บทที่ 451 – ความฝันลมๆ แล้งๆ
ภายในรถที่กำลังเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ บรรยากาศอบอวลไปด้วยความเงียบที่น่าอึดอัด เจียงเซี่ยครุ่นคิดถึงข้อมูลที่ได้รับมาครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปเอ่ยปากทำลายความเงียบ
"เพื่อนสมัยมัธยมคนที่ชวนเย่เสียนไปงานเลี้ยงรุ่นวันนั้น... ความสัมพันธ์ระหว่างนายกับเขาเป็นยังไงเหรอ สนิทกันมากไหม"
เจียงตงไม่ได้แสดงความแปลกใจกับคำถามของพี่สาวเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าเขารู้อยู่แล้วว่าเธอจะต้องถามถึงเรื่องนี้
"ก็แค่เพื่อนร่วมห้องธรรมดาๆ คนหนึ่งครับ ไม่ได้สนิทสนมเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้มีเรื่องบาดหมางอะไรกัน ตอนเรียนมัธยมปลายเราอยู่ห้องเดียวกันมาตลอด ผลการเรียนของผมเป็นที่หนึ่งของระดับชั้นเสมอ ส่วนหมอนั่นก็ตามมาเป็นที่สองไม่เคยเปลี่ยน"
แววตาของเขาฉายความเย็นชาขึ้นเล็กน้อย ขณะที่เอ่ยตอบคำถามที่เขารู้ว่าพี่สาวกำลังจะถามต่อไป
"คุณลุงของเขา ซึ่งก็คือคุณพ่อของลูกพี่ลูกน้องผู้หญิงคนนั้น ทำงานอยู่ที่หน่วยงานเดียวกับพ่อของเรา ส่วนคุณแม่ของเขาก็มีตำแหน่งเป็นถึงรองผู้อำนวยการโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ... พี่เองก็รู้จักสองพี่น้องคู่นั้นไม่ใช่เหรอ ผมจำได้ว่าพี่ไม่ชอบขี้หน้าพวกเขาสองคนมาตั้งแต่เด็กแล้วนี่นา"
เจียงเซี่ยคนนี้จะไปรู้จักพวกเขาได้อย่างไรกัน! แต่เพื่อไม่ให้เกิดความน่าสงสัย เธอจึงตอบรับไปตามน้ำ
"อืม... ใช่ พี่ไม่ชอบพวกเขา" เมื่อเห็นว่าน้องชายเข้าใจสถานการณ์แล้ว เธอก็ไม่ได้อธิบายอะไรให้มากความไปกว่านั้น เพียงแต่กำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"นายลองกลับไปทบทวนดูให้ดีๆ อีกครั้งนะ ว่าในบรรดาคนรู้จักร่วมกันระหว่างนายกับเย่เสียน มีใครคนไหนที่ควรจะตัดขาดการติดต่อก็จัดการซะ ส่วนใครที่ต้องระวังตัวเป็นพิเศษก็เพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น"
"ครับ ผมเข้าใจแล้ว" เจียงตงรับคำอย่างหนักแน่น
ทันใดนั้นเอง เจียงเซี่ยก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ "แล้ว...เรื่องที่นายกำลังคบหาอยู่กับเสี่ยวเหยียนนี่... มันคงไม่ใช่เพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอะไรแบบนั้นอีกนะ"
คำถามของพี่สาวราวกับไปสะกิดถูกปมในใจ เจียงตงรีบร้อนปฏิเสธเสียงหลง "ไม่ใช่แน่นอนครับพี่! อย่าพูดจาเหลวไหลสิครับ! ผมรักเสี่ยวเหยียนจริงๆ!"
*(เจียงตงเห็นเสี่ยวเหยียนเกือบเปลือยในโรงแรม)
ในวินาทีนั้นเอง เขาก็ได้ตระหนักรู้อย่างชัดเจนถึงความแตกต่างระหว่างการคบหากับใครสักคนเพียงเพราะ ‘ความรับผิดชอบ’ กับการคบหากับคนที่หัวใจ ‘รัก’ อย่างแท้จริง มันช่างแตกต่างกันราวกับสวรรค์และนรก
ตอนที่คบกับเย่เสียน เขารู้สึกอึดอัดและกระอักกระอ่วนใจทุกครั้งที่เธอพยายามจะเข้ามาใกล้ชิด ร่างกายของเขามักจะขยับถอยห่างออกไปเองโดยสัญชาตญาณทุกครั้งที่เธอพยายามจะแตะเนื้อต้องตัว ช่วงเวลาที่เขาทุ่มเทหมกมุ่นอยู่กับการทดลองในห้องแล็บ ต่อให้สองคนไม่ได้พบเจอกันนานนับสัปดาห์หรือครึ่งค่อนเดือน ในใจของเขากลับไม่เคยมีความรู้สึกโหยหาอาวรณ์หรือนึกถึงเธอเลยแม้แต่น้อยนิด
แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรเมื่อเป็นเรื่องของเสี่ยวเหยียน เขากลับโหยหาการได้ใกล้ชิดกับเธออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แค่เธอขยับกายเข้ามาใกล้เพียงนิดเดียว หัวใจของเขาก็เต้นระรัวรุนแรงราวกับกลองศึก เสียงของเธอเปรียบดั่งท่วงทำนองที่เขาอยากจะสดับฟังทุกวันไม่เคยเบื่อ และหากวันไหนไม่ได้พบหน้า ก็ขอแค่ได้ยินเสียงผ่านสายโทรศัพท์ก็ยังดี
ไม่ว่าจะยามกินข้าว ยามหลับใหล หรือทุกช่วงเวลาที่ว่างเว้นจากภารกิจ ในห้วงความคิดของเขาก็มีแต่ภาพของเธอวนเวียนอยู่ไม่เคยจางหาย ความปรารถนาในใจของเขามีเพียงเธอผู้เดียว แค่ได้ใช้เวลาอยู่เคียงข้างกายเธอก็เปรียบเสมือนความสุขล้นพ้นที่เติมเต็มหัวใจของเขาได้แล้ว
เจียงเซี่ยถึงกับนิ่งอึ้งไปกับคำสารภาพรักอันพรั่งพรูของน้องชาย
"โอเคๆ ไม่พูดก็ไม่พูดแล้ว พ่อคนคลั่งรัก จะร้อนตัวไปทำไมกัน"
เมื่อสบเข้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยความล้อเลียนของพี่สาว ใบหน้าของเจียงตงก็เห่อร้อนขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เขาบีบแตรส่งสัญญาณสั้นๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะหักพวงมาลัยจอดรถเข้าข้างทาง
"พี่ครับ พี่เขยขับรถช้าเป็นเต่าคลานขนาดนี้ พี่รีบย้ายไปนั่งรถคันหน้ากับเขาเถอะครับ ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังกว่าจะถึงบ้านก็คงสว่างคาตาพอดี"
ราวกับรับรู้ได้ รถคันหน้าเบรกกะทันหัน โจวเฉิงเหล่ยเปิดประตูลงจากรถอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตา เขาก็มาปรากฏตัวอยู่ข้างประตูฝั่งที่นั่งผู้โดยสารของรถคันหลัง เขาเปิดประตูออกกว้างแล้วมองเข้าไปยังเจียงเซี่ยด้วยสายตาเปี่ยมความหมาย "จะย้ายกลับมานั่งเป็นเพื่อนผมที่คันหน้าไหมครับ"
เจียงตงเบ้ปากอย่างหมั่นไส้
เขารู้อยู่แก่ใจว่าเหตุผลที่พี่เขยขับรถช้าแสนช้าก็เพราะต้องการหาเรื่องให้พี่สาวของเขาย้ายกลับไปนั่งเป็นเพื่อนเท่านั้นเอง
พี่เขยนี่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่น่าคบหาเอาเสียเลยจริงๆ
เจียงเซี่ยหันไปถลึงตาใส่สามีตัวดี "แผนของคุณสำเร็จแล้วนี่ ที่ขับรถแบบนี้ ก็เพราะอยากให้มันเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรกไม่ใช่หรือไง"
โจวเฉิงเหล่ยไม่รอช้า เขายื่นมือทั้งสองข้างออกไปประคองร่างของภรรยาอย่างทะนุถนอม "ผมเป็นห่วงว่าเจียงตงจะขับตามไม่ทันน่ะครับ เขาเพิ่งหัดขับรถได้ไม่นาน ฝีมือยังไม่น่าไว้วางใจ"
เจียงตงอยากจะกรอกตามองบน
"พี่เขยครับ รบกวนช่วยปิดประตูด้วย ผมจะใช้โอกาสนี้ฝึกปรือฝีมือการขับรถของผมแล้ว"
นี่มันดูถูกกันซึ่งๆ หน้าชัดๆ
โจวเฉิงเหล่ยโอบประคองรอบเอวของเจียงเซี่ยที่ดูหนาขึ้นเล็กน้อยอย่างระมัดระวัง เขาพยุงเธอถอยห่างออกมาสองสามก้าว ก่อนจะเอื้อมมือไปปิดประตูรถให้สนิท
เจียงตงไม่รอช้า เหยียบคันเร่งพารถพุ่งทะยานจากไปทันที ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันจางๆ
โจวเฉิงเหล่ยประคองเจียงเซี่ยกลับไปที่รถของตัวเองอย่างนุ่มนวล ในใจเขารู้ดีว่าภรรยาของเขา มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ดูแลได้ดีและน่าไว้วางใจที่สุด
เมื่อกลับมานั่งเคียงข้างโจวเฉิงเหล่ยเรียบร้อยแล้ว เจียงเซี่ยจึงเล่าข้อสันนิษฐานทั้งหมดของเธอให้เขาฟัง เพื่อขอความเห็นจากเขา
โจวเฉิงเหล่ยรับฟังอย่างตั้งใจก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่หนักแน่น "ปล่อยให้เจียงตงได้ใช้ความคิดและหาทางแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองไปก่อน ถ้าหากมันยากเกินกำลังของเขาจริงๆ ถึงตอนนั้นพวกเราค่อยยื่นมือเข้าไปช่วยก็ยังไม่สาย"
*
วันที่สี่ของเทศกาลตรุษจีน ครอบครัวของเจียงเซี่ยมีกำหนดการเดินทางไปเยี่ยมคารวะท่านตาที่หมู่บ้านในชนบท
เจียงตงอาสารับหน้าที่เป็นสารถีจำเป็นให้กับรถคันหนึ่ง
ส่วนรถอีกคันหนึ่งซึ่งโจวเฉิงเหล่ยเป็นผู้ขับ มีเจียงเซี่ย โจวโจว โจวอิ๋ง และสี่พี่น้องกวงจงเย่าจู่นั่งโดยสารไปด้วยกันอย่างสนุกสนาน พวกเด็กๆ ต่างพากันแย่งชิงที่จะได้นั่งรถของอาเล็กและอาสะใภ้คนสวย
ดังนั้น รถคันที่เจียงตงขับจึงกลายเป็นรถของผู้ใหญ่โดยปริยาย ซึ่งประกอบไปด้วยพ่อโจว แม่โจว เถียนไฉ่ฮวา โจวเฉิงซิน โจวเฉิงเซิน และหลี่ซิ่วเสียน
ตลอดเส้นทาง เถียนไฉ่ฮวาและหลี่ซิ่วเสียนต่างก็พากันซักไซ้ไถ่ถามเรื่องราวเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยในเมืองหลวงจากเจียงตงไม่หยุดหย่อน พวกเธออยากรู้เคล็ดลับว่าเขาทำอย่างไรถึงสามารถสอบเข้าสถาบันอันทรงเกียรติแห่งนั้นได้
หลี่ซิ่วเสียนจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาหมดจดของเจียงตงแล้วเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มหวานหยด "เสี่ยวตงจ๊ะ พี่มีลูกพี่ลูกน้องอยู่คนหนึ่งนะ ทั้งสวยทั้งนิสัยดีเลยทีเดียว สนใจจะให้พี่แนะนำให้รู้จักกันเอาไหมจ๊ะ"
โจวเฉิงเซินที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบขัดขึ้นทันที "คุณพอได้แล้วน่า! เสี่ยวตงเขามีแฟนแล้ว คุณก็รู้"
เจียงตงชะงักไปเล็กน้อย เขายังจำได้ดีว่าในวันที่พี่สาวย้ายเข้าบ้านใหม่ เขาพาเสี่ยวเหยียนมาเปิดตัวด้วย ไม่คาดคิดเลยว่าพี่สะใภ้รองจะยังกล้าเอ่ยปากพูดแบบนี้ออกมาได้อีก
เขาส่งยิ้มสุภาพกลับไป "ผมมีแฟนแล้วจริงๆ ครับพี่สะใภ้ พี่เองก็เคยเจอเธอแล้วไงครับ ก็คือเสี่ยวเหยียน เพื่อนของพี่เจียงเซี่ยนั่นแหละครับ"
แน่นอนว่าหลี่ซิ่วเสียนรู้ดีว่าเจียงตงมีคู่ควงอยู่แล้ว แต่เพชรเม็ดงามอย่างเจียงตง จะปล่อยให้หลุดมือไปเป็นของคนนอกตระกูลได้อย่างไร
เธอยังคงไม่ยอมแพ้ "ก็แค่คบหากันดูใจเฉยๆ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแต่งงานกันซะหน่อยนี่นา เธอลองเปิดใจคบหาดูหลายๆ คนก็ได้นี่จ๊ะ ถึงเวลาจริงค่อยเลือกคนที่เพียบพร้อมและดีที่สุดมาเป็นภรรยา"
โจวเฉิงเซินสวนกลับด้วยน้ำเสียงประชดประชันทันที "คุณพูดถูกเผงเลย ตอนนั้นที่มีคนแนะนำผู้หญิงให้ผม ทำไมผมนึกไม่ถึงนะว่าควรจะบอกแม่ให้ผมได้เลือกดูตัวสักสี่ซ้าห้าคนก่อน แล้วค่อยตัดสินใจเลือกคนที่เพียบพร้อมที่สุด"
หลี่ซิ่วเสียนถึงกับหน้าชาเผือด พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เถียนไฉ่ฮวาที่นั่งฟังอยู่เงียบๆแค่นเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ ช่างเป็นคางคกขึ้นวอ คิดจะกินเนื้อหงส์ทองจริงๆ! จะแนะนำลูกพี่ลูกน้องของตัวเองให้เจียงตงอย่างนั้นเหรอ ฝันไปเถอะ! เด็กสาวบ้านๆ คนนั้นมีอะไรคู่ควรกับเจียงตงบ้าง ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย!
หลังจากเดินทางมาได้ราวหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงเขตหมู่บ้านที่คุณตาอาศัยอยู่
ขณะที่เจียงตงกำลังขับรถเลี้ยวผ่านปากทางเข้าหมู่บ้าน สายตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นตัวอักษรที่สลักอยู่บนก้อนหินขนาดใหญ่ข้างทางจนต้องชะงักไป...หมู่บ้านสกุลเย่
นี่มัน... หมู่บ้านของเย่เสียนไม่ใช่หรือ? เขาจำได้ลางๆ ว่าเย่เสียนเคยบอกว่าหมู่บ้านเกิดของเธอชื่อ "หมู่บ้านสกุลเย่"
เขาจึงเอ่ยปากถามขึ้นเพื่อความแน่ใจ "คุณลุงครับ เรากำลังจะไปที่หมู่บ้านสกุลเย่เหรอครับ"
พ่อโจวที่นั่งอยู่เบาะหน้าตอบกลับมา "ไม่ใช่หรอก เราจะไป 'หมู่บ้านเหลยอู' ต้องขับตรงเข้าไปอีกหน่อย แถบนี้มีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่รวมกันหลายแห่ง มีทั้งคนสกุลเย่ สกุลสวี่ สกุลเหลย สกุลถาน เยอะแยะไปหมด"
"อ้อ ครับ" เจียงตงพยักหน้ารับรู้ จะใช่หรือไม่ใช่ก็คงไม่สำคัญอะไรอีกแล้ว ถ้าใช่จริงๆ ไว้ตอนโทรศัพท์คุยกับเสี่ยวเหยียนค่อยเล่าให้เธอฟังก็แล้วกัน
ในขณะเดียวกัน เย่เสียนที่กำลังเดินออกจากบ้านเพื่อไปยังสวนผักท้ายหมู่บ้าน สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นรถจี๊ปสองคันกำลังขับผ่านไปไกลๆ
ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวของเธอคือ... เจียงตงมารับ
แต่แล้วเธอก็ส่ายหัวให้กับความคิดลมๆ แล้งๆ ของตัวเอง จะเป็นไปได้อย่างไรกัน
อีกอย่าง เจียงตงไม่มีญาติพี่น้องอยู่ที่นี่ เขาจะมาเยี่ยมใครที่นี่ได้
เธอจึงได้แต่สงสัยว่าบ้านไหนในละแวกนี้กันนะที่มีญาติผู้ใหญ่ฐานะดีขนาดที่สามารถขับรถจี๊ปสองคันมาเยี่ยมเยียนถึงที่ได้
แต่แล้วเธอก็ปัดความสงสัยนั้นทิ้งไป ไม่ได้ใส่ใจอะไรอีก
*
ปีนี้ครอบครัวของคุณตาของโจวเฉิงเหล่ยได้ทดลองปลูกอ้อยพันธุ์เปลือกเขียวเอาไว้ประมาณหนึ่งงาน
แต่เดิมพวกเขาเคยปลูกเพียงไม่กี่กอในสวนผักหลังบ้าน ไว้ให้เด็กๆ ได้ตัดกินเล่นแก้อยาก แต่ปีนี้ตัดสินใจปลูกในปริมาณที่มากขึ้น
อ้อยเกือบทั้งหมดถูกขายไปจนเกลี้ยง เหลือไว้เพียงสองแถวสุดท้ายที่ตั้งใจเก็บไว้สำหรับโอกาสพิเศษ
เป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้วที่ทุกๆ ปี เมื่อครอบครัวโจวเดินทางมาเยี่ยม คุณยายจะพาเด็กๆ ไปที่ไร่อ้อยเพื่อตัดอ้อยสดๆ กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
เพราะที่บ้านของท่านก็ไม่ได้มีของดีวิเศษอะไรจะเลี้ยงดูปูเสื่อแขกผู้มาเยือน
และปีนี้ก็เช่นเคย
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เจียงตงได้เห็นไร่อ้อยกับตาตัวเอง ต้นอ้อยสูงตระหง่านขึ้นเรียงกันเป็นแถวเป็นแนว ดูคล้ายกับดงไผ่ขนาดย่อม แต่ในขณะเดียวกันก็ดูองอาจราวกับกองทหารที่ตั้งแถวรอรับคำสั่งอย่างเป็นระเบียบ เขามองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ
คุณยายลงมือตัดอ้อยลงมาสองสามลำใหญ่อย่างคล่องแคล่ว แล้วใช้มีดพร้าหั่นเป็นท่อนๆ พอดีคำ แจกจ่ายให้กับทุกคน
ท่านยื่นอ้อยสามท่อนแรกให้กับเจียงตง เจียงเซี่ย และโจวเฉิงเหล่ยก่อนใครเพื่อน พร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
"พวกหลานๆ คงไม่เคยกินอ้อยที่ยายปลูกใช่ไหมล่ะ ลองชิมดูนะ ยายตั้งใจเก็บลำที่ดีที่สุด อวบที่สุดไว้ให้พวกหลานชิมโดยเฉพาะเลยนะจะบอกให้ ปีนี้อ้อยหวานเป็นพิเศษจริงๆ"
หลี่ซิ่วเสียนเหลือบสายตามองคุณยายแวบหนึ่งด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
เพราะทุกๆ ปีที่ผ่านมา ครอบครัวของเธอต่างหากที่เป็นฝ่ายได้รับอ้อยท่อนแรกเสมอ
ทั้งสามคนน้อมรับอ้อยมาด้วยสองมืออย่างนอบน้อม พร้อมกับกล่าวขอบคุณท่านยาย
เจียงตงถือท่อนอ้อยสีเขียวสดไว้ในมือแล้วกระซิบถามเจียงเซี่ยเบาๆ "พี่ครับ ไม่ปอกเปลือกแบบนี้ แล้วเราจะกินมันยังไง"
เพราะตั้งแต่เล็กจนโต อ้อยทุกท่อนที่เขาเคยกิน ล้วนแต่ถูกปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นพอดีคำมาให้เรียบร้อยแล้ว
เจียงเซี่ยไม่ตอบอะไร เธอเพียงแค่ยกท่อนอ้อยขึ้นจรดริมฝีปาก ใช้ฟันกัดลงไปที่เปลือกแข็งๆ แล้วออกแรงดึงเพียงครั้งเดียว ฉึ่ก! เปลือกอ้อยสีเขียวก็หลุดลอกออกมาเป็นทางยาวอย่างง่ายดาย
เจียงตงถึงกับอ้าปากค้าง
พี่สาวของเขานี่ช่างเป็นคนที่ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ดีเยี่ยมจริงๆ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามโดยแท้
เมื่อเห็นดังนั้น เจียงตงจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลองทำตามพี่สาวดูบ้าง
แต่อ้อยเขียวนี่มันแข็งกว่าที่คิดไว้มาก
เจียงตงพบว่ามันแข็งจนแทบจะกัดไม่เข้า แต่เมื่อออกแรงกัดลงไปเต็มที่ น้ำอ้อยหวานฉ่ำที่ไหลซึมออกมากลับหอมหวานชื่นใจอย่างน่าประหลาด
อ้อยเหล่านี้ถูกปล่อยทิ้งไว้ในดินจนแก่ได้ที่ ความหวานจึงยิ่งเข้มข้นเป็นพิเศษ
โจวเฉิงเหล่ยจัดการปอกเปลือกอ้อยท่อนของตัวเองจนเสร็จเรียบร้อย เขายื่นมันให้กับเจียงเซี่ย แล้วจึงหยิบท่อนที่ยังไม่ได้ปอกของเธอมาจัดการต่ออย่างเงียบๆ
แม่โจวเองก็เคยปลูกอ้อยเช่นกัน และท่านรู้ดีว่าเจียงเซี่ยโปรดปรานอ้อยเขียวเป็นพิเศษ
อ้อยเขียวมีความหวานที่สดชื่นและละมุนกว่าอ้อยดำ ไม่ใช่ว่าอ้อยดำไม่หวาน แต่รสหวานของอ้อยเขียวจะมีความใสและเบาบางกว่า ใครที่เคยได้ลิ้มลองจะเข้าใจถึงความแตกต่างนี้ได้ทันที
แต่อ้อยเขียวมีฤทธิ์เย็นกว่าอ้อยดำ และเจียงเซี่ยก็กำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ อยู่ แม่โจวจึงอดไม่ได้ที่จะเตือนไม่ให้เธอกินมากจนเกินไป
ถึงแม้เปลือกจะแข็งจนแทบหมดแรงเคี้ยว แต่เจียงตงก็จัดการอ้อยไปถึงสามท่อนติดกัน ก่อนจะลุกไปหยิบท่อนที่สี่มาแทะต่ออย่างมีความสุข
เจียงเซี่ยเห็นดังนั้นจึงเอ่ยปากเตือนน้องชาย "อย่ากินเยอะเกินไปในครั้งเดียวนะ พอกินเสร็จแล้วก็อย่าลืมเช็ดปากให้สะอาดด้วย ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะเป็นแผลร้อนในที่มุมปากเอาง่ายๆ"
เจียงตงที่เพิ่งจะงับอ้อยท่อนใหม่เข้าปากไปเต็มคำถึงกับชะงักค้าง
ทำไมไม่เตือนกันให้เร็วกว่านี้เล่า!
ในขณะนั้นเอง เย่เสียนได้แอบย่องเข้ามาใกล้ๆ เธอซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มมันสำปะหลังที่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น สายตาของเธอจับจ้องไปยังร่างของเจียงตงที่กำลังก้มหน้าก้มตาแทะอ้อยอย่างเอร็ดอร่อย ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างสุดขีด
เป็นเจียงตงจริงๆ ด้วย!
นี่หมายความว่า... เจียงตงเป็นญาติกับคนในหมู่บ้านเหลยอูอย่างนั้นเหรอ?
(จบบท)