บทที่ 446: ไออุ่นรักในวันเริ่มต้นปี
แสงอาทิตย์แรกแห่งวันขึ้นปีใหม่สาดส่องเป็นลำบางๆ ผ่านช่องว่างของผ้าม่านเข้ามาในห้องนอน โจวเฉิงเหล่ยค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ความอบอุ่นจากร่างของภรรยาที่ซุกอยู่ในอ้อมแขนทำให้เขารู้สึกถึงความสุขสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เมื่อคืนนี้ เขากับเจียงเซี่ยเพิ่งจะได้สัมผัสกับการดิ้นของลูกในท้องกันเป็นครั้งแรก ความตื่นเต้นระลอกใหม่ที่ซัดเข้ามาในหัวใจทำให้ทั้งคู่ต่างพากันนอนไม่หลับ แม้แต่เจียงเซี่ยที่ปกติแล้วเป็นคนประเภทหัวถึงหมอนก็หลับได้ในทันที คืนนี้กลับตาแป๋วด้วยความยินดี ส่วนโจวเฉิงเหล่ยผู้ซึ่งมีพละกำลังล้นเหลืออยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาตื่นตัวและคึกคักยิ่งกว่าปกติหลายเท่า
สุดท้ายเพราะเป็นห่วงว่าภรรยาจะพักผ่อนไม่เพียงพอและรู้สึกอ่อนเพลียในตอนเช้า เขาจึงโน้มลงไปจุมพิตเธออย่างยาวนานและอ่อนโยน ใช้สัมผัสอันแสนหวานขับกล่อมจนเธอยอมเข้าสู่ห้วงนิทราไปในที่สุด หลังจากนั้นคุณพ่อมือใหม่ที่ยังคงตื่นเต้นไม่หายก็ได้แต่หยอกล้อเล่นกับลูกๆ ผ่านหน้าท้องของภรรยาอยู่คนเดียวเงียบๆ แต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวเล็กทั้งสามจะหมดแรงและหลับใหลไปพร้อมกับมารดาของพวกเขาเสียแล้ว จึงไม่มีการตอบสนองใดๆ กลับมาอีก
โจวเฉิงเหล่ยทอดสายตามองใบหน้ายามหลับอันแสนหวานของภรรยาที่ยังคงนอนหลับสนิทอยู่ในอ้อมกอดของเขา เขานอนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน เพราะกลัวว่าเพียงการเคลื่อนไหวเล็กน้อยก็จะไปรบกวนการพักผ่อนอันแสนสุขของเธอได้
เจียงเซี่ยนอนหงาย หนุนแขนของเขาต่างหมอน ศีรษะเอียงเล็กน้อยพิงอยู่บนหมอนอีกที หน้าผากของเธอแนบชิดอยู่กับปลายคางของเขา ลมหายใจอุ่นๆ ที่แผ่วเบาเป่ารดอยู่บนลำคอของเขาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าเธอกำลังหลับลึกและสบายเพียงใด
ส่วนตัวเขาเองนอนในท่าตะแคง แขนข้างหนึ่งที่แข็งแรงยาวเหยียดอ้อมผ่านหน้าท้องนูนๆ ของเธอไปโอบกอดร่างของเธอเอาไว้ ในขณะที่แขนอีกข้างที่เธอใช้หนุนนอนก็งอขึ้นเล็กน้อย โดยที่ฝ่ามือใหญ่ของเขาวางทาบอยู่บนตัวเธออย่างปกป้อง ขาทั้งสองข้างเกี่ยวพันกันไว้หลวมๆ ทำให้ร่างทั้งร่างของเธอถูกโอบล้อมอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างสมบูรณ์
มือข้างหนึ่งของเจียงเซี่ยวางพาดอยู่บนแขนของเขาเบาๆ ส่วนอีกข้างกำรอบข้อมือของเขาไว้หลวมๆ ราวกับจะยึดเหนี่ยวเขาไว้ใกล้ตัว ร่างกายของเธอถูกโอบอุ้มไว้ด้วยไออุ่นและกลิ่นกายอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาที่สดชื่นราวกับท้องทะเล ทำให้เธอหลับใหลไปในโลกแห่งความฝันอย่างปลอดภัยและมั่นคง จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงเก้าโมงเช้าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
วันนี้เป็นวันแรกของปีใหม่ ไม่มีภารกิจเร่งด่วนใดๆ ที่ต้องทำ โจวเฉิงเหล่ยจึงนอนนิ่งๆ เป็นเพื่อนเธอ ปล่อยให้เธอได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มเท่าที่เธอต้องการ
เดี๋ยวนี้เจียงเซี่ยคุ้นชินกับการนอนหนุนแขนของเขาตลอดทั้งคืนไปเสียแล้ว และตัวเขาเองก็สามารถนอนในท่าเดิมได้โดยไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อยไปจนถึงเช้า แต่ภรรยาของเขานั้นแตกต่างออกไป เธอเป็นคนนอนดิ้นและชอบพลิกตัวไปมาอยู่เสมอ เดี๋ยวก็หันไปนอนตะแคงซ้าย เดี๋ยวก็พลิกมานอนตะแคงขวา บางครั้งก็นอนหงายสบายๆ บางทีก็ซุกใบหน้าเข้ากับซอกไหล่ของเขา บางทีก็หันหลังพิงแผ่นอกกว้างของเขาอย่างออดอ้อน
เวลาที่รู้สึกร้อน เธอก็จะชอบเตะผ้าห่มออกไป แต่พออากาศเย็นลง เธอก็จะมุดกลับเข้ามาในผ้าห่มแล้วขดตัวซุกอยู่ในอ้อมแขนของเขาราวกับลูกแมวตัวน้อยๆ
พฤติกรรมการนอนของเธอนี่เองที่ทำให้ท่าทางการนอนของโจวเฉิงเหล่ยในแต่ละคืนไม่เคยซ้ำกันเลยสักวัน เขาตื่นขึ้นมาในตอนเช้าพร้อมกับท่าทางการกอดเธอที่แตกต่างกันออกไปเสมอ
ในช่วงแรกที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เพียงแค่เธอขยับตัวเล็กน้อยเขาก็จะตื่นขึ้นมาทันที แต่ตอนนี้เขาคุ้นชินกับมันเสียแล้ว แม้ในยามที่หลับลึก จิตใต้สำนึกของเขาก็จะคอยโอบกอดและปกป้องเธออยู่เสมอ คอยจัดท่าทางให้เธอได้นอนในตำแหน่งที่สบายที่สุดภายในอ้อมแขนของเขา
โจวเฉิงเหล่ยจ้องมองใบหน้ายามหลับอันแสนสงบของเจียงเซี่ย พลางนึกถึงเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการนอนของเธอด้วยรอยยิ้ม เวลาผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว
เขาตื่นนอนตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า แต่เจียงเซี่ยเพิ่งจะลืมตาขึ้นมาตอนเก้าโมงครึ่ง เธอยังคงดูงัวเงียอยู่เล็กน้อย ก่อนจะยกมือขึ้นขยี้ตาเบาๆ “นี่กี่โมงแล้วคะ?”
“ยังเช้าอยู่เลย” โจวเฉิงเหล่ยพูดพลางดึงมือของเธอลงมากุมไว้ เพราะการขยี้ตาแรงๆ นั้นไม่ดีต่อดวงตา เขาก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของเธอแผ่วเบาเพื่อปลุกให้เธอตื่นเต็มตา
และแล้ว...วันแรกของปีใหม่ก็ได้เริ่มต้นขึ้นด้วยบทเพลงรักอันแสนหวานที่คนทั้งสองร่วมกันบรรเลง...เป็นการเริ่มต้นปีที่อบอวลไปด้วยไอรักและความสุขอย่างแท้จริง
***
กว่าเจียงเซี่ยจะลงมาชั้นล่าง เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบสิบเอ็ดโมงครึ่งแล้ว เรียกว่าข้ามมื้อเช้าไปทานมื้อกลางวันได้เลยทีเดียว
ตามธรรมเนียมของบ้านตระกูลโจว ในวันแรกของปีใหม่ทุกคนจะทานอาหารมังสวิรัติ แม่โจวกำลังง่วนอยู่กับการล้างผักอยู่ข้างบ่อน้ำหลังบ้าน
เจียงเซี่ยเห็นดังนั้นก็รู้สึกเกรงใจเล็กน้อย “แม่คะ กำลังจะทำอะไรทานกันเหรอคะ? เดี๋ยวหนูทำเองค่ะ”
โจวเฉิงเหล่ยยังคงจัดการกับผ้าปูที่นอนที่เพิ่งผ่านสมรภูมิรักมาหมาดๆ อยู่บนชั้นบน
แม่โจวหันมายิ้มอย่างใจดี “ไม่ต้องหรอกลูก ไปทานมื้อเช้าก่อนเถอะ อาหารยังอุ่นอยู่ในหม้อนั่นแหละ วันนี้ไม่มีอะไรต้องทำยุ่งยากมากนักหรอก เพราะเราจะทานมังสวิรัติกัน แล้วบ้านของลูกล่ะ มีธรรมเนียมแบบนี้บ้างหรือเปล่า? บ้านเดิมของแม่ไม่มีหรอกนะ เพิ่งจะมาทำตอนแต่งเข้ามาอยู่ที่นี่แหละ”
ในหนึ่งปีสามร้อยหกสิบห้าวันของบ้านตระกูลโจว จะมีเพียงวันขึ้นปีใหม่วันเดียวเท่านั้นที่ทุกคนจะพร้อมใจกันทานอาหารมังสวิรัติ นอกจากนี้ในวันสำคัญนี้ยังมีความเชื่อที่สืบทอดกันมาว่าจะไม่ใช้มีด ไม่กวาดบ้าน และไม่อาบน้ำอีกด้วย
เจียงเซี่ยเองก็ไม่แน่ใจว่าบ้านเดิมของเธอมีธรรมเนียมเช่นนี้หรือไม่ จึงได้แต่ยิ้มตอบไปว่า “อาหารมังสวิรัติก็อร่อยดีนะคะ เดี๋ยวหนูทำเมนูอร่อยๆ ให้ทานสักสองสามอย่างดีกว่าค่ะ”
ว่าแล้วเธอก็เดินเข้าไปในครัว หยิบแผ่นแป้งทอดไส้ถั่วที่แม่โจวทำไว้ให้ขึ้นมาทาน ตามด้วยโจ๊กเม็ดบัวรากบัวอีกหนึ่งถ้วยเพื่อรองท้อง หลังจากนั้นจึงเริ่มลงมือเตรียมอาหารมื้อกลางวันอย่างจริงจัง
ถึงแม้จะเป็นมื้ออาหารมังสวิรัติ แต่เจียงเซี่ยก็ตั้งใจว่าจะเตรียมอาหารให้เต็มโต๊ะอย่างอลังการ ในบ้านมีกันอยู่ห้าคน เธอจึงตั้งใจจะทำอาหารหกอย่าง เพื่อเป็นเคล็ดให้ปีใหม่นี้มีแต่ความราบรื่นและโชคดี (ในภาษาจีน เลขหกออกเสียงคล้ายกับคำว่าราบรื่น)
ดังนั้นเจียงเซี่ยจึงรับหน้าที่เป็นแม่ครัวหลัก โดยมีแม่โจวเป็นผู้ช่วย สองแม่ผัวลูกสะใภ้ช่วยกันเตรียมอาหารกลางวันอย่างเข้าขา ไม่นานนักโจวเฉิงเหล่ยก็ตามลงมาสมทบและช่วยงานในครัวอีกแรง
หลังจากที่แม่โจวล้างผักและเตรียมวัตถุดิบทุกอย่างจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็ปล่อยให้สองสามีภรรยาได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันในครัวอย่างมีความสุข ส่วนตัวเธอเองก็ย้ายไปที่ครัวข้างๆ เพื่อทำเมนู ‘จับฉ่ายพระอรหันต์’ ซึ่งเป็นเมนูโปรดที่พ่อโจวต้องทานทุกปี
ในครัวหลัก เจียงเซี่ยกำลังผัดเมนูที่ชื่อว่า ‘จันทราในสระบัว’ ในขณะที่โจวเฉิงเหล่ยก็กำลังทอด ‘ไข่มันเทศทองคำ’ อย่างคล่องแคล่ว จากนั้นเจียงเซี่ยก็ทำ ‘ยำเห็ดหูหนู’ ส่วนโจวเฉิงเหล่ยก็ทำ ‘ผัดผักกาดขาวฉ่ากระทะ’ และ ‘ผัดมันฝรั่งเส้น’ อีกอย่าง
เวินหว่านนั่งอยู่ริมหน้าต่างบ้านของเธอ มองภาพสองสามีภรรยาที่กำลังช่วยกันทำอาหารในครัวด้วยกันอย่างมีความสุข พลางหัวเราะหยอกล้อกันไปมาด้วยความอิจฉา
ชีวิตคู่แบบนั้นต่างหากคือสิ่งที่เธอใฝ่ฝันมาตลอด...
เธอหันกลับไปมองโจวกั๋วหัวที่นอนพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บอยู่บนเตียง ในใจก็พลันรู้สึกอัดอั้นตันใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เพียงเพราะเขาได้รับบาดเจ็บ แม่ของเขาก็มาพาลด่าทอเธอทุกวี่ทุกวัน! ไม่เว้นแม้กระทั่งด่าว่าเธอเป็นตัวซวย!
หึ! ตัวซวยอย่างนั้นเหรอ! ถ้าไม่ใช่เพราะเธอรู้อนาคตและคอยเตือนโจวกั๋วหัวว่าเขาจะประสบอุบัติเหตุในอีกสองปีข้างหน้า ป่านนี้ลูกชายสุดที่รักของหล่อนก็คงได้กลายเป็นคนพิการไปแล้ว! ยังจะมีหน้ามาว่าเธอเป็นตัวซวยอีก!
เมื่ออาหารใกล้จะเสร็จเรียบร้อย แม่โจวก็บอกให้โจวโจววิ่งไปตามคุณปู่กลับมาทานข้าว
“ค่า!” โจวโจวรับคำเสียงใสแล้ววิ่งปรู๊ดออกไปทันที
“พ่อไปไหนเหรอคะ?” เจียงเซี่ยเอ่ยถาม
“น่าจะไปดูคนอื่นเขาเล่นไพ่มั้งครับ” โจวเฉิงเหล่ยตอบ
แม่โจวเสริมขึ้น “ใช่แล้วจ้ะ คงไปดูคนอื่นเขาเล่นไพ่นั่นแหละ ไม่ที่ร้านขายของชำก็ที่บ้านลุงกุ้ย ในหมู่บ้านเราทุกปีก็จะมีคนตั้งวงเล่นไพ่กันอยู่แค่สองที่นี่แหละ”
วันนี้ทุกคนในบ้านตื่นนอนกันค่อนข้างสาย เพราะเมื่อคืนนอนดึก ประกอบกับวันนี้เป็นวันหยุดที่ไม่ต้องทำอะไร เป็นช่วงเวลาพักผ่อนที่หาได้ยาก พ่อโจวเองก็นอนตื่นสายถึงสิบโมงครึ่ง หลังจากนั้นจึงออกไปเดินเล่นในหมู่บ้านเพื่อดูคนอื่นเขาเล่นไพ่โป๊กเกอร์กับไพ่นกกระจอก
ในช่วงเทศกาลปีใหม่ คนที่ออกไปทำงานต่างเมืองก็จะเดินทางกลับมาบ้านเกิด ทุกคนจึงมีเวลาว่างที่จะนัดเจอกันเพื่อเล่นไพ่และไพ่นกกระจอกเป็นเรื่องปกติ
พ่อโจวไม่เล่นการพนันทั้งสองอย่าง เพราะแม่โจวไม่ชอบ และตัวเขาเองก็ไม่ได้ชอบเช่นกัน แต่ในวันขึ้นปีใหม่ที่ไม่ได้ต้องไปเยี่ยมญาติที่ไหนและไม่ได้ต้องออกเรือหาปลา ทำให้เขามีเวลาว่างเหลือเฟือ เขาจึงมักจะออกไปดูคนอื่นเล่นไพ่และพูดคุยสังสรรค์กับชาวบ้านคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน
โจวโจววิ่งออกไปได้ไม่นานก็เดินกลับมาพร้อมกับพ่อโจว
“ไปไหนมา? กับข้าวจะเสร็จแล้ว ยังไม่รู้จักกลับบ้านกลับช่องอีก” แม่โจวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงติดจะดุเล็กน้อย
พ่อโจวหัวเราะร่า “นี่ก็กลับมาแล้วไงจ้ะ พ่อไปดูเขาเล่นไพ่นกกระจอกที่บ้านอากุ้ยมา วันนี้ดวงดีเป็นพิเศษเลยถูกพ่อตาของเฉิงเซินรั้งตัวไว้เสียนานเลย”
แม่โจวได้ฟังก็ถลึงตาใส่ทันที “นี่ไปเล่นไพ่มาเหรอ?”
โจวเฉิงเหล่ยเองก็หันไปมองบิดาของเขาเช่นกัน
พ่อโจวยังคงยิ้มอย่างอารมณ์ดี “เปล่าซะหน่อย พ่อไม่ได้เล่นเองหรอกน่า! พอดีพ่อตาของเฉิงเซินเขาแพ้ติดๆ กันหลายตา เลยดึงให้พ่อไปช่วยจับไพ่ให้ เขาบอกว่าช่วงนี้พ่อดวงดีที่สุดในคอมมูนแล้ว พ่อก็เลยลองช่วยจับให้เขาดูสองสามตา ไม่น่าเชื่อเลยว่าดวงจะดีจริง ๆ! พอพ่อจับให้ทีไร เขาก็ชนะทุกทีเลย”
คนอื่นๆ ในวงเห็นดังนั้นก็พากันรบเร้าให้เขาช่วยจับไพ่ให้บ้าง จนพ่อโจวกลายเป็นคนเนื้อหอมที่ใครๆ ก็ต้องการตัวไปในทันที แต่เขาก็ไม่ได้ช่วยใครอื่น นอกจากพ่อของหลี่ซิ่วเสียน เพราะอย่างไรเสียก็ถือเป็นทองแผ่นเดียวกัน
พ่อโจวล้างมือจนสะอาดแล้วเข้ามาช่วยยกกับข้าว “รีบๆ ทานข้าวกันเถอะ พ่อตาของเฉิงเซินเรียกให้พ่อทานข้าวเสร็จแล้วรีบกลับไปช่วยเขาอีก”
แม่โจวที่กำลังยกชามและตะเกียบเข้ามาในบ้านได้ยินดังนั้นก็ไม่เห็นด้วยขึ้นมาทันที “จะไปช่วยอะไรกันนักหนา? ระวังจะติดใจแล้วลงไปเล่นเองเข้าล่ะ!!”
พ่อโจวอุ้มหม้อหุงข้าวไฟฟ้าเข้ามาในบ้านพลางให้คำมั่นสัญญา “ไม่หรอก พ่อเคยสัญญาอะไรกับแม่ไว้แล้วไม่ทำผิดสัญญาหรอกน่า ก็แค่ไปช่วยเขาจับไพ่เฉยๆ ไม่ได้ลงไปเล่นเองซะหน่อย”
แม่โจวเองก็เชื่อใจสามีของเธอ อย่างน้อยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ทุกสิ่งที่เขาสัญญาไว้กับเธอ เขาก็ทำได้เสมอมา
โจวเฉิงเหล่ยและเจียงเซี่ยช่วยกันยกกับข้าวอีกสองจานตามเข้ามาในบ้าน
ที่ชั้นสองของบ้านข้างๆ เวินหว่านได้ยินบทสนทนาของพวกเขาอย่างชัดเจน เธอคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย
พ่อของเจียงเซี่ย ... ถ้าเขารู้ว่าพ่อของลูกเขยกำลังจะถูกจับข้อหาเล่นการพนัน... ไม่รู้ว่าจะรู้สึกอับอายขายหน้าขนาดไหนกันนะ?
พรุ่งนี้ก็เป็นวันที่ต้องกลับไปเยี่ยมบ้านพ่อแม่ฝ่ายหญิงแล้วนี่นา... คงจะสนุกน่าดูชมเลยทีเดียว
(จบบท)