บทที่ 322: สงครามน้ำลายของเหล่าสะใภ้
ทันทีที่ของเล่นทั้งหมดถูกยึดไปไว้ในที่ปลอดภัย ในมือของเหล่าพี่น้อง "กวงจงเย่าจู่" ก็เหลือเพียงรถของเล่นคันจิ๋วอยู่คนละคัน ความตื่นเต้นและดีใจที่เคยเปี่ยมล้นอยู่ก่อนหน้านี้พลันมลายหายไปกว่าครึ่งในพริบตา
มันเป็นความรู้สึกราวกับฟางข้าวที่กำลังลุกโชนอยู่ในเตาไฟ ถูกกระชากออกไปอย่างไม่ใยดี!
เถียนไฉ่ฮวายังไม่วายกำชับลูกๆ ของเธออีกว่า “ห้ามเอาออกไปเล่นนอกบ้านเด็ดขาดนะ! ให้เล่นอยู่แค่ในบริเวณบ้านนี่แหละ! ถ้าเอาออกไปเล่นกับเด็กคนอื่นแล้วทำพังขึ้นมาล่ะก็ อย่ามาร้องไห้ฟูมฟายกับแม่นะ! แม่ไม่ซื้อให้ใหม่อีกแล้ว เข้าใจไหม”
เด็กๆ พอได้ฟังดังนั้นก็กลัวว่าแม้แต่รถของเล่นคันสุดท้ายก็จะถูกริบคืนไปอีก รีบกอดรถของเล่นคันโปรดไว้แนบอกแล้ววิ่งหนีออกไปทันที “ไม่หรอกครับ! พวกเราจะไม่ทำมันพังเด็ดขาด!”
สิ้นคำพูดนั้น เด็กๆ แต่ละคนก็วิ่งหายลับไปอย่างรวดเร็ว ไม่คิดจะสนใจคำพูดของแม่อีกต่อไป
หลังจากที่เจียงเซี่ยแจกของขวัญให้เด็กๆ จนครบทุกคนแล้ว เธอก็กลับเข้ามาในห้องเพื่อจัดเก็บข้าวของ
โจวเฉิงเหล่ยกำลังสาละวนอยู่กับการสวมปลอกผ้านวมผืนใหม่อยู่ในห้อง ก่อนที่พวกเขาจะเดินทางไปเมืองซุ่ย อากาศยังไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่ การห่มเพียงผ้าห่มบางๆ ก็เพียงพอแล้ว แต่ตอนนี้ฤดูหนาวได้มาเยือนอย่างเต็มตัวแล้ว อากาศในช่วงเช้าและกลางคืนนั้นหนาวเย็นจนจะห่มแค่ผ้าห่มบางๆ ไม่ได้อีกต่อไป เสื่อไม้ไผ่ที่เคยปูนอนก็ถูกเก็บไปเรียบร้อยแล้ว และถูกแทนที่ด้วยที่นอนนุ่มๆ แทน
โจวเฉิงเหล่ยนั้นไม่กลัวความหนาวเลยแม้แต่น้อย สมัยก่อนในช่วงฤดูหนาวที่หนาวเหน็บ เขาก็ยังคงนอนบนเสื่อไม้ไผ่ได้สบายๆ แต่เจียงเซี่ยนั้นแตกต่างออกไป เธอค่อนข้างจะขี้หนาวเอามากๆ
เขารับรู้ได้ถึงการเข้ามาของเจียงเซี่ย แต่ก็ไม่ได้หันกลับไปมอง เพียงแค่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า “เหนื่อยไหมครับ ไปนั่งพักที่โต๊ะหนังสือก่อนนะ ผมใกล้จะเสร็จแล้ว”
เจียงเซี่ยเหลือบมองแผ่นหลังที่ดูเย็นชาแต่ก็สง่างามของเขานิ่งๆ คนภายนอกคงยากที่จะจินตนาการได้ว่าผู้ชายที่ดูสุขุมและเย็นชาขนาดนี้จะยอมลงมือทำงานจิปาถะในบ้านอย่างการสวมปลอกผ้านวมด้วยตัวเองได้ และในชีวิตคู่ บ่อยครั้งที่เรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนจะไร้สาระเหล่านี้ กลับเป็นสิ่งที่สามารถมอบความอบอุ่นให้กับหัวใจได้อย่างน่าประหลาดใจที่สุด
สายตาของเธอค่อยๆ กวาดมองไปรอบๆ ห้องที่ไม่มีคนอาศัยอยู่มากว่ายี่สิบวัน ทุกอย่างยังคงสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบเรียบร้อย หน้าต่างสว่างใส โต๊ะหนังสือไร้ซึ่งฝุ่นละอองจับ แม้แต่มุ้ง ผ้าม่าน และม่านประตูต่างก็มีกลิ่นหอมจางๆ ของแดดและสบู่ลอยออกมา ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นฝีมือของแม่โจวที่ช่วยนำไปซักให้
โจวเฉิงเหล่ยสวมปลอกผ้านวมเสร็จอย่างรวดเร็ว เขาจับมุมผ้าห่มแล้วสะบัดเพียงสองสามที มันก็คลี่ออกปูอยู่บนเตียงอย่างเรียบกริบ
ทันใดนั้นเจียงเซี่ยก็นึกถึงผ้าห่มไหมสองผืนที่เธอซื้อมาขึ้นได้ เธอจึงพูดขึ้นว่า “เดี๋ยวคุณช่วยเอาผ้าห่มไหมสองผืนนั้นไปให้คุณพ่อคุณแม่ผืนหนึ่ง แล้วก็เอาไปให้โจวโจวอีกผืนหนึ่งนะคะ ถึงตอนนั้นก็ช่วยสวมปลอกให้โจวโจวด้วยเลยนะ!”
ผ้าห่มที่โจวโจวใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นผ้าห่มนุ่นเก่าๆ ที่พ่อแม่ของเธอใช้มาตั้งแต่สมัยแต่งงานกันใหม่ๆ ผ่านมาเกือบสิบปีแล้วมันจึงแข็งกระด้างและนอนไม่สบายตัวอีกต่อไป หากอากาศหนาวลงกว่านี้อีกหน่อย เด็กตัวเล็กๆ อย่างเธอคงจะนอนห่มผ้าห่มผืนนั้นไม่อุ่นพอเป็นแน่
ผ้าห่มไหมนั้นให้ความอบอุ่นและแนบเนื้อได้ดีกว่า ตอนที่เจียงเซี่ยช่วยขายผ้าห่มไหมที่งานมหกรรมการค้ากวางเจา เถ้าแก่เจ้าของร้านใจดีขายให้เธอในราคาต้นทุน เธอจึงไม่ลังเลที่จะซื้อมาถึงสองผืน ผืนหนึ่งสำหรับโจวโจว และอีกผืนสำหรับพ่อแม่สามี ส่วนของเธอกับโจวเฉิงเหล่ยนั้นไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่ เพราะในบรรดาสินสอดทองหมั้นที่พ่อแม่ของเธอมอบให้ในวันแต่งงานก็มีผ้าห่มไหมรวมอยู่ด้วยแล้ว ทั้งสำหรับฤดูหนาวและฤดูอื่นๆ ก็มีครบ
“ได้เลยครับ” โจวเฉิงเหล่ยรับคำ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงอีกครั้ง “เหนื่อยไหมครับ กลับไปนอนพักบนเตียงก่อนดีไหม”
“ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ” เธอตอบพลางเดินไปรื้อค้นกระเป๋าเดินทางเพื่อหาเสื้อผ้าที่เธอตั้งใจซื้อมาฝากพ่อแม่สามีและโจวโจว
ตอนที่เธอช่วยโรงงานเสื้อผ้าขายของที่งานมหกรรมการค้ากวางเจานั้น เธอสามารถซื้อเสื้อผ้าได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาหน้าโรงงานเสียอีก ดังนั้นในครั้งนี้เธอจึงอดใจไม่ไหวที่จะซื้อกลับมาเยอะเป็นพิเศษ ทั้งเสื้อขนเป็ด เสื้อกั๊กขนเป็ด เสื้อสเวตเตอร์ขนแกะ กางเกงขนแกะ ไปจนถึงรองเท้าและถุงเท้า เรียกได้ว่าเธอเตรียมของใช้สำหรับฤดูหนาวให้ทุกคนในครอบครัวไว้อย่างครบครัน แม้แต่ของเจียงตงและพ่อแม่ของเธอเองก็ซื้อมาด้วยเช่นกัน แต่ละคนได้อย่างน้อยสี่ห้าชุด
สำหรับเสื้อผ้าของเธอกับโจวเฉิงเหล่ย เธอก็ซื้อมาไม่น้อยเหมือนกัน ก็มันช่วยไม่ได้จริงๆ นี่นา พอเห็นป้ายราคาหน้าโรงงานที่ถูกกว่าในห้างสรรพสินค้าหลายเท่าตัว มันก็อดใจไม่ไหว โดยเฉพาะในช่วงหลังๆ ของงานที่ลูกค้าเริ่มซาลงแล้ว เธอจึงมีเวลาว่างไปเดินชอปปิงอย่างสบายใจ ความรู้สึกมันเหมือนกับกำลังชอปปิงในเทศกาลวันคนโสด (11.11) ที่เห็นอะไรก็อยากจะซื้อไปเสียหมด
โจวเฉิงเหล่ยเห็นเธอกำลังก้มๆ เงยๆ รื้อของอยู่ก็เดินเข้ามาดึงมือเธอไว้ “มานั่งพักดีๆ ครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง”
เจียงเซี่ยจึงเปลี่ยนมาทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการแทน เธอนั่งลงแล้วคอยชี้นิ้วสั่งให้โจวเฉิงเหล่ยนำของที่เธอซื้อมาฝากทุกคนในครอบครัวออกจากกระเป๋า แล้วจึงนำของของเธอกับเขาไปจัดเก็บเข้าตู้เสื้อผ้าอย่างเป็นระเบียบ ทั้งสองคนช่วยกันคนละไม้คนละมือ คนหนึ่งสั่ง อีกคนหนึ่งทำ ไม่นานของที่ซื้อมาทั้งหมดก็ถูกจัดแยกประเภทและเก็บเข้าที่อย่างเรียบร้อย
และแล้วเวลารับประทานอาหารเย็นก็มาถึง
อาหารมื้อนี้อุดมสมบูรณ์และน่ากินเป็นพิเศษ กับข้าวส่วนใหญ่เป็นของโปรดของเจียงเซี่ยทั้งนั้น แต่ที่น่าสังเกตคือไม่มีเมนูปูอยู่บนโต๊ะเลย
อาหารสิบสองอย่างกับซุปอีกหนึ่งอย่างถูกจัดวางเรียงรายจนเต็มโต๊ะ ไม่ว่าจะเป็นปลาจวดใหญ่ต้มซีอิ๊ว, ปลาไข่ทอดกรอบ, ปลาลิ้นมังกรทอดเนย, ต้มจับฉ่ายปลารวมมิตร, กุ้งผัดพริกเผารสจัดจ้าน, กุ้งผ่าหลังผัดกระเทียมหอมกรุ่น, ปลาหมึกสดผัดพริก, เป็ดต้มเนื้อนุ่ม, ไก่ต้มน้ำเกลือ, ห่านเปรี้ยวหวาน, และปลากะพงตุ๋นผักกาดดอง ปิดท้ายด้วยผัดผักเขียวอีกหนึ่งจานและซุปเป็ดตุ๋นร้อนๆ อีกหนึ่งถ้วยใหญ่
กับข้าวทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเหอซิ่งหวนและแม่โจวที่ช่วยกันปรุงอย่างสุดฝีมือโดยมีคนอื่นๆ คอยเป็นลูกมือ และด้วยความที่เจียงเซี่ยกำลังตั้งครรภ์ พวกเขาจึงไม่แน่ใจว่าเธอจะชอบทานรสเปรี้ยวหรือเผ็ดมากกว่ากัน เลยตัดสินใจทำมาให้ครบทุกรสชาติ ทั้งเปรี้ยว หวาน และเผ็ด
หลี่ซิ่วเสียนแอบลอบสังเกตพฤติกรรมการกินของเจียงเซี่ยอย่างเงียบๆ เธออยากจะรู้ว่าเจียงเซี่ยชอบทานรสเปรี้ยวหรือเผ็ดมากกว่ากัน ตอนที่เธอท้องลูกสาว เธอก็ชอบทานอาหารรสเผ็ดเป็นพิเศษ แต่ผลกลับปรากฏว่าเจียงเซี่ยไม่ได้มีท่าทีพิสมัยรสชาติใดเป็นพิเศษเลย เธอทานทุกอย่างที่ขวางหน้าอย่างเอร็ดอร่อย
แล้วแบบนี้...ตกลงว่าเธอท้องลูกชายหรือลูกสาวกันแน่นะ หลี่ซิ่วเสียนคิดในใจ
คุณย่าทวดเห็นเจียงเซี่ยเจริญอาหาร กินได้ทุกอย่าง ก็ยิ้มออกมาอย่างใจดี “ดูท่าแล้ว...เด็กในท้องของเสี่ยวเซี่ยต้องเป็นเด็กดี เลี้ยงง่าย ไม่โยเยแน่นอนเลย”
แม่โจวเองก็คอยสังเกตพฤติกรรมการกินของลูกสะใภ้เช่นกัน แต่จุดประสงค์ของเธอนั้นเพื่อจะได้รู้ว่าในอนาคตควรจะทำกับข้าวอะไรให้เธอบ่อยๆ
ทันใดนั้นหลี่ซิ่วเสียนก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “เสี่ยวเซี่ย ตอนนี้เธอยังมีทะเบียนบ้านอยู่ในเมืองอยู่ใช่ไหม”
เจียงเซี่ยพยักหน้ารับ “ใช่ค่ะ”
“ถ้างั้นก็รีบย้ายกลับมาอยู่ที่หมู่บ้านเร็วๆ เข้าเถอะนะ” หลี่ซิ่วเสียนแนะนำ “ไม่อย่างนั้นถ้าท้องนี้เธอคลอดลูกสาวออกมา ก็จะไม่มีสิทธิ์มีลูกคนที่สองได้แล้วนะ ถ้าไม่รีบย้ายกลับมาตอนนี้ ต่อไปในอนาคตก็จะย้ายกลับมายากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”
เถียนไฉ่ฮวาที่ได้ฟังอยู่ถึงกับพูดแทรกขึ้นมาทันที “เสี่ยวเซี่ยไม่เหมือนเธอหรอก น้องสะใภ้เหมือนฉันต่างหาก! ตอนที่ฉันท้องอาเหวินกวงกับน้องๆ ของเขาน่ะ ฉันก็กินได้ทุกอย่าง ไม่เคยเลือกเลยสักนิด ดังนั้นท้องนี้ของเสี่ยวเซี่ยก็น่าจะเป็นลูกชาย ต่างจากน้องสะใภ้รองตอนนั้นที่ชอบกินแต่ของเผ็ดๆไม่มีเผ็ดไม่ยอมกินเลยแม่แต่น้อย”
“ดังนั้นเรื่องทะเบียนบ้านจะย้ายกลับมาหรือไม่ก็ไม่สำคัญหรอกน่า ไม่ย้ายกลับมาสิดี ต่อไปลูกของเธอก็จะได้มีทะเบียนบ้านอยู่ในเมือง ได้กินข้าวปันส่วนของทางเมือง ทะเบียนบ้านในเมืองไม่ดีตรงไหนกัน ย้ายกลับมาอยู่ที่นี่สิยังต้องส่งธัญพืชให้รัฐอีก”
คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าของหลี่ซิ่วเสียนดำคล้ำลงในทันที เธอเกลียดที่สุดเวลาที่มีคนมาพูดพาดพิงเรื่องที่เธอมีลูกสาว เถียนไฉ่ฮวาจะพูดอะไรก็พูดไปสิ ทำไมต้องมายกตัวอย่างเธอด้วย!
ถึงเธอจะมีลูกสาวคนเดียว แต่เธอก็มีหน้าที่การงานที่มั่นคง ในอนาคตก็ยังมีเงินบำนาญไว้ใช้ ดีกว่าเถียนไฉ่ฮวาเป็นร้อยเท่า! แค่มีลูกชายเยอะแยะแล้วมันจะวิเศษวิโสมาจากไหนกันนักหนา!
การมีลูกชายหลายคนคือความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเถียนไฉ่ฮวา แต่การมีลูกสาวเพียงคนเดียวก็คือปมด้อยที่เจ็บปวดที่สุดของหลี่ซิ่วเสียนเช่นกัน
ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ หลี่ซิ่วเสียนก็เอาแต่นั่งทำหน้าบึ้งตึงเหมือนมีใครไปติดหนี้เธอไว้! ก็แค่เห็นว่าเจียงเซี่ยซื้อของให้ลูกชายของเถียนไฉ่ฮวาเยอะกว่าก็เลยไม่พอใจใช่ไหมล่ะ ด้วยเหตุนี้เถียนไฉ่ฮวาจึงอดไม่ได้ที่จะพูดจาเหยียบย่ำจุดอ่อนของหลี่ซิ่วเสียนให้จมดิน และดูเหมือนว่าหลี่ซิ่วเสียนจะมีอีกเรื่องที่น่าหมั่นไส้ นั่นก็คือการที่เธอชอบทำตัวอวดฉลาด มีความรู้สูงส่งกว่าคนอื่น!
เถียนไฉ่ฮวาจึงอดไม่ได้ที่จะสาธยายต่ออย่างเมามัน “อีกอย่างนะ เสี่ยวเซี่ยน่ะมีความรู้ จะทำอะไรก็ได้เงินทั้งนั้น ออกเรือไปหาปลาก็ทำเงินได้ แปลงานให้สำนักพิมพ์ก็ได้เงิน หรือแม้กระทั่งไปเป็นล่ามที่งานมหกรรมการค้ากวางเจาก็ยังทำเงินได้อีก ไม่กลัวตกงานอยู่แล้ว”
“ดังนั้นท้องแรกจะคลอดลูกเพศอะไรออกมาก็ไม่สำคัญหรอกน่า อยากจะมีลูกกี่คนก็มีปัญญาเลี้ยง ไม่เหมือนน้องสะใภ้รองหรอกนะที่เป็นครู อยากจะมีลูกชายอีกสักคนก็ยังทำไม่ได้เลย เดี๋ยวจะโดนไล่ออกจากงานเอา”
หลี่ซิ่วเสียนอยากจะยกชามข้าวในมือขึ้นมาครอบหัวเถียนไฉ่ฮวาให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยจริงๆ!
ตอนนี้โจวเฉิงซินสามีของเถียนไฉ่ฮวายังไม่กลับมาจากทะเล เธอจึงไม่มีใครคอยควบคุมและเริ่มจะปล่อยตัวปล่อยใจ พูดจาโอ้อวดจนเกินงาม
เหอะ! เถียนไฉ่ฮวาคิดในใจ คิดว่าเป็นครูโรงเรียนประถมแล้วจะมีความรู้สูงส่ง วิเศษวิโสนักหรือไงกัน ทำท่าทำทางเหมือนตัวเองสูงส่งกว่าคนอื่นเขาอยู่ได้ เธอก็จบแค่มัธยมต้นไม่ใช่เหรอ! ก็แค่โชคดีที่ตอนนั้นหมู่บ้านเปิดรับสมัครครูแล้วคนอื่นไม่ค่อยมีความรู้ เธอถึงได้มีโอกาสเป็นครูกับเขา!
เจียงเซี่ยต่างหากที่เก่งจริงและมีความรู้จริง! ถึงขนาดได้ไปเป็นล่ามในงานใหญ่อย่างมหกรรมการค้ากวางเจา แล้วยังซื้อของกลับมาฝากทุกคนตั้งมากมายขนาดนี้ ดูแวบเดียวก็รู้แล้วว่าต้องทำเงินกลับมาได้มหาศาลแน่ๆ
เดิมทีเถียนไฉ่ฮวาก็ไม่รู้หรอกว่าการไปเป็นล่ามที่งานมหกรรมการค้ากวางเจานั้นมันสุดยอดและน่าทึ่งขนาดไหน แต่เป็นเพราะเวินหว่านก็ได้ไปด้วย แม่สามีของเธอจึงเอาเรื่องนี้ไปคุยโวโอ้อวดไปทั่วทั้งหมู่บ้านทุกวี่ทุกวัน บอกว่าต้องเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ไปได้ แถมยังได้ค่าจ้างสูงถึงวันละหนึ่งร้อยห้าสิบหยวนอีกด้วย
ทั้งหมู่บ้านจึงรู้กันไปหมดว่าเวินหว่านไปทำงานครั้งนี้จะทำเงินกลับมาได้หลายพันหยวนเลยทีเดียว แต่ผลสุดท้ายเป็นอย่างไรล่ะ ไปได้แค่สองสามวันก็กลิ้งตกบันไดจนข้อเท้าเคล็ด แล้วยังมาพบว่าตัวเองท้องอีก สุดท้ายก็ต้องถูกส่งตัวกลับมาอย่างน่าสมเพช
เถียนไฉ่ฮวาเห็นใบหน้าของหลี่ซิ่วเสียนดำคล้ำลงเรื่อยๆ จนแทบจะกินข้าวไม่ลง เธอก็ยิ่งรู้สึกสะใจมากขึ้นไปอีก
สมน้ำหน้า! เธอคิด ปล่อยให้นั่งทำหน้าบูดเป็นตูดลิงอยู่ได้ตั้งนาน งานการก็ไม่ทำ ช่วยแค่ล้างผักกวางตุ้งไม่กี่ต้นกับสับกระเทียมอีกหนึ่งถ้วยเท่านั้น! ขี้เกียจตัวเป็นขนขนาดนี้แล้วจะกินเยอะไปทำไมกัน! กินไม่ลงน่ะดีที่สุดแล้ว! คิดว่าตัวเองเป็นเจียงเซี่ยหรือไงที่จะนำโชคลาภมาให้ได้น่ะ! ฉันจะไม่มีวันยอมทนผู้หญิงคนนี้อีกต่อไปแล้ว!
เจียงเซี่ยได้แต่นั่งทานข้าวของเธอไปเงียบๆ พลางชมละครฉากใหญ่ที่สองพี่สะใภ้กำลังเปิดฉากแสดงอยู่ตรงหน้า
จะว่าไปแล้ว...มันก็ช่วยให้เจริญอาหารดีเหมือนกันนะ!
(จบบท)