บทที่ 294: เทพแห่งอาหารจุติ
ท่านผู้เฒ่าเหอเพียงแค่ตักเตือนเฝิงเจาจวินพอเป็นพิธีเท่านั้น เพราะในยุคสมัยนี้ไม่มีใครนิยมการเมืองภายในองค์กรที่เข้มข้นเช่นนั้นอีกแล้ว และตัวท่านเองก็ไม่ชอบมันเช่นกัน
ท่านหัวเราะกลบเกลื่อนบรรยากาศที่เริ่มจะมาคุ ก่อนจะหันไปมองเจียงเซี่ยด้วยแววตาที่เอ็นดู “แล้วนี่...เสี่ยวเซี่ย ตอนเย็นนี้พอจะมีเวลาว่างไปทานข้าวด้วยกันสักมื้อไหม?”
ทันทีที่คำเชิญนั้นหลุดออกจากปากของท่านผู้นำสูงสุด ทุกสายตาของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในบริเวณนั้นก็พลันจับจ้องไปยังเจียงเซี่ยเป็นตาเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งหลาย
ใคร ๆ ก็รู้ดีว่ามีคนมากมายขนาดไหนที่พยายามจะหาโอกาสเรียนเชิญท่านผู้เฒ่าเหอไปร่วมรับประทานอาหาร แต่ก็ล้วนแล้วแต่ถูกปฏิเสธกลับมาอย่างสุภาพทุกรายไป แต่ในวันนี้ ท่านผู้เฒ่าเหอ...กลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนเจียงเซี่ยทานข้าวด้วยตัวเอง!
เจียงเซี่ยรู้สึกราวกับว่าวันนี้ตัวเองมีเทพแห่งอาหารมาสถิตอยู่ในร่าง ใครก็ตามที่ได้พบเจอเธอเป็นต้องเอ่ยปากชวนเธอไปทานข้าวด้วยเสมอ เธอส่งยิ้มขอโทษอย่างนอบน้อม
“ท่านผู้เฒ่าเหอคะ ต้องขอประทานโทษจริง ๆ ค่ะ พอดีว่าตอนเย็นนี้ดิฉันได้นัดกับเพื่อนชาวต่างชาติสองสามท่านไว้แล้วว่าจะไปรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน เอาไว้วันหลังให้ดิฉันกับเฉิงเหล่ยได้มีโอกาสไปเลี้ยงข้าวท่านเป็นการส่วนตัวนะคะ”
ท่านผู้เฒ่าเหอได้ฟังก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ได้เลย ถ้าอย่างนั้นเธอก็อย่าได้ลืมคำพูดของตัวเองล่ะ! มิฉะนั้นแล้ว ต่อให้ต้องไปตามถึงหน้าประตูบ้าน ฉันก็จะไปทวงข้าวมื้อนี้กับเธอให้ได้”
เจียงเซี่ยหัวเราะคิกคัก “ดิฉันไม่กล้าลืมหรอกค่ะท่าน แต่ถ้าหากว่าดิฉันลืมจริง ๆ แล้วท่านผู้เฒ่าเหอไปถึงบ้านดิฉันเมื่อไหร่ ดิฉันจะขอลงครัวทำอาหารเลี้ยงต้อนรับท่านด้วยฝีมือของตัวเองสักหนึ่งโต๊ะใหญ่เลยค่ะ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า! พอเธอพูดแบบนี้แล้ว ฉันกลับชักจะอยากให้เธอเป็นคนขี้ลืมขึ้นมาเสียแล้วสิ!”
“ถ้าหากท่านผู้เฒ่าเหอไม่รังเกียจ ก็ขอเรียนเชิญท่านไปเยี่ยมเยียนบ้านหลังเล็กๆของดิฉันได้ทุกเมื่อเลยนะคะ”
“ดีมาก! ถ้าอย่างนั้นเธอก็ทิ้งที่อยู่บ้านของเธอเอาไว้ก่อนเลย แล้วก็ทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้ฉันด้วย” ท่านผู้เฒ่าเหอไม่รอช้า หันไปสั่งให้ผู้ช่วยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ จดข้อมูลทันที
เจียงเซี่ยถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตก...นี่ท่านผู้เฒ่าเหอกลัวว่าเธอจะเบี้ยวข้าวมื้อนี้ของท่านขนาดนี้เชียวหรือ? เธอจึงทำได้เพียงบอกที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของหน่วยการผลิตที่เธอสังกัดอยู่ไปตามที่ท่านต้องการ
ในขณะเดียวกัน เวินหว่านกับเสี่ยวจือผู้ช่วยของเผิงอวี้หัวที่กำลังจะเดินลงไปรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน ก็บังเอิญได้เห็นภาพที่เจียงเซี่ยกำลังยืนพูดคุยอยู่กับชายชราผู้หนึ่งซึ่งมีท่วงท่าที่สุภาพอ่อนโยน แต่กลับแผ่รัศมีแห่งความเป็นผู้นำออกมาอย่างทรงอำนาจ ด้านหลังของชายชราคนนั้นมีผู้ติดตามอยู่มากมาย ประกอบกับการแต่งกายที่ดูภูมิฐาน และท่าทีการยืนของคนอื่น ๆ ที่ล้วนแต่มีเขาเป็นศูนย์กลาง ก็ทำให้รู้ได้ในทันทีว่าฐานะของชายชราผู้นี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
เสี่ยวจือเห็นเวินหว่านยืนจ้องมองภาพนั้นไม่วางตาจึงได้กระซิบเล่าให้ฟัง
“นั่นคือท่านผู้นำระดับสูงที่เดินทางมาจากเมืองหลวงโดยตรงเลยนะ ฉันเคยได้ยินมาว่าเมื่อปีที่แล้วมีอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัย G คนหนึ่งที่พูดภาษาต่างประเทศได้เก่งมาก จนไปเข้าตาท่านเข้า ท่านเลยชื่นชมและแนะนำให้ได้เข้าไปทำงานในแผนกแปลภาษาต่างประเทศของรัฐบาลเลยนะ ทำเอาอาสาสมัครรุ่นนั้นพากันอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถวเลยล่ะ”
“แล้วฉันก็ได้ยินท่านผู้อำนวยการเผิงเล่าให้ฟังว่า ท่านผู้เฒ่าเหอเป็นผู้นำที่รักและให้ความสำคัญกับคนที่มีความสามารถมาก ๆ สหายเสี่ยวเซี่ยของเราในตอนนี้คงจะได้รับความชื่นชมจากท่านเข้าแล้วอย่างแน่นอน ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ สหายเสี่ยวเซี่ยก็คงจะมีโอกาสได้เข้าไปทำงานในแผนกแปลภาษาต่างประเทศแล้วล่ะ!”
“แต่ด้วยความสามารถของเธอ มันก็ไม่แปลกหรอกนะ ระดับภาษาต่างประเทศของเธอมีคุณสมบัติเพียบพร้อมเกินพอด้วยซ้ำ ฉันว่าเธอพูดภาษาต่างประเทศได้คล่องแคล่วกว่าสหายคนนั้นเมื่อปีที่แล้วเสียอีกนะ! ตอนนี้บุคลากรด้านการแปลของประเทศเราขาดแคลนมากจริง ๆ ภาษาอังกฤษของสหายเจียงเซี่ยนี่พูดได้เป็นธรรมชาติเหมือนกับเจ้าของภาษาเลย เก่งมากจริง ๆ…”
เสี่ยวจือยังคงร่ายยาวชื่นชมในความสามารถของเจียงเซี่ยไม่หยุดปาก แต่สำหรับเวินหว่านแล้ว เธอไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้นเข้าหูเลยแม้แต่คำเดียว สิ่งที่เธอรับรู้ได้มีเพียงแค่...เจียงเซี่ยได้รับความชื่นชมจากผู้นำระดับสูง และมีโอกาสที่จะได้ไปทำงานที่แผนกแปลภาษาต่างประเทศในเมืองหลวง
ที่นั่น...คือสถานที่ที่เธอใฝ่ฝันมาโดยตลอด มันคือวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ของนักศึกษาเอกภาษาต่างประเทศทุกคน
แต่แล้วเธอก็พยายามหาเหตุผลมาปลอบใจตัวเอง เจียงเซี่ยแต่งงานแล้วนี่นา ตอนนี้ความสัมพันธ์ของเธอกับโจวเฉิงเหล่ยก็ดูจะรักกันดีมาก ที่บ้านก็มีเรือหาปลาลำใหญ่ ออกทะเลแค่เที่ยวเดียวก็ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ แถมในอนาคตโจวเฉิงเหล่ยก็ยังจะกลายเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศอีก เธอคงจะไม่ทิ้งชีวิตที่สุขสบายเพื่อไปทำงานที่เมืองหลวงหรอกใช่ไหม?
ในเมื่อมีสามีที่จะกลายเป็นมหาเศรษฐีในอนาคต การใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ที่บ้านในฐานะคุณนายไม่ดีกว่าหรือ? เอาเข้าจริง ๆ แล้ว เวินหว่านไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าทำไมเจียงเซี่ยยังจะต้องดิ้นรนออกมาทำงานเป็นล่ามให้เหนื่อยยากอีก การกระทำของเธอนี่มันไม่ต่างอะไรกับการออกมาแย่งอาชีพและตัดทางทำมาหากินของคนอื่นเลยไม่ใช่หรือ?
ภาษาต่างประเทศของเวินหว่านเองก็อยู่ในระดับที่ดีมาก อย่างน้อยเธอก็มั่นใจว่าทักษะของเธอเหนือกว่าอาสาสมัครคนอื่น ๆ หลายคน เพราะเธอได้เริ่มเรียนรู้มันมาตั้งแต่ในชาติที่แล้ว ซึ่งมีสื่อการเรียนการสอนและโอกาสที่ดีกว่าในยุคนี้มากนัก!
แต่...เธอก็ต้องยอมรับความจริงว่ามันไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับเจียงเซี่ยได้เลยแม้แต่น้อย! ภาษาอังกฤษของเจียงเซี่ยนั้นมันช่างคล่องแคล่ว เป็นธรรมชาติ และสมบูรณ์แบบราวกับว่าเธอเกิดและเติบโตมากับมัน
“ไปกันเถอะ!” เสี่ยวจือดึงแขนเวินหว่านเบา ๆ
“เรารีบไปหาอะไรกินกันดีกว่านะ เดี๋ยวพวกอาซือจะรอนาน พวกเขายังต้องรอให้เรากลับไปเฝ้าบูธแทน จะได้สลับกันไปกินข้าวบ้าง!” เวินหว่านได้สติกลับคืนมา แล้วก็เดินตามเสี่ยวจือไปอย่างเหม่อลอย
หลังจากที่เจียงเซี่ยพูดคุยกับท่านผู้เฒ่าเหอเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็มุ่งหน้าไปยังบูธของโรงงานอาหารซึ่งเป็นเป้าหมายต่อไปของเธอ ในขณะที่ท่านผู้เฒ่าเหอก็ยังคงก้มหน้าก้มตาดูตัวเลขยอดขายในช่วงเช้าต่อไป
ท่านพบว่าโรงงานผลิตเครื่องกลึงจากเขตทุ่งหญ้าแห่งหนึ่งก็ทำผลงานได้ดีไม่แพ้กัน สามารถสร้างยอดขายได้ถึงยี่สิบล้านดอลลาร์ ส่วนยอดขายรถยนต์ก็ทำได้ดีเช่นกัน โดยในช่วงเช้าวันเดียวก็มียอดขายถึงสามล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้แต่รถแทรกเตอร์ของโรงงานเครื่องจักรเพื่อการเกษตรก็ยังทำยอดขายได้ถึงสองแสนดอลลาร์สหรัฐ…
**
เจียงเซี่ยแวะไปหาจางฟู่เหยียนก่อนเพื่อไปเอากระเช้าที่เธอฝากเพื่อนถือมาเมื่อเช้านี้ จากนั้นเธอก็ตั้งใจจะไปที่บูธของอู่ต่อเรือเพื่อเรียกโจวเฉิงเหล่ยไปรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน แต่เมื่อไปถึงเธอก็พบว่าเขากำลังยืนแนะนำคุณสมบัติของวงแหวนเคนท์ให้กับลูกค้าชาวต่างชาติคนหนึ่งอยู่อย่างขะมักเขม้น เธอได้ยินเสียงของลูกค้าคนนั้นบ่นว่า “แต่นี่มันแพงกว่าของที่ผลิตในเยอรมนีมากเลยนะ!”
โจวเฉิงเหล่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งและมั่นคง
“นั่นก็เพราะว่ามันดีกว่าวงแหวนเคนท์ของเยอรมนีมากยังไงล่ะครับ” เขาพูดพลางหันมาเห็นเจียงเซี่ยพอดี
เจียงเซี่ยไม่อยากรบกวนการทำงานของเขา เธอจึงเพียงแค่ใช้มือทำท่าทางประกอบเป็นรูปชามข้าว แล้วก็ชี้มือไปยังทิศทางของโซนอาหาร เป็นการส่งสัญญาณว่าเดี๋ยวเขาทำงานเสร็จแล้วให้ตามไปหาเธอที่นั่น
โจวเฉิงเหล่ยพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหันกลับไปนำเสนอสินค้ากับลูกค้าชาวต่างชาติต่อ “ในประเทศจีนของเรามีคำกล่าวที่ว่า ‘เงินหนึ่งส่วนก็ได้ของหนึ่งส่วน’ ซึ่งหมายความว่าคุณย่อมได้ในสิ่งที่คุณจ่ายไปเสมอครับ…”
เมื่อเห็นว่าเขารับรู้แล้ว เจียงเซี่ยก็ถือตะกร้าสองใบแล้วก้าวเดินฉับ ๆ มุ่งหน้าไปยังโซนอาหารทันที
ในช่วงเวลาพักกลางวัน อาคารจัดแสดงอาหารจะคึกคักเป็นพิเศษ ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเครื่องเทศในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ เจียงเซี่ยเห็นเจ้าหน้าที่จากบูธโรงงานอาหารหลายแห่งกำลังยืนล้อมวงถือถ้วยเคลือบกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกันอย่างเอร็ดอร่อย บ้างก็กำลังสาธิตการชงบะหมี่ให้กับลูกค้าชาวต่างชาติได้ลองชิม
เธอเดินมาจนถึงบูธของโรงงานอาหารซึ่งมาจากเมืองเดียวกันกับเธอ และก็เห็นกู้จิ่งเซวียนกำลังยืนอยู่ต่อหน้าลูกค้าชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่ง เขากำลังแนะนำผลิตภัณฑ์อย่างหมูแผ่นและแฮมซึ่งเป็นสินค้าใหม่ของโรงงาน
ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์เหล่านี้เป็นสิ่งที่โรงงานไม่เคยผลิตมาก่อน แต่เป็นเพราะเมื่อปีที่แล้วฟางอ้ายหยวน ผู้เป็นแม่ของกู้จิ่งเซวียนและเป็นผู้อำนวยการโรงงาน ได้ไปเห็นว่าหมูแผ่นและแฮมของโรงงานอาหารจากเมืองไห่นั้นขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เธอจึงได้ตัดสินใจลงทุนซื้อสายการผลิตมาเพื่อผลิตสินค้าประเภทนี้โดยเฉพาะ เจียงเซี่ยเคยกินผลิตภัณฑ์เหล่านี้มาแล้ว และก็ยอมรับว่ารสชาติของมันไม่เลวเลยทีเดียว
กู้จิ่งเซวียนหันมาเห็นเจียงเซี่ยเดินเข้ามา เขาก็ส่งยิ้มให้เธอ ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าขาวสะอาดหมดจด ดูสุภาพและหล่อเหลา เมื่อเขายิ้มขึ้นมาก็ยิ่งดูอบอุ่นและอ่อนโยนราวกับแสงแดดยามเช้า
ฟางอ้ายหยวนซึ่งอยู่ตรงนั้นด้วยก็มองเห็นเจียงเซี่ยที่กำลังถือตะกร้าสองใบเดินตรงมาแต่ไกล เธอเหลือบมองลูกชายของตัวเองอย่างมีความหมายแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปทักทายเจียงเซี่ยด้วยรอยยิ้มที่สนิทสนมและอบอุ่น
“อ้าว เซี่ยเซี่ยมาแล้วเหรอลูก? ทานข้าวหรือยังจ๊ะ? ป้าเพิ่งจะชงบะหมี่เสร็จชามหนึ่งพอดี ยังไม่ได้ทานเลย มาลองชิมของป้าสิจ๊ะ”
เจียงเซี่ยเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้าง ๆ ฟางอ้ายหยวนแล้วยิ้มทักทาย “สวัสดีค่ะคุณป้าฟาง วันนี้ธุรกิจเป็นอย่างไรบ้างคะ?”
ฟางอ้ายหยวนยิ้มบาง ๆ “ก็พอไปได้จ้ะ ยอดขายในช่วงเช้าก็ได้มาประมาณหนึ่งหมื่นดอลลาร์สหรัฐ ก็แค่ยังเทียบกับบูธข้าง ๆ เขาไม่ได้เท่านั้นเอง”
สินค้าของโรงงานอาหารส่วนใหญ่ไม่ใช่ของชิ้นใหญ่ ราคาต่อหน่วยก็มีตั้งแต่ไม่กี่เหมาไปจนถึงไม่กี่หยวน สินค้าที่มีราคาสิบกว่าหยวนก็มีไม่มากนัก ดังนั้นการที่สามารถทำยอดขายได้ถึงหนึ่งหมื่นดอลลาร์ในช่วงเช้าวันเดียว ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
เพียงแต่ว่า...โรงงานอาหารที่อยู่บูธข้าง ๆ กันนั้น แค่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียวก็สามารถทำยอดขายไปได้ถึงสองหมื่นดอลลาร์แล้ว ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของโรงงานพวกเขารวมกันยังทำยอดขายได้เพียงแค่หนึ่งหมื่นเท่านั้น ไม่มีการเปรียบเทียบ ก็ไม่มีการทำร้ายจิตใจ แต่เมื่อได้เปรียบเทียบแล้วมันก็ช่างน่าเจ็บใจนัก!
ฟางอ้ายหยวนยื่นชามบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ชงเสร็จใหม่ ๆ ให้เจียงเซี่ย ก่อนจะโน้มตัวลงมากระซิบ
“ลองชิมดูสิลูก นี่เป็นของโรงงานอาหารจากเมืองข้าง ๆ เรานี่เอง หนูช่วยชิมแล้วบอกป้าหน่อยสิว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของพวกเขากับของโรงงานเรามันแตกต่างกันตรงไหน ป้าอุตส่าห์ให้คนแอบไปหามาให้ตั้งสองสามซองแน่ะ! ลองดูสิว่าของเรามันด้อยกว่าตรงไหนกันแน่? ทำไมของเราถึงได้ขายไม่ออกเลย แต่บะหมี่ของโรงงานข้าง ๆ แค่เช้าวันเดียวก็ทำยอดขายไปได้ตั้งสองหมื่นดอลลาร์!”
เธอบ่นต่อด้วยความคับแค้นใจ “เมื่อสองปีก่อนป้าอุตส่าห์ทุ่มเงินก้อนโตนำเข้าสายการผลิตมาจากประเทศญี่ปุ่นถึงสองสายเพื่อมาผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดยเฉพาะ มันเป็นภารกิจส่งออกด้วยนะ แต่ผลลัพธ์คือบะหมี่ที่ผลิตออกมากลับขายออกนอกประเทศไม่ได้เลยสักนิด!”
“โชคดีที่ยังขายในประเทศได้ดีอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นป่านนี้ยังไม่ได้ทุนค่าเครื่องจักรคืนมาเลย ส่วนโรงงานข้าง ๆ นั่นน่ะ เพิ่งจะมาเริ่มทำสายการผลิตบะหมี่ในปีนี้เอง แถมยังเป็นสายการผลิตเก่าที่โรงงานของเราขายต่อให้ในราคาถูก ๆ อีกด้วยนะ! ตอนแรกป้าก็คิดว่าพวกนั้นคงจะเจ๊งเหมือนกัน คิดว่าเป็นเพราะเส้นบะหมี่จากสายการผลิตมันไม่ดีพอ รสสัมผัสมันไม่ใช่แบบที่ชาวต่างชาติเขาชอบกัน แต่ป้าคิดผิด! ไม่น่าเชื่อเลยว่าพวกเขาจะทำยอดขายได้ถึงสองหมื่นดอลลาร์ในเช้าวันเดียว มันเหมือนกับตบหน้าป้าฉาดใหญ่เลยล่ะ!”
เจียงเซี่ยเหลือบมองไปยังบูธข้าง ๆ โดยไม่รู้ตัว และก็เป็นไปตามที่ฟางอ้ายหยวนว่า บูธนั้นเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจริง ๆ ทว่า...ขณะที่เธอมองผ่านฝูงชนเข้าไปนั้น สายตาของเธอก็พลันสบเข้ากับสายตาอันมืดมนและเย็นชาของเย่เสียนที่กำลังจ้องมองมาที่เธออยู่พอดี
(จบบท)