บทที่ 379: ฝิ่นเจี่ยว
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงเซี่ยตื่นนอนในเวลาเจ็ดนาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาที่หลี่ซิ่วเสียนกำลังเตรียมตัวจะออกจากบ้านเพื่อไปทำงานที่ในเมืองแล้ว บรรยากาศที่ค้างคามาจากมื้อค่ำเมื่อวานยังคงอบอวลอยู่จางๆ ความตึงเครียดที่มองไม่เห็นลอยวนอยู่ในอากาศ ทำให้หลี่ซิ่วเสียนต้องเลือกใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น
เธอกล่าวกับแม่โจวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติ “แม่คะ รบกวนแม่ช่วยถามหาคนที่มีเวลาว่างพอจะช่วยออกเรือให้หน่อยได้ไหมคะ”
หลังจากที่เห็นสีหน้าไม่พอใจของแม่สามีอย่างชัดเจนเมื่อคืนนี้ และสัมผัสได้ถึงความเงียบงันที่เย็นเยียบจากทุกคนในครอบครัว ในที่สุดหลี่ซิ่วเสียนก็ไม่กล้าพอที่จะเอ่ยชื่อของโจวจวิ้นเหวินออกมาอีกครั้ง
เธอยอมรับกับตัวเองในใจว่า สิ่งที่พูดออกไปเมื่อวานนั้นเป็นเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบที่ควบคุมไว้ไม่อยู่ เป็นความพยายามที่จะเอาชนะเจียงเซี่ย หลังจากที่รู้สึกว่าตัวเองถูกใช้งานสารพัดทันทีที่กลับมาถึงบ้าน
ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็นอย่างที่คิด เจียงเซี่ยไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลยแม้แต่น้อย เธอยังคงกินอาหารอย่างมีความสุข เอร็ดอร่อยกับทุกคำที่เข้าปากราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในทางกลับกัน กลายเป็นตัวเธอเองที่ถูกทุกคนในบ้านใช้ความเงียบเป็นอาวุธทิ่มแทงจนรู้สึกเจ็บแปลบไปทั้งใจ
เมื่อแม่โจวเห็นว่าลูกสะใภ้รองยอมถอยและไม่ดึงดันที่จะจ้างคนจากครอบครัวที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอีกต่อไป น้ำเสียงของเธอจึงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“ได้สิ แต่แม่จะบอกไว้ก่อนนะว่างานออกเรือหาปลามันมีความเสี่ยงสูง แถมยังเหนื่อยหนัก ต้องใช้เวลาอยู่กลางทะเลนาน อย่างน้อยๆ ก็ต้องให้ค่าจ้างวันละสามหยวน ถึงจะมีคนยอมไปทำ”
หลี่ซิ่วเสียนกัดฟันแน่น พยักหน้ารับอย่างจำใจ “ก็ได้ค่ะ สามหยวนก็สามหยวน”
ในใจของเธอพลางคำนวณค่าใช้จ่ายอย่างรวดเร็ว พ่อกับพี่ชายของเธอได้ค่าจ้างคนละห้าหยวนต่อวัน ค่าเชื้อเพลิงอย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีอีกยี่สิยหยวน และถ้าหากต้องเดินทางออกไปยังน่านน้ำที่ไกลออกไป ยี่สิบหยวนก็อาจจะไม่เพียงพอด้วยซ้ำ
นั่นหมายความว่าในแต่ละวัน ครอบครัวของเธอมีต้นทุนอย่างน้อยสามสิบสามหยวน ปลาที่มีราคาแพงในทะเลนั้นมีไม่มากนัก ส่วนปลาที่มีอยู่ชุกชุมก็มักจะราคาไม่สูง ดังนั้นพวกเขาจะต้องจับปลาให้ได้มากกว่าร้อยจินต่อวันเป็นอย่างน้อยจึงจะไม่ขาดทุน ส่วนที่เกินจากนั้นไปจึงจะเริ่มนับเป็นกำไร
แม่โจวอดไม่ได้ที่จะให้คำแนะนำเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย “มะรืนนี้พวกของอาเหล่ยเขาจะออกเรือกันตอนตีสี่ครึ่งนะ ลูกก็ไปบอกให้พ่อของลูกตื่นให้เช้าหน่อย จะได้มาทันเวลาแล้วออกเรือตามพวกเขาไป ช่วงก่อนฟ้าสางเป็นเวลาที่ปลาใหญ่จะออกหากิน โอกาสที่จะจับได้มันมีมากกว่า นี่พวกเธอออกเรือกันเจ็ดโมงกว่า ขับเรือไปอีกชั่วโมงกว่าจะได้ลากอวน เวลานั้นมันก็เก้าโมงกว่าเข้าไปแล้ว คนอื่นเขาลากอวนรอบแรกเสร็จกันไปแล้ว แล้วพวกเธอจะไปหาเงินจากที่ไหนได้”
หลี่ซิ่วเสียนไหนเลยจะไม่รู้ความจริงข้อนี้ “เดี๋ยวหนูจะลองไปบอกพวกเขาดูค่ะ ไม่รู้ว่าจะตื่นกันไหวหรือเปล่า ช่วงแรกๆ พวกเขายังไม่ชินกับการตื่นเช้าขนาดนี้ คงต้องใช้เวลาปรับตัวสักพัก พอชินแล้วก็คงจะดีขึ้นเองค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แม่โจวก็ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก
ขณะที่หลี่ซิ่วเสียนกำลังจะก้าวเท้าออกจากประตูบ้าน เธอก็พบกับเถียนไฉ่ฮวาที่ขี่จักรยานผ่านมาพอดี บนแฮนด์จักรยานของพี่สะใภ้ใหญ่มีตะกร้าอาหารสองใบแขวนอยู่
เถียนไฉ่ฮวาส่งยิ้มกว้างให้พร้อมกับทักทายอย่างร่าเริง “น้องสะใภ้รอง วันนี้จะลาหยุดงานไปดูแผงลอยกับร้านค้าในเมืองด้วยกันไหมจ๊ะ เธอเป็นคนมีความรู้มากกว่าพี่ สายตาต้องเฉียบแหลมกว่าพี่แน่ๆ ไปช่วยพี่ให้ความเห็นหน่อยสิ ช่วยพี่เลือกทำเลดีๆ ที่จะทำให้ค้าขายรุ่งเรืองหน่อยนะ เธอก็รู้นี่นาว่าพี่เป็นคนยังไง อ่านหนังสือไม่ออกสักตัว แม้แต่ชื่อตัวเองก็ยังเขียนไม่เป็นเลย”
ประโยคที่ดูเหมือนถ่อมตนนั้นแฝงไปด้วยหนามแหลมคมที่ทิ่มแทงใจดำของหลี่ซิ่วเสียนอย่างจัง คนที่อ่านหนังสือไม่ออกสักตัว กลับมีชีวิตที่ดีกว่าเธอเสียอีก แล้วเธอจะยังเอาความภาคภูมิใจในฐานะคนมีการศึกษาสูงกว่ามาเชิดหน้าชูตาต่อหน้าพี่สะใภ้คนนี้ได้อย่างไร
ใบหน้าของหลี่ซิ่วเสียนคล้ำลงในทันที เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงห้วนๆ “ไม่มีเวลาหรอก ฉันต้องไปทำงาน!”
ว่าจบท่อน เธอก็รีบขี่จักรยานจากไปอย่างรวดเร็ว ในใจพลางคิดอย่างหงุดหงิด ก็แค่ซื้อแผงลอย พูดซ้ำๆ ซากๆ อยู่นั่นแหละ!
เถียนไฉ่ฮวาตั้งใจมาแต่เช้าก็เพื่อมายั่วโมโหหลี่ซิ่วเสียนโดยเฉพาะ และเมื่อทำสำเร็จตามที่หวังแล้ว เธอก็เดินยิ้มร่าเข้ามาในลานบ้าน พร้อมกับส่งเสียงเรียกเจียงเซี่ยอย่างสดใส
“น้องสะใภ้เล็ก! ดูสิว่าพี่เอาของอร่อยอะไรมาให้!”
เธอบรรจงจอดจักรยานอย่างระมัดระวัง ในตะกร้าอาหารทั้งสองใบนั้น บรรจุของกินมาจนเต็มพูนจานหนึ่งเป็น “ฝิ่นเจี่ยว” (ขนมชนิดหนึ่งทำจากแป้งห่อไส้) ที่เรียงรายกันอย่างสวยงาม ส่วนอีกจานหนึ่งเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวที่นึ่งสดใหม่วางอยู่บนกระด้งไม้ไผ่ทรงกลม
“คุณแม่ เสี่ยวเซี่ย นี่ฝิ่นเจี่ยวที่พี่ทำเมื่อเช้านี้เลยนะ เป็นไส้มันแกว ลองชิมกันดูสิจ๊ะ ส่วนเส้นก๋วยเตี๋ยวนี่ พี่นึ่งเผื่อมาตอนที่ทำแผ่นแป้งพอดีเลย กลางวันนี้ก็ทำก๋วยเตี๋ยวน้ำให้เด็กๆ กิน แล้วก็เอาฝิ่นเจี่ยวไปอุ่นให้พวกเขาทานได้เลย จะได้ไม่ต้องทำกับข้าวให้ยุ่งยาก”
แม่โจวถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ “นี่ทำเมื่อเช้านี้เลยเหรอ งั้นก็ต้องตื่นเช้ามากเลยสินะ”
ฝิ่นเจี่ยวเป็นอาหารว่างพื้นบ้านทางฝั่งบ้านเกิดของแม่โจว ซึ่งเถียนไฉ่ฮวาก็ได้เรียนรู้วิธีทำมาจากแม่สามีของเธอนั่นเอง ขั้นตอนการทำนั้นยุ่งยากซับซ้อน จะต้องเริ่มจากการแช่ข้าวทิ้งไว้ค้างคืน จากนั้นในวันรุ่งขึ้นจึงนำมาโม่เป็นน้ำแป้ง แล้วนำน้ำแป้งนั้นไปนึ่งให้เป็นแผ่นแป้งบางๆ เมื่อได้แผ่นแป้งแล้ว ก็ต้องมาผัดหมูสับกับมันแกวสับเพื่อทำเป็นไส้ หากต้องการให้มีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ ก็ต้องใส่ถั่วลิสงคั่วป่นลงไปด้วย ซึ่งหมายความว่าจะต้องเสียเวลาแกะเปลือกถั่ว คั่วถั่วลิสงให้หอมกรอบอีกด้วย
แน่นอนว่าฝิ่นเจี่ยวของเถียนไฉ่ฮวาในวันนี้มีถั่วลิสงป่นเป็นส่วนประกอบด้วย แต่เธอได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าโดยการคั่วถั่วลิสง แกะเปลือก และบดให้เป็นเม็ดเล็กๆ เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
เถียนไฉ่ฮวาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ปกติฉันก็ตื่นตอนตีสี่มาทำกับข้าวให้อาซินอยู่แล้วค่ะ เลยชินแล้ว พอดีพี่นึกขึ้นได้ว่าน้องสะใภ้เล็กยังไม่เคยกินฝิ่นเจี่ยวเลยนี่นา แล้วคุณแม่ก็ไม่ค่อยมีเวลาทำ พอดีกับที่วันนี้ไม่ต้องออกเรือ พี่ก็เลยตั้งใจทำให้ชิมค่ะ ตอนที่ฉันท้องเหวินจู่ ฉันชอบกินมากๆ เลย คุณแม่เลยต้องทำให้กินบ่อยๆ”
“น้องสะใภ้เล็ก ลองชิมดูนะ ถ้าชอบกินก็บอกพี่ได้เลย เดี๋ยวพี่ทำให้กินอีก” เธอกล่าวกับเจียงเซี่ยด้วยรอยยิ้มจริงใจ การได้ออกเรือไปกับเจียงเซี่ยแล้วเก็บทองคำแท่งใหญ่มาได้ถึงสองแท่ง มันเป็นบุญคุณที่ต้องตอบแทน หากไม่แสดงความมีน้ำใจออกมาบ้าง ครั้งต่อไปเจียงเซี่ยอาจจะไม่ชวนเธอไปด้วยอีกก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้พวกเธอจะต้องไปซื้อแผงลอย ก็ยังต้องพึ่งพาให้เจียงเซี่ยช่วยต่อรองราคาให้อีกแรง เพราะตอนนี้แผงลอยเริ่มเปิดขายแล้วและราคาก็สูงขึ้นกว่าเดิม
เจียงเซี่ยมองไปยังฝิ่นเจี่ยวในจาน แผ่นแป้งบางใสจนมองเห็นไส้ที่อัดแน่นอยู่ข้างใน ถึงแม้เธอจะไม่เคยกินมาก่อน แต่เพียงแค่มองก็รู้ได้ทันทีว่ามันต้องใช้ความพยายามและความใส่ใจในการทำมากเพียงใด เธอจึงกล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้มจากใจจริง
“ขอบคุณมากนะคะพี่สะใภ้ใหญ่”
การได้เห็นฝิ่นเจี่ยวทำให้แม่โจวนึกขึ้นได้ว่าควรจะฉวยโอกาสช่วงที่อากาศดีๆ แบบนี้ นึ่งแผ่นแป้งก๋วยเตี๋ยวแล้วนำไปตากแห้งเก็บไว้สำรอง ทุกๆ ปี แม่โจวจะทำเส้นก๋วยเตี๋ยวแห้งและวุ้นเส้นมันเทศแห้งด้วยตัวเอง เพื่อให้พ่อโจวและลูกชายนำติดตัวไปกินเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำร้อนๆ ในช่วงฤดูหนาวที่ต้องออกเรือ พ่อลูกตระกูลโจวทุกคนต่างก็ชื่นชอบเส้นก๋วยเตี๋ยวและวุ้นเส้นมันเทศฝีมือของแม่โจวเป็นอย่างมาก เธอจึงตัดสินใจว่าอีกสักครู่จะเริ่มแช่ข้าว พอถึงช่วงบ่ายก็จะนำไปโม่เป็นน้ำแป้ง และเริ่มลงมือนึ่งได้ในตอนเย็น
เถียนไฉ่ฮวานำฝิ่นเจี่ยวและเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้าไปเก็บไว้ในบ้าน ในขณะเดียวกันโจวเฉิงซินก็เดินเข้ามาในลานบ้านพอดี ที่บ้านของเขามีจักรยานเพียงคันเดียว เขาจึงมาที่บ้านเก่าเพื่อจะขอยืมจักรยานของพ่อโจวไปใช้
โจวเฉิงซินเอ่ยถามโจวเฉิงเหล่ยว่า “ปลาแห้งถุงไหนบ้างที่ต้องขนไปในเมือง เดี๋ยวพี่ช่วยเอาไปให้สักสองห่อ เอาห่อที่เล็กที่สุดสองห่อก็ได้”
โจวเฉิงเหล่ยกำลังง่วนอยู่กับการผูกตะกร้าเข้ากับรถมอเตอร์ไซค์ของเขา เพื่อเตรียมขนปลาแห้งไปส่งที่สถานีรถไฟในเมือง “ถุงที่วางอยู่บนพื้นนั่นแหละครับ ให้พวกพี่ช่วยเอาไปคันละห่อก็พอ”
เถียนไฉ่ฮวาเดินออกมาดู เห็นว่ามีปลาแห้งอยู่ทั้งหมดหกห่อ จึงรีบเสนอตัว “เดี๋ยวฉันช่วยเอาไปให้สองห่อก็ได้!”
เจียงเซี่ยรีบกล่าวขึ้น “ให้พี่ใหญ่ช่วยเอาไปแค่ห่อเดียวก็พอแล้วค่ะ ห่อหนึ่งหนักตั้งห้าสิบจิน มันหนักเกินไป”
“ไม่เป็นไรหรอก ผูกไว้บนจักรยาน ไม่ได้ใช้แรงฉันแบกสักหน่อย” เถียนไฉ่ฮวากล่าวอย่างไม่ใส่ใจ ในอดีตเธอก็เคยใช้จักรยานขนปลาหนักร้อยจินเข้าไปขายในเมืองมาแล้ว
“ไม่ต้องจริงๆ ค่ะ มอเตอร์ไซค์ของพวกเราผูกได้ตั้งสามสี่ห่อ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปยิ่งไม่เปลืองแรงเลยค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้” เถียนไฉ่ฮวายอมตกลง เธอเดินไปจับจักรยานของตัวเองให้มั่นคง ขณะที่โจวเฉิงซินยกปลาแห้งห่อหนึ่งขึ้นไปวางบนตะกร้าท้ายจักรยานของพ่อโจวซึ่งผูกตะกร้าไว้สองข้างซ้ายขวาพอดี จากนั้นเขาก็ยกอีกห่อหนึ่งขึ้นไปวางบนแผ่นไม้ที่ผูกติดไว้กับท้ายจักรยานของเถียนไฉ่ฮวาแล้วมัดให้แน่นหนา สองสามีภรรยาจึงออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ เจียงเซี่ยและโจวเฉิงเหล่ยก็ตามออกไป ทั้งสี่คนนัดเจอกันที่โรงงานเครื่องจักรกลการเกษตร
เมื่อหลายวันก่อนพวกเขาได้รับโทรศัพท์จากโรงงานแจ้งว่ารถไถที่สั่งจองไว้มีของแล้ว สามารถเข้าไปรับกลับได้เลย โจวเฉิงเหล่ยจึงนัดหมายว่าจะเข้าไปรับรถในวันนี้ เพราะเป็นวันที่ต้องเข้าไปส่งปลาแห้งในเมืองพอดี
สองสามีภรรยาเดินทางมาถึงโรงงาน ชำระเงินส่วนที่เหลือเรียบร้อย ก็สามารถขับรถไถคันใหม่ออกไปได้เลย
โจวเฉิงซินรับหน้าที่เป็นคนขับรถไถ พวกเขาช่วยกันยกจักรยานสองคันและปลาแห้งทั้งหมดขึ้นไปบนรถไถ จากนั้นก็มุ่งหน้าไปหาหลี่จื้อหัวตามที่นัดหมายไว้ โจวเฉิงเหล่ยได้โทรศัพท์หาหลี่จื้อหัวล่วงหน้าตั้งแต่ตอนที่ขับรถผ่านคอมมูนแล้ว โดยนัดเจอกันที่ทางเข้าตลาดอาหารทะเลตอนสิบเอ็ดโมง
ในการเดินทางเข้าเมืองครั้งนี้ โจวเฉิงเหล่ยมีความตั้งใจอีกอย่างหนึ่งซ่อนอยู่ เขาวางแผนที่จะซื้อร้านค้าเพิ่มอีกหนึ่งห้องเพื่อมอบเป็นของขวัญวันเกิดให้กับเจียงตง น้องชายของเจียงเซี่ย เหตุผลก็เพราะเมื่อเย็นวานนี้ เจียงตงได้โทรศัพท์มาบอกข่าวดีว่าเขาได้ซื้อเรือนสี่ประสานในเมืองหลวงไว้ให้พวกเขาเป็นของขวัญ โจวเฉิงเหล่ยรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรจะเอาเปรียบน้องเขย เขาจึงต้องหาทางตอบแทนในรูปแบบอื่นกลับไปให้สมน้ำสมเนื้อ
(จบบท)