา และก็ได้เห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นด้วยตาของตัวเอง
เธอถึงกับนิ่งงัน พูดอะไรไม่ออก
สายตาของเธอละจากภาพนั้น แล้วหันไปมองร่างของโจวกั๋วหัว สามีของเธอ ที่กำลังนอนหลับอุตุไม่รู้เรื่องรู้ราวราวกับหมูตาย
เทียบกันไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
วินาทีนั้น ความง่วงงุนของเวินหว่านได้มลายหายไปจนหมดสิ้น เธอหยิบหนังสือแปลที่พกติดตัวมาขึ้นมานั่งทำงานท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืน
กลางดึกสงัด เจียงเซี่ยขยับตัวเล็กน้อยด้วยความไม่สบายตัว ในภวังค์นั้นเธอยังคงเป็นห่วงอาการของสามี กลัวว่าเขาจะเป็นไข้
แต่ก่อนที่เธอจะได้ทันรู้ตัวดี โจวเฉิงเหล่ยที่นั่งหลับอยู่ก็ลืมตาขึ้นทันที เขารีบยื่นแขนข้างที่ดีไปให้เธอกอดไว้ แล้วใช้มืออีกข้างตบหลังเธอเบาๆ ราวกับปลอบเด็กน้อย พร้อมกับกระซิบด้วยเสียงที่แผ่วเบาที่สุด “ผมไม่เป็นไร ไม่ได้เป็นไข้ นอนเถอะนะ”
เจียงเซี่ยที่อยู่ในอาการกึ่งหลับกึ่งตื่น สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายที่ปกติของเขา ความกังวลในใจก็คลายลง แล้วเธอก็ผล็อยหลับไปอีกครั้งในอ้อมแขนของเขา
เวินหว่านที่นั่งมองอยู่ตลอดเวลา ถึงกับพูดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ
เธอได้แต่ถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาในความเงียบ...สรุปแล้ว ที่ผ่านมาเธอได้พลาดผู้ชายที่ทั้งอ่อนโยน เอาใจใส่ ดูแลเก่ง และมีความสามารถอย่างหาที่เปรียบไม่ได้คนนี้ไปได้อย่างไรกันนะ
(จบบท)