บทที่ 433: ขอยืมรถ
รุ่งอรุณของวันใหม่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ไก่โห่ ณ ท่าเรือของหมู่บ้านชาวประมงเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวคึกคักตั้งแต่เวลาตีสี่ เสียงเครื่องยนต์ของเรือประมงดังกระหึ่มก้องไปทั่วบริเวณ สะท้อนถึงความกระตือรือร้นของเหล่าชาวประมงที่ต่างมุ่งหน้าออกสู่ท้องทะเลกว้าง
หลังจากที่ได้หยุดพักผ่อนกันมาหลายวัน ประกอบกับช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ ทุกคนจึงอยากจะฉวยโอกาสนี้เร่งหาเงินให้ได้มากที่สุดเพื่อการเฉลิมฉลองที่สมบูรณ์พูนสุข
โจวเฉิงเหล่ยก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อเตรียมตัวออกเรือ แม้ว่าฝนจะหยุดตกไปแล้ว แต่อากาศก็ยังคงหนาวเย็นยะเยือก โดยเฉพาะในช่วงเช้าตรู่เช่นนี้ ด้วยเหตุนี้เจียงเซี่ยจึงไม่ได้ออกเรือไปกับเขาในวันนี้ เพราะแม่โจวได้วางแผนไว้ว่าจะใช้เวลาทั้งวันทำขนม ‘หมี่ปิ่ง’ หรือขนมข้าวตอกอัด ซึ่งเป็นขนมพื้นบ้านที่ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกคนในครอบครัว
เจียงเซี่ยตื่นขึ้นมาในเวลาหกโมงครึ่ง ท้องฟ้าภายนอกยังคงมืดสลัว แสงแรกของวันยังไม่ทันจะปรากฏ สิ่งที่ปลุกเธอให้ตื่นจากการหลับใหลคือเสียงด่าทอที่ดังลั่นมาจากบ้านข้างๆ เป็นเสียงของภรรยาโจวปิงเฉียงที่กำลังสาดเสียเทเสียอย่างเกรี้ยวกราด เนื้อหาที่จับใจความได้นั้นดูเหมือนจะพุ่งเป้าไปที่เวินหว่าน โดยกล่าวหาว่าเธอเป็นตัวซวย เป็นดาวหายนะที่นำพาแต่เรื่องเดือดร้อนมาให้
ในหมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้ เสียงทะเลาะเบาะแว้งถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่เจียงเซี่ยคุ้นชินเสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสียงแม่ผัวกับลูกสะใภ้ พี่สะใภ้กับน้องสะใภ้ เพื่อนบ้านระหองระแหงกัน หรือแม้กระทั่งพ่อแม่ทะเลาะกับลูก ก็ล้วนเป็นเรื่องที่ได้ยินจนชินหู
แค่ลูกสะใภ้บ้านไหนตื่นสายหน่อยก็เป็นเรื่องได้! ลูกพี่ลูกน้องแย่งของเล่นกันก็เกิดสงครามย่อยๆ! ไก่บ้านตะวันออกหลุดไปจิกผักในสวนของบ้านตะวันตกก็สามารถลุกลามเป็นเรื่องใหญ่โตได้! สรุปคือ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็สามารถจุดชนวนให้เกิดการทะเลาะวิวาทได้ทั้งสิ้น และส่วนใหญ่มักจะเป็นคนหน้าเดิมๆ ไม่กี่ครอบครัวที่ผลัดกันสร้างสีสันให้กับหมู่บ้าน เจียงเซี่ยจึงรู้สึกเฉยๆ กับมันไปแล้ว
เพียงแต่ว่าการทะเลาะในเช้าวันนี้มันอยู่ใกล้หูเกินไปหน่อย และยังเริ่มต้นเช้าตรู่กว่าปกติเท่านั้นเอง
เธอลุกจากเตียง จัดการแปรงฟันล้างหน้าทำธุระส่วนตัวจนเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเดินลงมายังชั้นล่าง ภาพแรกที่เห็นคือพ่อโจวกำลังนั่งรับประทานอาหารเช้าอยู่เงียบๆ “เมื่อคืนพ่อกลับมากี่โมงคะ?”
เมื่อคืนนี้เธอเข้านอนตั้งแต่สามทุ่ม ตอนที่พ่อโจวกลับมาถึงบ้าน เธอจึงหลับสนิทไปแล้วโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวเลยแม้แต่น้อย คนที่ลงไปเปิดประตูให้ท่านคือโจวเฉิงเหล่ยที่ตั้งใจว่าจะรอจนถึงห้าทุ่มแล้วค่อยเข้านอน แต่พอเขาคิดจะล้มตัวลงนอนได้ไม่ทันไร พ่อของเขาก็กลับมาถึงพอดี
พ่อโจวแย้มยิ้ม “เมื่อคืนพ่อกลับมาถึงตอนห้าทุ่มน่ะ”
เจียงเซี่ยจึงเอ่ยปากถามถึงอาการของโจวกั๋วหัวไปตามมารยาท “แล้วโจวกั๋วหัวไม่เป็นอะไรมากใช่ไหมคะ?”
“หมอบอกว่ากระดูกหัวหน่าวหัก โชคดีที่มันไม่ได้เคลื่อนที่มากนัก ชิ้นส่วนกระดูกที่แตกก็ไม่เยอะ แต่คงต้องนอนพักฟื้นสักสามสี่เดือนกว่าจะหายดี”
พ่อโจวเล่าให้ฟัง ท่านยอมรับว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินชื่อกระดูกส่วนนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ เมื่อคืนที่โรงพยาบาลจึงนับว่าเป็นการเปิดโลกทัศน์ครั้งใหญ่สำหรับท่าน
ส่วนเจียงเซี่ยนั้น ในช่วงที่ว่างๆ เธอมักจะหยิบหนังสือทางการแพทย์เกี่ยวกับสตรีมีครรภ์ที่โจวเฉิงเหล่ยไปขอมาจากหมอเกามาอ่านอยู่เสมอ จึงพอจะมีความรู้อยู่บ้างว่ากระดูกหัวหน่าวคือกระดูกสองชิ้นที่อยู่บริเวณด้านหน้าของกระดูกเชิงกราน โดยมีเอ็นและกระดูกอ่อนเส้นใยเชื่อมต่อกันอยู่ บริเวณรอยต่อนี้เรียกว่า ‘แนวประสานกระดูกหัวหน่าว’
ในช่วงที่ผู้หญิงคลอดบุตร รอยแยกบริเวณแนวประสานนี้จะขยับขยายกว้างขึ้นเพื่อให้ทารกสามารถเคลื่อนผ่านออกมาได้อย่างสะดวก ระหว่างตั้งครรภ์ ระดับฮอร์โมนในร่างกายจะพุ่งสูงขึ้น เพื่อปรับสภาพร่างกายให้พร้อมรับการเจริญเติบโตของทารก กระดูกเชิงกรานก็จะขยายตัวกว้างขึ้นด้วย
หากในระหว่างการคลอดมีการเบ่งที่รุนแรงเกินไป ก็อาจส่งผลให้แนวประสานกระดูกหัวหน่าวแยกออกจากกัน หรือเอ็นยึดได้รับความเสียหายได้
หากการฟื้นฟูหลังคลอดไม่ดีพอ ก็อาจจะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมาได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดกระดูกหัวหน่าว ปวดหลัง ปวดท้อง มดลูกหย่อน ปัสสาวะเล็ด หรือแม้กระทั่งรูปร่างที่เสียทรงไปอย่างถาวร
พอเจียงเซี่ยอ่านมาถึงตรงนี้ เธอก็ตัดสินใจปิดหนังสือทันที ในเมื่อเธอตั้งใจว่าจะต้องมีลูกถึงสามคนรวด! เธอจึงคิดว่ารอให้คลอดลูกเสร็จเรียบร้อยก่อน แล้วค่อยมาศึกษาอย่างจริงจังว่าจะฟื้นฟูร่างกายอย่างไรดี เธอนึกถึงเพื่อนร่วมงานในชาติก่อนที่ต่างก็บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าพอคลอดลูกแล้วก็มีอาการปวดหลังเรื้อรังไม่หาย
เธอเดินเข้าไปในครัวเพื่อหาอาหารเช้า แม่โจวกำลังยืนหน้าเตาผัดข้าวสารอยู่ในกระทะเหล็กใบใหญ่อย่างขะมักเขม้น การทำขนมข้าวตอกอัดหรือหมี่ปิ่งนี้เป็นอาหารพื้นเมืองของบ้านเกิดแม่โจว ซึ่งเธอไม่ได้ทำมานานหลายปีแล้ว เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น แค่จะมีข้าวกินให้อิ่มท้องก็ยังยากลำบาก ต้องหุงข้าวผสมกับมันเทศ หรือไม่ก็ต้องต้มโจ๊กมันเทศเพื่อประทังชีวิต จะมีข้าวสารเหลือเฟือที่ไหนมาทำขนมกินเล่นกัน?
แต่ในปีนี้ ฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทุกมื้ออาหารล้วนเป็นข้าวสวยขาวๆ ไม่ใช่ข้าวมันเทศอีกต่อไป เธอจึงตั้งใจจะทำขนมนี้ให้ลูกๆ หลานๆ ได้ลิ้มลองกัน อีกทั้งยังวางแผนจะทำในปริมาณมาก คือหมี่ปิ่งห้าสิบจิน และขนมอัลมอนด์อีกสามสิบจิน เพื่อนำไปเป็นของขวัญของฝากในช่วงเทศกาลตรุษจีน ส่วนอัลมอนด์นั้นเป็นของขวัญปีใหม่ที่เพื่อนทหารของโจวเฉิงเหล่ยส่งมาให้
เจียงเซี่ยยกชามโจ๊กลูกเดือยปลิงทะเลของเธอมานั่งบนม้านั่งตัวเล็กๆ ข้างเตาไฟ ช่วยแม่สามีดูไฟไปพลาง รับประทานอาหารเช้าไปพลาง วันนี้พวกเขาจะเริ่มทำหมี่ปิ่งกันก่อน การที่จะต้องคั่วข้าวสารปริมาณถึงห้าสิบจินให้สุกหอมนั้นไม่ใช่งานง่ายเลย แม่โจวต้องแบ่งคั่วถึงสามครั้งด้วยกัน
ข้าวสารจะต้องถูกคั่วจนเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองอ่อนๆ ต้องระวังไม่ให้ไหม้จนเกินไป ขนมที่ทำออกมาจึงจะหอมอร่อย พอคั่วเสร็จกระทะแรก แขนของแม่โจวก็เริ่มอ่อนแรงเสียแล้ว พ่อโจวจึงเข้ามาช่วย โดยสองสามีภรรยารับผิดชอบกันคนละกระทะ
ในขณะนั้นเอง ภรรยาของโจวปิงเฉียงก็เดินยิ้มแฉ่งเข้ามาในครัว “ทำอะไรกันอยู่จ้ะ? หอมเชียว!”
แม่โจวตอบกลับไปเรียบๆ “ทำขนมหมี่ปิ่ง มีธุระอะไรรึเปล่า?”
ภรรยาของโจวปิงเฉียงยังคงยิ้มกว้าง “ก็กั๋วหัวน่ะสิ ยังต้องนอนโรงพยาบาลอีกพักใหญ่เลย ฉันก็เลยอยากจะรบกวนอาเหล่ยให้ช่วยขับรถไปส่งที่ในเมืองหน่อย จะได้เอาเสื้อผ้าไปให้สองพ่อลูกเขาเปลี่ยน แล้วก็เอาของกินไปส่งด้วย”
พ่อโจวเป็นผู้ตอบ “อาเหล่ยออกเรือไปแล้ว”
ภรรยาของโจวปิงเฉียงรีบกล่าวต่อ “ถ้าวันนี้ไม่ได้ งั้นก็เป็นพรุ่งนี้ก็ได้! ช่วงใกล้สิ้นปีแบบนี้ รถประจำทางเข้าเมืองคนแน่นเป็นปลากระป๋องทุกเที่ยวเลย ฉันกลัวว่าจะหอบข้าวของเยอะแยะเบียดขึ้นรถไม่ไหวน่ะสิ”
เจียงเซี่ยเป็นฝ่ายแทรกขึ้นมา “พรุ่งนี้ก็ไม่ว่างค่ะ”
ภรรยาของโจวปิงเฉียงยังไม่ยอมแพ้ “ถ้างั้นก็มะรืนแล้วกัน!”
คราวนี้เจียงเซี่ยตอบกลับไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ “มะรืนก็ไม่ว่างค่ะ ช่วงนี้พวกเราไม่ว่างเลยสักวัน งานที่บ้านกองเป็นภูเขาเลยค่ะ ป้าเฉียงลองไปถามดูดีกว่านะคะว่ารถไถของกองผลิตจะว่างเมื่อไหร่”
เมื่อได้ยินดังนั้น ภรรยาของโจวปิงเฉียงก็เปลี่ยนแผนทันที “อ้าว พวกเธอไม่ว่างกันเลยเหรอ? ถ้างั้น...ขอยืมรถจี๊ปคันนั้นไปใช้หน่อยได้ไหมล่ะ! เดี๋ยวฉันจะให้กั๋วหงลูกชายอีกคนเป็นคนขับพาไปเอง ไหนๆ ก็จะไปแล้วจะได้พาเวินหว่านไปล้างแผลที่โรงพยาบาลด้วยเลย ข้อเท้าเธอแพลง นั่งรถไถไม่สะดวกหรอก ไม่งั้นก็คงไม่มารบกวนพวกเธอแต่แรกแล้ว ไม่ต้องห่วงนะ กั๋วหงลูกชายฉันขับรถเป็น”
เจียงเซี่ยสวนกลับด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ข้อเท้าแพลงนี่คะ ไม่ใช่ก้นแพลง นั่งรถไถมันจะไม่สะดวกตรงไหนกัน?” จากนั้นเธอก็ร่ายยาวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่เฉียบขาด
“จะยืมก็ได้ค่ะ แต่ก่อนอื่น เอาเงินมาให้ฉันก่อนสองร้อยหยวน! หนึ่งร้อยหยวนเป็นค่ามัน หนึ่งร้อยหยวนเป็นค่าเช่ารถ แล้วก็ไปซื้อประกันภัยรถยนต์มาด้วยนะคะ จากนั้นก็ไปจ้างทนายมาที่นี่เพื่อร่างหนังสือค้ำประกัน ระบุให้ชัดเจนว่าหากเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น ทางคุณต้องรับผิดชอบทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว เจ้าของรถไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเจ้าของรถไม่ได้ยินยอมให้ยืม! และต้องรับประกันด้วยว่าจะชดใช้เป็นรถคันใหม่เอี่ยมให้ฉัน ไม่ว่ารถจะมีรอยขีดข่วนหรือสกปรกแค่ไหน ฉันก็จะเปลี่ยนคันใหม่เท่านั้นค่ะ! เมื่อไหร่ที่คุณเตรียมทุกอย่างที่ฉันว่ามาครบถ้วนแล้ว ก็มาเอารถไปได้เลยค่ะ!”
ภรรยาของโจวปิงเฉียงถึงกับอ้าปากค้าง นิ่งอึ้งไปอย่างสิ้นเชิง เธอไม่เคยพบเคยเห็นใครที่ไร้ยางอายและพูดจาไร้สาระได้ถึงเพียงนี้มาก่อนในชีวิต!
ภรรยาของโจวปิงเฉียงเดินกระทืบเท้าจากไปอย่างหัวเสีย เจียงเซี่ยได้ยินเสียงเธอกลับไปด่าทอโวยวายอยู่ที่บ้านข้างๆ ซึ่งคราวนี้เวินหว่านก็โดนหางเลขไปด้วย จากนั้นเธอก็เดินไปยังสวนผัก และในเวลาไม่นาน เรื่องราวเงื่อนไขการขอยืมรถของเจียงเซี่ยก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
แน่นอนว่าเจียงเซี่ยไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องพวกนี้แม้แต่น้อย ยิ่งทุกคนรู้ก็ยิ่งดีเสียอีก
ขั้นตอนการทำหมี่ปิ่งยังคงดำเนินต่อไป ต้องคั่วข้าวสารให้สุก คั่วถั่วลิสง คั่วงา การใส่ถั่วลิสงบดและงาขาวคั่วลงไปจะทำให้หมี่ปิ่งมีกลิ่นหอมน่ารับประทานยิ่งขึ้น แต่ข้อเสียคือจะเก็บไว้ได้ไม่นานเท่าแบบที่ไม่ใส่ แม่โจวจึงทำแบบใส่ถั่วลิสงเพียงสิบจินเท่านั้น ซึ่งถั่วลิสงและงาคั่วนั้นเถียนไฉ่ฮวาเป็นผู้คั่วแล้วนำมาส่งให้
เมื่อคั่วข้าวสารเสร็จแล้ว พ่อโจวก็รับหน้าที่นำไปที่โรงสีของหมู่บ้านข้างๆ เพื่อบดให้เป็นผงละเอียด จากนั้นก็นำกลับมาผสมกับน้ำเชื่อมที่เคี่ยวจนเหนียวข้น ใส่ถั่วลิสงและงาลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากันดี แล้วจึงนำไปอัดลงในแม่พิมพ์ไม้ที่แกะสลักเป็นลวดลายมงคล กดให้แน่น แล้วจึงเคาะออกมา จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า ‘ขนมข้าวตอกเคาะ’
หมี่ปิ่งที่เพิ่งเคาะออกจากพิมพ์จะยังมีความชื้นจากน้ำเชื่อมอยู่ ต้องนำไปเรียงในกระทะเหล็กใบใหญ่แล้วใช้ไฟอ่อนๆ อบให้แห้งทีละชิ้น ขนมที่ได้ออกมานั้นทั้งหอมทั้งหวาน แต่ก็มีความแข็งเป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่แข็งนิดหน่อย แต่มันแข็งมาก!
เจียงเซี่ยลองชิมไปหนึ่งชิ้น เธอแทบจะกัดจนฟันหัก! เธอหัวเราะออกมา “นี่เอาไปให้เด็กทำเป็นขนมขบเคี้ยวฝึกกัดได้เลยนะคะเนี่ย!”
หากฟันไม่แข็งแรงจริง มีหวังว่าคงไม่ได้ลิ้มรสแน่นอน แต่มันก็หอมอร่อยอย่างน่าประหลาด มีเพียงรสชาติหวานธรรมชาติจากน้ำตาลกรวดเท่านั้น ไม่ได้เติมแต่งอะไรอย่างอื่นเลย
เจียงเซี่ยและเด็กๆ รับหน้าที่เคาะขนมออกจากพิมพ์ ส่วนเถียนไฉ่ฮวา พ่อโจว และแม่โจวรับหน้าที่อบขนม พวกเขาถึงกับต้องใช้เตาไฟทั้งที่บ้านเก่าและบ้านใหม่พร้อมๆ กัน ต่อมาเมื่อคุณย่าทวดและเหอซิ่งหวนได้กลิ่นหอมโชยไปก็อดใจไม่ไหว ต้องเดินข้ามมาช่วยอีกแรง
ทุกคนต่างยุ่งวุ่นวายอยู่กับการทำขนมจนกระทั่งโจวเฉิงเหล่ยกลับมาจากการออกเรือนั่นแหละ งานจึงเสร็จสิ้นพอดี
เจียงเซี่ยยื่นหมี่ปิ่งชิ้นหนึ่งที่มีตัวอักษร ‘ฝู’ ซึ่งหมายถึงโชคดี ให้กับเขา “ฉันทำเองเลยนะคะ ลองชิมดูสิ”
โจวเฉิงเหล่ยรับมาแล้วใส่เข้าปาก เสียงดัง ‘กร๊อบ!’ ดังกังวาน มันแข็งเป็นพิเศษจริงๆ
“อร่อย” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม “ยิ่งแข็งยิ่งอร่อย”
(จบบท)