บทที่ 246: เชิญเทวดามาง่าย แต่ส่งเทวดากลับยาก
เถียนไฉ่ฮวายืนกรานอย่างหนักแน่นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย
“แบบนั้นมันไม่ดีนะ เราแบ่งกันคนละครึ่งเหมือนเดิมเถอะค่ะ ก็เราตกลงกันไว้แล้วว่าจะออกเรือทำมาหากินด้วยกัน เงินที่ได้มาก็จะแบ่งกันคนละครึ่ง แล้วนี่น้องสี่ก็บาดเจ็บเพราะเข้าไปช่วยพี่นะ เราจะทำแบบนี้กับเขาได้ยังไงกัน ต่อให้น้องสี่กับน้องสะใภ้จะไม่มีเวลาออกเรือ มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย ใครๆ ก็มีวันที่ไม่ว่างกันทั้งนั้น อีกไม่กี่วันพวกเราเองก็ต้องลางานไปช่วยที่บ้านเหมือนกัน ในเมื่อตกลงกันแล้วก็ต้องเป็นไปตามนั้น ไม่ว่าอีกฝ่ายจะว่างหรือไม่ว่างออกเรือก็ตาม ในเมื่อเรือเป็นของเราสองบ้าน ส่วนแบ่งก็ต้องเป็นของเราสองบ้าน มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดแล้ว”
แต่เถียนไฉ่ซิงกลับไม่เข้าใจเลยว่าวันนี้น้องสาวของเขาเป็นอะไรไป สมองกลับหรืออย่างไรกันแน่ “พวกเธอไม่ว่างแค่วันสองวัน มันจะเอามาเปรียบเทียบกับคนที่จะหายไปเป็นเดือนได้ยังไงกัน”
โจวเฉิงซินกลับยิ้มออกมาอย่างใจเย็น “พี่ใหญ่พูดถูกแล้วล่ะอาฮวา ฟังพี่ใหญ่เขาเถอะ ตกลงตามนี้แหละ พี่ใหญ่เขาก็หวังดีกับพวกเราทั้งนั้นแหละนะ”
เขากล่าวพลางเหลือบมองภรรยาของตนเอง ปกติเธอก็เชื่อฟังพี่ชายกับพี่สะใภ้ที่บ้านตัวเองจะตายไปไม่ใช่เหรอ ก็จงเชื่อฟังต่อไปสิ แล้วจะได้รู้ซึ้งเอง
เถียนไฉ่ฮวาถึงกับพูดอะไรไม่ออก ที่ผ่านมาเธอเชื่อฟังคำพูดของครอบครัวฝั่งบ้านเดิมของเธอมาโดยตลอดจริงๆ ความทรงจำในวัยเด็กของเธอนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ในฐานะลูกสาวคนเดียวท่ามกลางพี่น้องชายล้วนถึงหกคน เธอต้องเรียนรู้ที่จะขยันขันแข็งและอดทนมาตั้งแต่จำความได้
ภาพจำของเธอก็คือการดูแลน้องชาย ช่วยพ่อแม่ทำงานอย่างไม่เคยได้หยุดพัก จนกระทั่งมีแม่สื่อมาทาบทามเธอให้กับตระกูลโจว ตอนนั้นใครๆ ต่างก็ชื่นชมว่าเธอเป็นยอดหญิง ทั้งขยัน ทั้งเก่ง ทั้งกตัญญู และที่สำคัญที่สุดแม่ของเธอมีลูกชายเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในยุคสมัยนั้นเชื่อกันว่าคุณสมบัตินี้สามารถถ่ายทอดมาถึงลูกสาวได้ ทำให้มีคนมากมายมาสู่ขอเธอ
แต่เธอก็เลือกโจวเฉิงซิน...ชายหนุ่มที่ไม่ได้ร่ำรวยที่สุด แต่หล่อเหลาและดูดีที่สุดในสายตาของเธอ ความฝันในวัยเด็กของเธอไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย...เธอแค่เพียงอยากจะมีเนื้อกินให้อิ่มท้องเท่านั้น และการแต่งงานกับครอบครัวชาวประมงก็คือคำตอบ
เธอมองไปยังใบหน้าของโจวเฉิงซิน ผู้ชายคนนี้...เธอไม่ได้เลือกผิดคนจริงๆ อย่างน้อยที่สุดในบรรดาชายหนุ่มที่เคยมาสู่ขอเธอในวันนั้น ก็ไม่มีใครสักคนที่จะได้ดีเท่าเขาในวันนี้
ตอนนี้ชีวิตของเธอดีแค่ไหนกันนะ ดีขึ้นทุกวันๆ จนบรรดาลูกสาวคนอื่นๆ ที่แต่งออกจากหมู่บ้านไปต่างก็พากันอิจฉาเธอ บ้านใหม่ก็กำลังจะสร้างเสร็จ ที่บ้านก็มีเรือเป็นของตัวเอง มีลูกชายที่น่ารักและเชื่อฟังถึงสามคน แถมยังได้แยกบ้านออกมาอยู่กันตามลำพัง ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยว สามีก็ทั้งหน้าตาดี ขยันขันแข็งหาเงินเก่ง แถมยังใจกว้างพอที่จะช่วยเหลือครอบครัวฝั่งบ้านเดิมของเธออีก
เมื่อความคิดเดินทางมาถึงตรงนี้ ความมุ่งมั่นของเธอก็กลับคืนมาอีกครั้ง “ไม่ได้ค่ะยังไงก็ไม่ได้ มันไม่ถูกต้อง ก็เราตกลงกันไว้แล้วว่าจะแบ่งกันคนละครึ่ง อีกอย่างอาเหล่ยก็บาดเจ็บเพราะเข้าไปช่วยคุณนะคะ เงินที่ได้จากการหาปลาก็สมควรที่จะต้องแบ่งให้เขาครึ่งหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดแล้ว”
แต่โจวเฉิงซินก็ยังคงยืนกรานตามแผนเดิม “ไม่ต้องหรอกน่า อาเหล่ยอีกไม่กี่วันก็จะไปเป็นเพื่อนเสี่ยวเซี่ยที่เมืองซุ่ยเฉิงแล้วนะ คาดว่าคงต้องไปอยู่ที่นั่นครึ่งเดือนกว่า นั่นก็หมายความว่าเขาจะออกเรือไม่ได้ไปอีกนาน พวกเขาก็คงไม่กล้ารับเงินส่วนแบ่งหรอก แล้วในช่วงครึ่งเดือนข้างหน้านี้ เราก็ยังต้องรบกวนพี่ใหญ่ให้มาช่วยงานที่บ้านเราอีกตั้งนาน เงินที่หาได้ก็ให้เรากับพี่ใหญ่แบ่งกันคนละครึ่งนั่นแหละ ถูกต้องแล้ว”
โจวเฉิงซินรู้ดีว่าภรรยาของเขายังมีความคิดที่จะดึงพี่น้องจากบ้านเดิมของเธอมาช่วยงานที่เรือลำใหม่ที่กำลังจะมาถึงอยู่เลย เขาไม่ชอบใจนักที่จะต้องทำงานร่วมกับพี่เขยและน้องเขยจากบ้านเถียน แต่เขาก็ไม่อยากจะปฏิเสธให้กลายเป็นเรื่องบาดหมาง
ในเมื่ออยากจะทำนัก เขาก็จะปล่อยให้เธอได้ทำตามใจ แล้วให้บทเรียนจากความเป็นจริงเป็นผู้สั่งสอนเธอเอง เขาเชื่อว่าอีกไม่นานเถียนไฉ่ฮวาจะต้องเป็นฝ่ายทนไม่ไหวและเอ่ยปากปฏิเสธครอบครัวของเธอด้วยตัวเอง และเมื่อถึงวันนั้น เธอก็จะไม่มีเหตุผลใดๆ มากล่าวหาได้ว่าเขาไม่เคยเห็นแก่ญาติพี่น้องฝ่ายเธอ
เถียนไฉ่ซิงรีบตีเหล็กตอนร้อนทันที
“แน่นอน ฉันอยู่ช่วยได้อยู่แล้ว เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องแบ่งให้ฉันครึ่งหนึ่งก็ได้ แค่ให้ค่าแรงฉันนิดๆ หน่อยๆ ก็พอแล้ว พวกเขาจะออกเรือไม่ได้ไปตั้งครึ่งเดือนกว่า แถมยังต้องพักฟื้นอีกหลายวัน รวมๆ แล้วก็เกือบเดือน จะมาแบ่งกันคนละครึ่งมันก็ไม่ค่อยดีจริงๆ นั่นแหละ ไม่ใช่วันสองวันเสียหน่อย ต่อไปนี้ก็ตกลงกันตามนี้แหละนะ ใครไม่ว่างออกเรือ ก็ไม่ต้องได้ส่วนแบ่ง ให้แค่ค่าเช่าเรือก็พอ แบบนี้ดีที่สุดแล้ว ยุติธรรมกับทุกฝ่ายดี”
เถียนไฉ่ฮวาอยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ ดีกับผีสิ อีกหน่อยแม้แต่ค่าเช่าเรือก็ยังจะหามาจ่ายไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
โจวเฉิงซินพยักหน้ารับอย่างใจเย็น “พี่ใหญ่พูดถูกแล้ว” จากนั้นเขาก็หันไปหาภรรยาของตนเอง
“ต่อไปนี้เวลาเราออกเรือหาปลา ก็ให้เงินอาเหล่ยกับพ่อแม่ยี่สิบหยวนเป็นค่าเช่าเรือ แล้วเงินกำไรที่หาได้ ฉันก็จะแบ่งกับพี่ใหญ่คนละครึ่งแล้วกันนะ”
“มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว” เถียนไฉ่ซิงรีบสรุป
“ควรจะให้ค่าเช่าเรือ เพราะเรือลำนี้เป็นของที่ใช้ร่วมกันสองครอบครัวนี่นา”
เขาเคยไปสืบราคามาแล้ว เรือขนาดนี้ให้เช่าวันหนึ่งต้องมีสามสิบหยวนเป็นอย่างน้อย นี่ได้จ่ายแค่ยี่สิบหยวน ถือว่ากำไรแล้ว แถมยังเคยได้ยินน้องสาวเล่าว่าบางวันโชคดีหาเงินได้เป็นพันหยวน ค่าเช่ายี่สิบหยวนก็ไม่ต่างอะไรกับเศษเงิน
“ถ้างั้นก็ตกลงตามนี้นะ” โจวเฉิงซินกล่าวปิดท้าย
เถียนไฉ่ฮวาได้แต่ยืนนิ่งด้วยความรู้สึกที่หมดอาลัยตายอยาก เธอผิดไปแล้วจริงๆ เธอไม่น่าเรียกพี่ชายของตัวเองมาเลยแม้แต่น้อย พี่ชายของเธอไม่ได้มาเพื่อช่วยเธอทำมาหากิน แต่เขามาเพื่อทำลายความเจริญของเธอต่างหาก
คืนนั้นเอง ขณะที่สองสามีภรรยานอนอยู่บนเตียงในความมืดมิด โจวเฉิงซินก็เอ่ยขึ้นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “รอเรือลำใหม่ของเรามาถึง ก็ให้พี่ชายคนโตกับคนรองของเธอมาช่วยงานด้วยกันเลยนะ พรุ่งนี้ฉันออกเรือหาปลาจะได้บอกข่าวดีกับพี่ใหญ่เขาเลยแล้วกัน เดี๋ยวพวกเขาจะเผลอไปหางานทำที่อื่นซะก่อน แล้วเราจะหาคนมาช่วยไม่ได้”
“ไม่ต้องค่ะ” เถียนไฉ่ฮวารีบปฏิเสธเสียงหลง
“ไม่ต้องบอกเขานะ ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที แล้วก็ไม่จำเป็นต้องจ้างพี่ชายของฉันก็ได้ รอให้เรือใหม่มาถึงก่อนค่อยตัดสินใจอีกที ถ้าพี่ใหญ่ของฉันเขาหางานอื่นทำได้ก็ให้เขาไปทำเถอะค่ะ ยังอีกตั้งหลายเดือนแน่ะกว่าเรือจะมาถึง”
จ้างพี่ชายของเธอมาทำอะไรกัน มาเป็นตัวซวยคอยผลาญเงินอย่างนั้นเหรอ เธอคงจ้างไม่ไหวหรอก ถ้าจะต้องจ้างจริงๆ เธอไปจ้างพี่รองของเธอยังจะดีเสียกว่า เธอเสียใจจนแทบกระอักเลือด แต่ก็ไม่สามารถพูดจาไม่ดีถึงพี่ชายของตัวเองต่อหน้าสามีได้ โชคยังดีที่บ้านเดิมของเธอมีพี่น้องผู้ชายหลายคน ทำให้ยังมีตัวเลือกอีกมาก
ในความมืดนั้น โจวเฉิงซินยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา แผนของเขาได้ผลเร็วกว่าที่คิด เขาไม่ได้พูดอะไรต่ออีก โชคดีที่ในบรรดาพี่น้องของเถียนไฉ่ฮวานั้น ก็ยังมีคนที่ดีและซื่อสัตย์อยู่บ้าง
น้องชายคนที่หกกับคนที่เจ็ดของเธอเป็นคนขยันและนิสัยดี เขาก็ยินดีที่จะช่วยเหลือพวกเขา แต่ปัญหามันอยู่ที่คำพังเพยโบราณที่ว่า "ไม่กังวลเรื่องมีน้อย แต่กังวลเรื่องแบ่งไม่เท่ากัน" การช่วยเหลือคนใดคนหนึ่งอาจสร้างความไม่พอใจให้กับคนอื่นๆ ได้ มันเป็นเรื่องที่น่ารำคาญและจัดการยาก เขาก็เลยไม่อยากจะลากอาเหล่ย น้องชายของเขาเข้ามาพัวพันกับเรื่องยุ่งยากนี้ด้วย ถือโอกาสนี้แยกผลประโยชน์ออกจากกันไปเลยจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เขาจะขอรับเรื่องน่าปวดหัวนี้ไว้จัดการเอง ใครใช้ให้ที่นี่คือบ้านเดิมของภรรยาเขาและเป็นบ้านตาของลูกชายเขากันเล่า
สองวันต่อมา เนื่องจากโจวเฉิงเหล่ยยังคงต้องพักฟื้นร่างกาย สองสามีภรรยาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่แต่ที่บ้าน ทำงานแปลเอกสารด้วยกันอย่างขะมักเขม้น เจียงเซี่ยถึงกับไม่อนุญาตให้เขาทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากเกินไป เพราะกลัวว่าแผลจะฉีก พวกเขาจึงทำได้เพียงนั่งแปลงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ
เจียงเซี่ยสามารถแปลนิตยสารได้ถึงวันละสามสี่เล่ม ในขณะที่โจวเฉิงเหล่ยก็สามารถแปลหนังสือภาษาอังกฤษต้นฉบับได้หนึ่งเล่มเต็มๆ สองสามีภรรยาทำงานร่วมกันหนึ่งวันก็สามารถสร้างรายได้ถึงสองสามร้อยหยวน ไม่ถึงกับต้องนั่งรองอมืองอเท้าโดยไม่มีเงินเข้าบ้านเลยแม้แต่เฟินเดียว
จนกระทั่งเช้าวันที่แปด แผลของโจวเฉิงเหล่ยก็ตกสะเก็ดจนหมด ถือว่าหายเป็นปกติแล้ว เขาจึงได้ขี่มอเตอร์ไซค์พาเจียงเซี่ยเข้าไปในตัวเมืองเพื่อเข้าร่วมการประชุมครั้งสำคัญ งานมหกรรมการค้ากวางเจาที่ยิ่งใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
(จบบท)