บทที่ 449 กลับบ้านพ่อตาแม่ยาย
เจียงตงรับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงจำเป็น พาโจวโจวลงไปเล่นข้างล่างอาคารที่พัก
บริเวณนั้นมีสวนสาธารณะขนาดย่อม และในสวนก็มีเนินดินเล็กๆ ลูกหนึ่ง ความซุกซนของชายหนุ่มก็ผุดขึ้นมาทันที เขาแอบย่องไปหยิบกระดานนวดแป้งของคุณแม่เจียงมาใช้ต่างเป็นกระดานเลื่อน แล้วจูงมือเด็กหญิงไปยังสวนสาธารณะแห่งนั้น เสียงหัวเราะคิกคักของโจวโจวดังขึ้นไม่ขาดสายขณะที่ทั้งสองสไลด์ตัวลงมาจากเนินดินเตี้ยๆ เล่นกันจนเกือบสิบเอ็ดโมงจึงยอมกลับขึ้นไปกินข้าวที่บ้าน
พออิ่มหนำสำราญกับมื้อกลางวันแล้ว เจียงตงก็ยังคงเปี่ยมด้วยพลัง เขาจูงมือหลานสาวตัวน้อยออกไปเดินเล่นที่ถนนคนเดินในตัวเมืองอีกครั้ง
สองน้าหลานพากันเดินสำรวจและลิ้มลองของกินเล่นตั้งแต่หัวถนนจรดท้ายถนน ความสุขของเด็กหญิงเบ่งบานเต็มที่เมื่อในมือเต็มไปด้วยของเล่นและของอร่อย ทั้งกังหันไม้ไผ่ที่หมุนติ้วยามต้องลม ของเล่นหลากสีสันที่พลิกเปลี่ยนลวดลายได้ไม่รู้จบ และน้ำตาลปั้นรสหวานหอมที่ค่อยๆ ละลายในปาก ไม่ว่าจะเป็นของกินหรือของเล่น เจียงตงก็พร้อมจะควักกระเป๋าจ่ายเพื่อรอยยิ้มของหลานสาว
ค่ำคืนนั้นเจียงเซี่ยและโจวเฉิงเหล่ยตัดสินใจค้างคืนที่บ้านของพ่อแม่เธอ
วันรุ่งขึ้นคือวันชิวซา (วันขึ้น 3 ค่ำ) ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วจะเป็นวันที่ครอบครัวได้พักผ่อนอยู่กับบ้าน ไม่ต้องเดินทางไปเยี่ยมญาติที่ไหน ทั้งสองจึงถือโอกาสนี้อยู่เป็นเพื่อนพ่อแม่เจียงอีกหนึ่งวันเต็มๆ และตั้งใจว่าจะเดินทางกลับในตอนค่ำของวันนั้น
การจัดสรรที่นอนในคืนนี้จึงเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย โจวโจวได้นอนกับเจียงเซี่ยผู้เป็นอาสะใภ้ ส่วนโจวเฉิงเหล่ยก็ต้องไปนอนกับเจียงตงในอีกห้องหนึ่ง
ทว่าชายหนุ่มกลับข่มตาให้หลับลงไม่ไหว ในหัวของเขาเต็มไปด้วยความกังวลว่าโจวโจวจะนอนดิ้นแล้วเผลอไปเตะโดนท้องของเจียงเซี่ย ยิ่งไปกว่านั้น ภรรยาของเขาเองก็นอนดิ้นไม่ต่างจากเด็กๆ เช่นกัน
ภาพของ ‘เด็กสองคน’ นอนอยู่ด้วยกันบนเตียงเดียวกัน ทำให้หัวใจของคนเป็นสามีไม่สามารถสงบลงได้เลย
แต่ตรงกันข้ามกับความกังวลของเขาโดยสิ้นเชิง โจวโจวกลับหลับใหลอย่างมีความสุขในอ้อมกอดของอาสะใภ้ เด็กหญิงรู้สึกว่ากลิ่นกายของเจียงเซี่ยนั้นหอมละมุนอย่างน่าประหลาด คล้ายกับกลิ่นขนมหวานที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นใจ
“พี่เขย นอนไม่หลับเหรอครับ” เจียงตงที่ยังไม่หลับเช่นกันเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ
“อืม” โจวเฉิงเหล่ยตอบรับในลำคอ ก่อนที่ความคิดบางอย่างจะแวบเข้ามาในหัว เขาจึงเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน “คนที่เคยคบกับนายก่อนหน้านี้ เขายังมาหานายอีกหรือเปล่า นายได้เจอเธอบ้างไหม”
เจียงตงถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ...
นี่พี่เขยของเขานอนไม่หลับ เลยคิดจะลากเขาให้ตาค้างไปด้วยกันใช่ไหม ทำไมถึงได้ขยันหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยกันเป็นพักๆ อยู่เรื่อย
“ไม่ครับ” เขาตอบเสียงเรียบ
“ปีนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับพ่อนะ ทำอะไรก็ระวังตัวหน่อย อย่าให้ใครมาหลอกใช้หรือสร้างปัญหาได้” โจวเฉิงเหล่ยกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ผมทราบครับ”
เขาดูเป็นคนที่ไม่น่าไว้วางใจขนาดนั้นเลยหรืออย่างไรกันนะ ก่อนปีใหม่แม่ของเขาก็คอยพร่ำเตือนอยู่ทุกวัน มาตอนนี้ขนาดพี่เขยยังต้องมาเตือนกันกลางดึกในวันปีใหม่อีก
โจวเฉิงเหล่ยไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น เขารู้ดีว่าคนเราจะเติบโตและเรียนรู้ได้ก็จากประสบการณ์และความผิดพลาดของตนเอง ไม่ใช่จากการที่คนรอบข้างคอยพร่ำบอกหรือตักเตือนเพียงอย่างเดียว
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จและแสงแดดเริ่มสาดส่องลงมา ก็ถึงคราวของพ่อเจียงที่จะรับหน้าที่พาโจวโจวออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง
เป้าหมายของสองคุณตาหลานในวันนี้คือสนามเด็กเล่นในโรงเรียนอนุบาลของหน่วยงานราชการ ซึ่งมีสไลเดอร์ขนาดใหญ่ที่ทำจากโครงสร้างปูนซีเมนต์อย่างดี พื้นผิวขัดมันด้วยหินล้างจนเรียบลื่นและแข็งแรงทนทานเป็นพิเศษ
พ่อเจียงเพียงแค่เอ่ยปากกับยามเฝ้าประตู เขาก็สามารถพาโจวโจวเข้าไปเล่นข้างในได้อย่างง่ายดาย สนามเด็กเล่นแห่งนี้มักจะเป็นที่รวมตัวของผู้สูงอายุในละแวกนี้ที่พาหลานๆ มาวิ่งเล่นกันอยู่เสมอ และในวันนี้ก็มีเด็กๆ อยู่ก่อนแล้วสองสามคน
ด้วยความเอ็นดู พ่อเจียงจึงได้มอบอั่งเปาซองเล็กๆ ให้กับเด็กทุกคนที่อยู่ในสนาม
สำหรับโจวโจวผู้ไม่เคยได้สัมผัสกับของเล่นที่เรียกว่าสไลเดอร์มาก่อน นี่คือโลกใบใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด ตลอดทั้งเช้า เด็กหญิงปีนขึ้นลงและไถลตัวลงมานับสิบๆ ครั้งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เสียงหัวเราะสดใสของเธอดังก้องไปทั่วบริเวณ
พ่อเจียงนั่งลงบนม้านั่ง ปะปนไปกับกลุ่มผู้สูงวัยคนอื่นๆ พูดคุยเรื่องสัพเพเหระไปพลาง สายตาก็จับจ้องไปยังหลานสาวตัวน้อยด้วยความรักใคร่ ในวินาทีนั้น เขาไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตอะไรอีกต่อไป เป็นเพียงคุณตาธรรมดาๆ คนหนึ่งที่กำลังมองดูหลานสาวของตนเล่นอย่างมีความสุข
นี่เป็นครั้งแรกในความทรงจำของโจวโจว ที่เธอได้มาเยี่ยม ‘บ้านคุณตาคุณยาย’ ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ทุกๆ ปีที่ผ่านมา เมื่อถึงวันชิวหยี (วันขึ้น 2 ค่ำ) พี่ๆ ของเธอก็จะพากันไปบ้านคุณตาคุณยายของพวกเขา ทิ้งให้เธอต้องเล่นอยู่คนเดียวที่บ้านเสมอ
ในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้ว... การมาบ้านคุณตาคุณยายนี่มันสนุกและมีความสุขแบบนี้นี่เอง ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมพวกพี่ๆ ถึงได้ตั้งตารอคอยที่จะกลับมาเยี่ยมบ้านคุณยายในช่วงปีใหม่กันนัก
พอถึงช่วงบ่าย พ่อเจียงเห็นว่าหลานสาวยังคงติดใจการเล่นสไลเดอร์อยู่ จึงพาเธอไปเล่นอีกรอบอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เจียงเซี่ยที่เพิ่งตื่นจากการนอนพักผ่อนในช่วงบ่าย ชวนโจวเฉิงเหล่ยให้หยิบกล้องถ่ายรูปแล้วพากันเดินไปหาพ่อกับโจวโจวที่สนามเด็กเล่น
เมื่อไปถึง ภาพของสไลเดอร์ปูนขนาดใหญ่ที่ดูแข็งแรงทนทาน ต่างจากสไลเดอร์พลาสติกในยุคสมัยใหม่ ก็ปลุกความทรงจำในวัยเด็กของเธอขึ้นมาทันที เจียงเซี่ยรู้สึกคันไม้คันมือ อยากจะลองเล่นดูสักครั้ง
พ่อเจียงที่มองปราดเดียวก็อ่านความคิดของลูกสาวออก เอ่ยปรามขึ้นทันที “อย่าคิดเลยนะลูก รอให้เจ้าตัวเล็กคลอดก่อน แล้วค่อยพาลูกๆ มาเล่นก็แล้วกัน” เขาพูดพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “จะเป็นแม่คนอยู่แล้ว ยังจะซนเป็นเด็กไปได้”
โจวเฉิงเหล่ยไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่ยื่นมือไปกุมมือของเจียงเซี่ยเอาไว้แน่น ส่งผ่านความอบอุ่นและความเข้าใจไปให้เธอเงียบๆ
เมื่อถึงเวลาเย็นย่ำ พ่อเจียงกับโจวโจวที่อยากจะเข้าห้องน้ำพอดีจึงขอตัวกลับไปก่อน
บรรยากาศในสนามเด็กเล่นเริ่มเงียบสงบลง โจวเฉิงเหล่ยจึงหันมากระซิบข้างหูภรรยาด้วยน้ำเสียงซุกซน “คุณมานั่งบนตักผมสิ เดี๋ยวผมจะพาคุณไถลลงไปเอง ดีไหม”
เจียงเซี่ยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “แต่ว่า... ยังมีเด็กๆ อยู่เลยนะคะ”
ชายหนุ่มไม่ตอบ แต่รอยยิ้มมุมปากของเขากว้างขึ้น เขาลุกขึ้นเดินไปหาเด็กสองสามคนที่ยังวิ่งเล่นอยู่ ล้วงซองอั่งเปาออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้คนละซอง “ไปซื้อขนมที่ร้านค้าเล็กๆ ตรงนู้นกินกันนะ” เพียงเท่านั้น เด็กๆ ที่เหลือก็พากันวิ่งกรูกลับบ้านไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อปลอดคนแล้ว เขาก็อุ้มร่างของเจียงเซี่ยขึ้นมานั่งบนตัก โอบเอวเธอไว้มั่น แล้วพาไถลลงมาจากสไลเดอร์ด้วยกัน
เสียงหัวเราะของทั้งสองดังก้องอยู่ในความเงียบ พวกเขาเล่นกันอยู่สองสามรอบอย่างสนุกสนาน แต่แล้วจู่ๆ กลุ่มเด็กๆ ที่เพิ่งแยกย้ายไปก็วิ่งกลับมาพอดี ภาพที่เห็นทำให้ทุกคนถึงกับตาโตด้วยความประหลาดใจ
เจียงเซี่ยหน้าแดงระเรื่อ รีบดึงมือโจวเฉิงเหล่ยให้วิ่งหนีออกจากตรงนั้นทันที แต่ถึงจะเขินอายเพียงใด เธอก็ไม่สามารถหยุดรอยยิ้มกว้างที่ประดับอยู่บนใบหน้าได้เลย
โจวเฉิงเหล่ยเห็นภรรยามีความสุข ดวงตาและหัวคิ้วของเขาก็พลอยเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน
เย็นวันต่อมา หลังจากรับประทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว เจียงเซี่ยและโจวเฉิงเหล่ยก็เตรียมตัวเดินทางกลับ เพราะวันรุ่งขึ้นพวกเขามีแผนจะต้องไปเยี่ยมญาติที่บ้านของท่านตาทวด
ตอนที่มาถึง ของฝากก็เต็มสองไม้สองมืออยู่แล้ว แต่ตอนขากลับดูเหมือนว่าข้าวของจะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นไปอีก
เจียงเซี่ยหันไปชวนน้องชาย “เสี่ยวตง จะกลับไปเล่นที่หมู่บ้านกับพวกพี่ไหมล่ะ พรุ่งนี้พวกเราจะไปบ้านคุณตาทวดของพี่เหล่ย ที่นั่นขึ้นเขาไปขุดหน่อไม้ได้ด้วยนะ”
แม่เจียงรีบผสมโรงทันที “ไปเถอะลูก อยู่ที่บ้านก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว พรุ่งนี้เป็นต้นไปแม่กับพ่อก็ไม่ว่างอยู่ดูแลลูกแล้วด้วย”
โจวเฉิงเหล่ยเหลือบมองแม่ยายของเขาแวบหนึ่ง
เจียงตงถึงกับพูดไม่ออก เขาไม่มีอะไรทำที่ไหนกัน เขาขนหนังสือเรียน กลับมาตั้งหลายเล่ม ยังอ่านไม่จบเลยด้วยซ้ำ แถมช่วงปิดเทอมนี้เขาก็เพิ่งไปเรียนทำกับข้าวเมนูโปรดของเสี่ยวเหยียนกับพี่สาวมาจากป้าแม่บ้านแล้ว การดูแลตัวเองไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาสักนิด
ทว่าในใจลึกๆ เจียงตงก็ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่รักสนุก ความคิดที่จะได้ไปขุดหน่อไม้กับพี่สาวก็ดึงดูดใจเขาไม่น้อย ปีนี้พอไม่มีพี่สาวอยู่บ้านช่วงปีใหม่ บรรยากาศมันก็เงียบเหงาลงไปถนัดตา เขาจึงลังเลเล็กน้อย “แต่ว่า... คืนวันที่หกผมมีนัดเลี้ยงรุ่นกับเพื่อนๆ นะครับ”
“เพิ่งกลับมาก็ได้ไปเลี้ยงรุ่นไปแล้วรอบหนึ่งไม่ใช่เหรอ” แม่เจียงซักต่อ
“อันนั้นของเพื่อนมัธยมต้นครับ แต่วันที่หกนี่เป็นของเพื่อนมัธยมปลาย”
“แล้วงานเลี้ยงรุ่นมัธยมปลายนี่... เย่เสียนจะไปด้วยหรือเปล่า” แม่เจียงถามขึ้นอย่างตรงไปตรงมา “ลูกเจอเย่เสียนครั้งแรกก็ในงานเลี้ยงรุ่นมัธยมปลายนี่แหละใช่ไหม”
ถึงแม้ว่าช่วงสองสามวันนี้เธอจะไม่เห็นวี่แววของเย่เสียนเลย คาดว่าคงจะกลับบ้านไปฉลองปีใหม่เหมือนกัน แต่แม่เจียงก็ยังอดกังวลไม่ได้ว่าถ้าปล่อยเจียงตงไว้ที่นี่ ไม่ช้าก็เร็วคงต้องถูกหญิงสาวคนนั้นตามตอแยอีกเป็นแน่ ตอนนี้ขนาดจะให้ลูกชายลงไปทิ้งขยะข้างล่าง เธอยังไม่กล้าเลย
เธอมีเวลาว่างคอยจับตาดูเจียงตงได้แค่ไม่กี่วันนี้เท่านั้น หลังจากนี้ทั้งเธอและพ่อเจียงต่างก็มีงานที่ต้องทำ ไม่มีเวลามาคอยดูแลเขาได้ตลอด
ทั้งพ่อเจียงและเจียงเซี่ยต่างก็หันไปมองแม่เจียงเป็นตาเดียวกัน
เจียงตงถอนหายใจในใจ... มาอีกแล้วสินะ!
“ผมไม่ทราบครับ เราไม่ได้เรียนมัธยมปลายที่เดียวกัน”
ความจริงแล้ว ตอนที่เรียนอยู่มัธยมปลายเจียงตงไม่เคยรู้จักเย่เสียนมาก่อน แต่เธอเคยไปปรากฏตัวในงานเลี้ยงรุ่นของเขา โดยเพื่อนร่วมชั้นของเขาคนหนึ่งได้พาลูกพี่ลูกน้องสาวมาด้วย และลูกพี่ลูกน้องคนนั้นก็พาเย่เสียนมาอีกทอดหนึ่ง
นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้พบเย่เสียน แต่ก็ไม่ได้ทิ้งความประทับใจอะไรไว้ให้เขาเลย จนกระทั่งได้พบกันครั้งที่สองบนขบวนรถไฟที่เขาเดินทางไปเรียนต่อที่เมืองหลวงคนเดียว บังเอิญว่าพวกเขาได้นั่งอยู่ในตู้โดยสารเดียวกัน เย่เสียนเป็นฝ่ายเข้ามาทักทายเขาก่อน ซึ่งตอนนั้นเขาก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าเธอคือใคร จนกระทั่งเธอเอ่ยถึงเรื่องงานเลี้ยงรุ่นนั่นแหละ เขาถึงจะพอจำได้ลางๆ ว่ามีคนแบบนี้อยู่ด้วย แต่หน้าตาเป็นอย่างไรนั้นเขาไม่เคยสังเกตเลยสักนิด ทำให้เขารู้สึกเก้อไปเหมือนกัน
“ตอนปิดเทอมภาคฤดูร้อนลูกก็เพิ่งไปงานเลี้ยงรุ่นมัธยมปลายมาไม่ใช่เหรอ ปีหนึ่งจะไปอะไรกันบ่อยๆ ปีละครั้งก็พอแล้วน่า” แม่เจียงร่ายยาว
“ครั้งนี้ไม่ต้องไปแล้ว ไปเที่ยวกับพี่สาวแล้วก็พี่เขยเถอะ ทางฝั่งพี่สาวของลูกคนเยอะ รถคันเดียวคงนั่งไปไม่พอ ลูกขับรถไปอีกคันก็จะได้ช่วยรับส่งคนอื่นได้ด้วยไง”
ตอนแรกพ่อเจียงก็คิดจะปรามภรรยาว่าอย่าไปบงการชีวิตลูกนักเลย โตป่านนี้แล้ว นั่นก็ห้าม นี่ก็ไม่ให้ แต่พอได้ยินประโยคสุดท้ายของภรรยา เขาก็เปลี่ยนใจทันที
“นั่นสิเสี่ยวตง ไปเที่ยวกับพี่สาวแล้วก็พี่เขยเขาก็ดีเหมือนกันนะ”
เจียงตงพยักหน้าตอบรับ “ก็ได้ครับ งั้นผมไปเยี่ยมญาติขุดหน่อไม้กับพี่ก็ได้”
เมื่อคิดว่าการไปงานเลี้ยงรุ่นอาจจะได้เจอเย่เสียน เขาก็ไม่อยากจะไปขึ้นมาทันที ไม่ใช่เพราะเขากลัวเธอ แต่เขากลัวว่าจางฟู่เหยียนจะไม่สบายใจต่างหาก สำหรับเพื่อนสนิทในกลุ่มมัธยมปลายที่ยังติดต่อกันอยู่ ปกติแล้วก็นัดออกไปกินข้าวกันหรือเขียนจดหมายหากันอยู่แล้ว ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ จะได้เจอหรือไม่ก็ไม่ได้สำคัญอะไรนัก
“ถ้างั้นนายก็ไปเก็บเสื้อผ้าสักสองสามชุด แล้วไปกับพวกเราเลย” เจียงเซี่ยกล่าวสรุป
“ได้ครับ!” เจียงตงรับคำแล้วรีบวิ่งไปเก็บกระเป๋าเดินทางทันที
หลังจากที่พ่อเจียงและแม่เจียงโบกมือส่งลูกสาวและลูกเขยจนลับสายตาแล้ว เมื่อกลับเข้ามาในบ้าน พ่อเจียงก็หันไปถามภรรยาด้วยความสงสัย “สองวันนี้คุณเห็นเย่เสียนอีกแล้วเหรอ”
(จบบท)