บทที่ 460: ในอาณาเขตของหัวใจ
เสียงตอกตะปูเป็นจังหวะดังสม่ำเสมอ ก้องสะท้อนอยู่ในลานบ้านที่อาบไปด้วยแสงแดดยามสาย มันเป็นเสียงที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ของครอบครัว โจวเฉิงเหล่ยและโจวเฉิงเซิน พี่ชายคนรองของเขากำลังง่วนอยู่กับการประกอบลังไม้สี่เหลี่ยม แผ่นหลังกว้างของทั้งสองงองุ้มขณะที่มืออันแข็งแรงทำงานประสานกันอย่างรู้ใจ
แต่แล้วทุกจังหวะก็พลันสะดุดลง เมื่อเงาร่างของใครคนหนึ่งปรากฏขึ้นที่ประตูรั้ว หยุดยั้งทุกการกระทำในชั่วพริบตา
หลี่ซิ่วเสียนยืนอยู่ที่นั่นด้วยใบหน้าบึ้งตึง ดวงตาของเธอฉายแววขุ่นเคืองอย่างไม่คิดจะปิดบัง ก่อนจะกวาดมองไปทั่วลานบ้านราวกับจะจับผิด
"พี่สะใภ้รองครับ" โจวเฉิงเหล่ยเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นก่อน น้ำเสียงของเขาราบเรียบจนแทบจะไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
"พี่สะใภ้รองกลับมาแล้วเหรอคะ" เจียงเซี่ยที่กำลังคัดแยกสมุนไพรอยู่ใกล้ๆ เอ่ยทักขึ้นตามมารยาท พลางส่งรอยยิ้มบางๆ ที่ดูเหมือนจะไปไม่ถึงดวงตาไปให้
โจวเฉิงเซินยังคงนิ่งเงียบ สายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างเล็กๆ ที่วิ่งนำหน้าแม่ของตนเข้ามาในรั้วบ้านด้วยความดีใจ
"คุณพ่อ!" เสียงใสๆ ของโจวอิ๋งดังขึ้น เด็กหญิงวิ่งปราดเข้ามากระโดดเกาะแผ่นหลังกว้างของผู้เป็นบิดาอย่างโหยหา "คุณพ่อหายดีแล้วเหรอคะ ยังปวดหัวอยู่หรือเปล่า"
อ้อมแขนเล็กๆ โอบรอบคอพ่อไว้แน่น ความคิดถึงอัดแน่นอยู่ในใจจนแทบจะระเบิดออกมา ช่วงเวลาที่ต้องอยู่กับแม่ตามลำพังในเมืองนั้นช่างน่าอึดอัดเหลือเกิน คุณแม่มักจะหงุดหงิดและเกรี้ยวกราดใส่เธออยู่เสมอ ล่าสุดสมุดการบ้านของเธอก็เพิ่งถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ด้วยอารมณ์เกรี้ยวโกรธนั้น ความดุดันของแม่ทำให้เด็กหญิงหวาดกลัวจนแทบอยากจะหยุดหายใจ
โจวเฉิงเซินรีบประคองร่างลูกสาวไว้ให้มั่นคง สัมผัสอุ่นๆ จากร่างเล็กทำให้หัวใจของเขาอ่อนยวบลง รอยยิ้มที่หาได้ยากปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"พ่อหายแล้ว ไม่ปวดแล้ว"
ภาพความผูกพันของสองพ่อลูกยิ่งราดน้ำมันลงบนกองไฟในใจของหลี่ซิ่วเสียนให้ลุกโชน เธอเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ หันหลังกลับไปกระชากรถจักรยานที่จอดพิงไว้แล้วเข็นมันมุ่งตรงไปยังบ้านเก่าของตระกูลโจวอย่างไม่คิดจะเหลียวหลัง
ในหัวของเธอมีแต่คำถามที่เต็มไปด้วยความคับข้องใจ หายป่วยตั้งนานแล้ว แต่ทำไมยังดึงดันที่จะปักหลักอยู่ในหมู่บ้าน ไม่ยอมกลับไปใช้ชีวิตครอบครัวที่บ้านในเมืองเสียที นี่มันหมายความว่ายังไงกัน เขาคิดจะปล่อยให้เธอแบกรับภาระทุกอย่างไว้คนเดียวใช่ไหม ทั้งงานประจำที่ต้องทำไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ทั้งอาหารสามมื้อของลูกที่ต้องคอยจัดหา ไหนจะการบ้านที่ต้องคอยเคี่ยวเข็ญสอนสั่งอีก เขารู้บ้างหรือเปล่าว่าแต่ละวันที่ผ่านไปมันหนักหนาสาหัสสำหรับเธอแค่ไหน
หากไม่เป็นเพราะวันนี้อากาศเป็นใจจนทำให้พรุ่งนี้สามารถออกเรือหาปลาได้ เธอก็คงไม่มีวันเหยียบกลับมาที่นี่เด็ดขาด!
โจวเฉิงเซินเลือกที่จะเมินเฉยต่อท่าทีของภรรยา เขาให้ความสนใจกับแก้วตาดวงใจตรงหน้าเพียงผู้เดียว "อิ๋งอิ๋ง ไปเล่นกับพี่โจวโจวก่อนนะลูก ตอนนี้พี่ๆ เขาไปจับลูกอ๊อดกันที่ทุ่งนาโน่นแน่ะ พ่อต้องรีบตอกลังไม้นี่ให้เสร็จ"
"ค่ะคุณพ่อ" โจวอิ๋งรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะค่อยๆ คลายอ้อมแขนแล้วปีนลงจากหลังของบิดาอย่างคล่องแคล่ว แล้ววิ่งออกไปจากบ้านเพื่อตามหาเพื่อนเล่น
ช่างเป็นจังหวะที่พอเหมาะพอเจาะ เมื่อโจวโจว โจวเหวินกวง และโจวเจี๋ย เดินเรียงแถวกลับเข้ามาในบ้านพอดี ในมือของพวกเขาประคองถ้วยเคลือบสภาพเก่าคร่ำคร่ามาด้วยความระมัดระวัง ภายในถ้วยนั้นมีสิ่งมีชีวิตตัวน้อยสีดำสนิทว่ายวนอยู่สิบกว่าตัว พวกเขาบรรจงเทลูกอ๊อดลงในอ่างไม้ขนาดใหญ่ที่เติมน้ำไว้แล้วอย่างเบามือ
จักรวาลใบเล็กได้ถือกำเนิดขึ้นในอ่างไม้นั้น เด็กทั้งสี่คนก้มตัวลงจนก้นชี้ฟ้า ชะโงกหน้าเข้าไปใกล้จนแทบจะติดผิวน้ำ ดวงตาของแต่ละคนเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นระคนสงสัย เสียงเล็กๆ เจรจากันเจี๊ยวจ๊าว ทายกันว่าต้องใช้เวลากี่วันกว่าที่เจ้าจุดดำๆ เหล่านี้จะมีขาหลังงอกออกมา แล้วอีกกี่วันถึงจะมีขาหน้า ก่อนจะกลายร่างเป็นกบตัวเขียวอย่างสมบูรณ์
เมื่อลังล่อผึ้งทั้งสามใบถูกประกอบขึ้นจนเสร็จสมบูรณ์ โจวเฉิงเหล่ยและเจียงเซี่ยก็ช่วยกันยกมันไปยังลานบ้านเก่าเพื่อเข้าสู่กระบวนการเตรียมลังที่สำคัญ
โจวเฉิงเซินเลือกที่จะไม่ตามไป เขาไม่อยากเผชิญหน้ากับหลี่ซิ่วเสียนให้ต้องขุ่นข้องหมองใจกันไปมากกว่านี้ การหลีกเลี่ยงจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ชายหนุ่มจึงอาสาอยู่ทำอาหารกลางวันที่บ้านหลังนี้แทน
ณ ลานบ้านเก่า โจวเฉิงเหล่ยเดินหายเข้าไปในส่วนของห้องครัวที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ก่อนจะออกมาพร้อมกับฟางข้าวแห้ง เศษไม้ และเศษรังผึ้งสีเข้มสองสามชิ้น ซึ่งเขาได้มาจากคนเลี้ยงผึ้งเจ้าประจำในคอมมูนข้างเคียงตอนที่แวะไปซื้อน้ำผึ้งและไขผึ้งเมื่อวันก่อน
ชายหนุ่มบรรจุฟางและเศษไม้ลงในลังใบแรก ก่อนจะจุดไฟขึ้นอย่างชำนาญ
เพียงครู่เดียว ควันไฟก็เริ่มลอยอ้อยอิ่งออกมาจากลังไม้ หลี่ซิ่วเสียนที่นั่งหน้าเง้าอยู่ในบ้านได้กลิ่นไหม้ก็รีบเดินออกมาดู พอเห็นว่าสามีภรรยาคู่น้องกำลังก่อไฟกันกลางลานบ้าน ความโกรธที่เพิ่งจะสงบลงก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
"นี่พวกเธอจะมาจุดไฟทำอะไรกันตรงนี้! ทำไมไม่ยกไปทำที่ทุ่งนาไกลๆ โน่นเล่า! ก่อเรื่องให้ต้องมาเก็บกวาดทำความสะอาดอีกแล้ว เห็นไหมว่ามันทำให้ลานบ้านสกปรกเลอะเทอะไปหมด!"
โจวเฉิงเหล่ยเหลือบมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดของพี่สะใภ้เพียงแวบเดียว ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นชายิ่งกว่าสายลมฤดูหนาว "แล้วมันทำให้ลานบ้านของคุณสกปรกหรือยังไงครับ"
เจียงเซี่ยไม่ได้หันไปมองด้วยซ้ำ มือของเธอยังคงสาละวนอยู่กับการเตรียมของข้างๆ สามี แต่คำพูดที่เปล่งออกมานั้นคมกริบไม่แพ้กัน "ก็ฉันชอบจุดไฟในลานบ้านของฉันนี่คะ มีความสุขที่ได้ทำอะไรในพื้นที่ของตัวเอง พี่สะใภ้รองคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องหรือคะ"
คำพูดสวนกลับที่ทั้งเฉียบขาดและพร้อมจะปะทะทำให้หลี่ซิ่วเสียนถึงกับพูดไม่ออก ลมหายใจของเธอติดขัดอยู่ในลำคอ "..."
นี่พวกเขา...สามีภรรยาคู่นี้กล้ารวมหัวกันต่อต้านเธออย่างนั้นหรือ
หญิงสาวรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ เธอทำได้เพียงสะบัดหน้าอย่างแรง เดินกระทืบเท้าปึงปังกลับเข้าไปหลบอยู่ในกระดองแห่งความขุ่นเคืองของตัวเองในบ้าน
เมื่อไฟในลังลุกโชนได้ที่ โจวเฉิงเหล่ยก็แบมือไปตรงหน้าเจียงเซี่ย "ขอรังผึ้งหน่อย"
"โยนเข้าไปในไฟเลยเหรอคะ"
"อืม"
เจียงเซี่ยหยิบเศษรังผึ้งโยนเข้าไปในกองไฟด้วยตัวเอง ในทันใดนั้น ควันสีขาวหนาทึบก็พวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของรังผึ้ง
พวกเขาปล่อยให้ความร้อนและควันรมอยู่ภายในลังไม้สักพักใหญ่ จนกระทั่งผิวไม้สนด้านในเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำเกรียม โจวเฉิงเหล่ยจึงค่อยๆ คว่ำลังลงเพื่อเทเถ้าถ่านและเชื้อไฟที่ยังคุอยู่ด้านในออกมา จากนั้นจึงใช้คบไฟที่ยังลุกไหม้อยู่ รมผิวด้านนอกของลังจนกลายเป็นสีดำสนิทเช่นเดียวกัน
กระบวนการรมดำหรือ 'คาร์บอไนซ์' นี้เป็นภูมิปัญญาของคนเลี้ยงผึ้งมาแต่โบราณ แม้จะดูเรียบง่ายแต่กลับให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม ผึ้งเป็นสัตว์ที่ชื่นชอบสภาพแวดล้อมที่มืดและสงบ การรมดำลังไม้จึงเปรียบเสมือนการเชื้อเชิญพวกมันให้เข้ามาสร้างอาณาจักรแห่งใหม่ นอกจากนี้ความร้อนยังช่วยกำจัดกลิ่นไม้ใหม่ ฆ่าเชื้อโรคและปรสิตต่างๆ ทั้งยังช่วยให้เนื้อไม้มีความแข็งแกร่งทนทานต่อสภาพอากาศได้ดียิ่งขึ้น
หลังจากลังไม้เย็นลง โจวเฉิงเหล่ยก็ใช้ผ้าชุบน้ำเกลือเช็ดทำความสะอาดด้านในอีกครั้ง ในขณะที่เจียงเซี่ยนำไขผึ้งก้อนโตไปตั้งไฟอ่อนๆ จนมันละลายกลายเป็นของเหลวสีเหลืองอำพันส่งกลิ่นหอมหวานไปทั่วบริเวณ
กลิ่นหอมนั้นช่างทรงพลัง ช่วงเวลานี้ของปี ท้องทุ่งรอบหมู่บ้านเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ที่กำลังเบ่งบานอวดสีสัน โดยเฉพาะต้นผีผาหลังบ้านของคุณย่าทวดที่กำลังออกดอกสะพรั่งจนกลายเป็นแหล่งชุมนุมของเหล่าผึ้งงาน เพียงไม่นานหลังจากเจียงเซี่ยเริ่มต้มไขผึ้ง กลิ่นของมันก็ทำหน้าที่เป็นทูตสันถวไมตรี ดึงดูดผึ้งสอดแนมสองสามตัวให้บินเข้ามาสำรวจถึงในลานบ้าน
โจวเฉิงเหล่ยจึงเริ่มนำไขผึ้งที่ละลายแล้วมาทาเคลือบผนังด้านในของลังอย่างพิถีพิถัน โดยจะทาให้หนาเป็นพิเศษบริเวณฝาปิดและช่องทางเข้าออก ด้วยอากาศที่ค่อนข้างเย็นในวันนี้ ทำให้ไขผึ้งแข็งตัวเคลือบผิวไม้ได้อย่างรวดเร็ว
ขั้นตอนสุดท้ายคือการใช้ดินเหนียวที่ผสมน้ำจนหนืดได้ที่ อุดตามรอยแยกหรือรูพรุนเล็กๆ บนลังไม้ให้สนิทเพื่อป้องกันลมและความชื้น แม้เขาจะเคยเห็นคนเลี้ยงผึ้งบางคนใช้มูลวัวซึ่งหาง่ายกว่าในการอุด แต่โจวเฉิงเหล่ยก็ยังคงเลือกใช้ดินเหนียวที่สะอาดกว่า
เขาอุ้มลังใบแรกที่เสร็จสมบูรณ์แล้วไปติดตั้งไว้บริเวณมุมสงบใต้ชายคาของบ้านเก่า ที่แห่งนั้นเป็นจุดที่กำบังทั้งลมและฝน อีกทั้งยังร่มรื่นเย็นสบายตลอดทั้งวัน ผึ้งเป็นสัตว์รักสงบและไม่ชอบอากาศร้อน สภาพแวดล้อมที่อุ่นในฤดูหนาวและเย็นในฤดูร้อนเช่นนี้จึงเปรียบดั่งคฤหาสน์ชั้นเลิศสำหรับพวกมัน การที่มีสวนผลไม้อยู่ใกล้ๆ ก็ยิ่งเพิ่มความน่าดึงดูดใจให้มากขึ้นไปอีก
ลังผึ้งอีกสองใบที่เหลือ โจวเฉิงเหล่ยตั้งใจว่าจะนำมันไปวางไว้บนเนินเขานอกหมู่บ้านในเช้าวันรุ่งขึ้น เพื่อขยายอาณาจักรแห่งความหวานให้กว้างไกลออกไป
รุ่งอรุณของวันใหม่มาพร้อมกับอากาศที่สดใส โจวเฉิงเหล่ยกลับมาจากการวิ่งออกกำลังกายตามกิจวัตรประจำวัน เหงื่อที่ชุ่มกายบ่งบอกถึงความแข็งแกร่ง เขาไม่รอช้าที่จะหยิบลังผึ้งอีกสองใบที่เหลือขึ้นมาเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง
"ฉันไปด้วยคนนะคะ" เจียงเซี่ยเอ่ยขึ้น เธออยากจะเห็นสถานที่ซึ่งเขาเลือกไว้ด้วยตาของตัวเอง
ทั้งสองเดินเคียงข้างกันออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า 'เนินเขา' แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นเพียงแค่เนินดินที่สูงกว่าพื้นที่โดยรอบเล็กน้อย และมีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่นเท่านั้น
"ในความคิดของฉัน" เจียงเซี่ยเอ่ยขึ้นขณะที่พวกเขาเดินลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ "ที่นี่ไม่น่าจะเรียกว่าภูเขาเลยนะคะ น่าจะเรียกว่าป่าละเมาะมากกว่า"
โจวเฉิงเหล่ยหัวเราะในลำคอ มือของเขากระชับมือของเธอให้แน่นขึ้น "คนในหมู่บ้านเขาเรียกกันมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่าแล้วน่ะครับ มันเลยติดปากไปแล้ว ก็เหมือนกับที่บ้านคุณตาของคุณนั่นแหละ พวกเขาเรียกตลิ่งริมแม่น้ำว่า 'ชายทะเล' ทั้งๆ ที่มันเป็นน้ำจืด"
คำพูดของเขาทำให้เจียงเซี่ยอมยิ้ม เธอจำได้ดีถึงความประหลาดใจของตัวเองในครั้งแรกที่ได้ยินลูกพี่ลูกน้องของเขาชวนไป 'เที่ยวทะเล' เพื่อหาหอยจับปลา แต่ภาพที่เห็นกลับเป็นเพียงริมฝั่งแม่น้ำกว้างที่มีหาดทรายเล็กๆ เท่านั้น สิ่งเดียวที่พอจะเหมือนกันก็มีเพียงหาดทรายเท่านั้นจริงๆ
ทั้งสองช่วยกันมองหาทำเลที่เหมาะสมที่สุด จนกระทั่งมาหยุดอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาราวกับจะโอบอุ้มทุกสรรพสิ่งไว้
"ไม่กลัวเหรอครับ" โจวเฉิงเหล่ยถามขณะวางลังไม้ลงบนพื้นดินที่อ่อนนุ่ม
"ไม่กลัวค่ะ" เธอมองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกสงบ
เนินเขาแห่งนี้คือหัวใจของหมู่บ้าน เป็นสุสานบรรพชนที่คอยปกปักรักษาลูกหลานให้อยู่เย็นเป็นสุข บริเวณโดยรอบรายล้อมไปด้วยแปลงผัก สวนมันเทศ และไร่ถั่วลิสงที่เจริญงอกงาม บัดนี้เธอเข้าใจแล้วว่าเหตุใดพี่สะใภ้ใหญ่จึงไม่กล้าออกมาเก็บผักในยามวิกาล ในเวลากลางคืนที่นี่คงจะวังเวงน่าดู แต่ภายใต้แสงตะวันอันอบอุ่นเช่นนี้ มันกลับให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์และน่าเคารพยำเกรง
ขณะที่โจวเฉิงเหล่ยเริ่มใช้ค้อนตอกหลักไม้เพื่อยึดลังให้มั่นคง เขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบสนิทราวกับกำลังเล่าเรื่องของคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง "คุณรู้ไหม...ที่ตรงนี้คือที่ที่พ่อผมมาดูไว้ให้ ตอนที่ผมบาดเจ็บสาหัสจนทุกคนคิดว่าผมคงไม่รอดแล้ว ท่านได้รับข่าวก็เลยดั้นด้นมาหาทำเลฮวงซุ้ยดีๆ ที่นี่...ไว้สำหรับผม"
คำพูดนั้นทำให้เจียงเซี่ยถึงกับนิ่งงันไป หัวใจของเธอกระตุกวูบด้วยความเจ็บปวด "..."
"คุณจะไม่มีวันได้ใช้มันแน่นอน" เธอพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ช่วยจับลังไม้ให้เขาตอกตะปูได้สะดวกขึ้น "คุณจะต้องอายุยืนเป็นร้อยๆ ปี"
โจวเฉิงเหล่ยหยุดมือชั่วครู่ หันมาสบตากับเธอ ดวงตาของเขาอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด "อืม... ผมจะอยู่กับคุณไปจนแก่เฒ่า เราจะอายุยืนไปด้วยกัน"
คำมั่นสัญญานั้นเรียบง่ายแต่กลับทรงพลังยิ่งกว่าคำพูดใดๆ
หลังจากติดตั้งลังใบแรกเสร็จ เขาก็หากิ่งไม้และใบไม้แห้งมาวางคลุมไว้ด้านบนเพื่อเป็นฉนวนกันความร้อนและช่วยบังสายฝน จากนั้นทั้งสองก็พากันเดินลึกเข้าไปในป่าอีกหน่อยเพื่อติดตั้งลังใบสุดท้าย
กว่าภารกิจในวันนี้จะลุล่วง เข็มนาฬิกาก็ชี้บอกเวลาเก้าโมงกว่าเสียแล้ว
เมื่อกลับถึงบ้าน โจวเฉิงเหล่ยก็ตรงไปเรียกพ่อโจวและโจวหย่งกั๋วให้เตรียมตัวออกเรือทันที แม้ว่าเรือของบ้านใหญ่และบ้านรองจะมุ่งหน้าสู่ท้องทะเลไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางตอนตีสี่แล้วก็ตาม นี่เป็นการออกเรือครั้งแรกอย่างเป็นทางการหลังเทศกาลปีใหม่ผ่านพ้นไป ทุกคนจึงเปี่ยมไปด้วยความหวังและความกระตือรือร้น
อันที่จริง ชาวประมงหลายคนในหมู่บ้านได้เริ่มออกเรือกันไปบ้างแล้ว บางคนถึงกับท้าทายสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย เพราะความยากจนและความจำเป็นบังคับให้พวกเขาต้องดิ้นรนหาเงินมาจุนเจือครอบครัว
เช่นเดียวกับครอบครัวของลุงตง สามพี่น้องอย่างโจวกั๋วตงต้องผลัดเปลี่ยนกันออกเรือไม่ได้หยุดหย่อนแม้แต่ในช่วงปีใหม่ เพื่อหาเงินมาเป็นค่ารักษาพยาบาลให้กับบิดาที่ล้มป่วยหนัก ช่วงเทศกาลเป็นช่วงที่อาหารทะเลมีราคาสูงที่สุด เพราะความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล พวกเขาจึงต้องยอมสละวันพักผ่อนเพื่อไขว่คว้าโอกาสนี้ไว้
โจวกั๋วตงเป็นชายหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยความกตัญญูรู้คุณคน เมื่อเขารู้ว่าบ้านของโจวเฉิงเหล่ยไม่ได้ออกเรือเลยตลอดช่วงที่ผ่านมา ทุกครั้งที่กลับเข้าฝั่ง เขาก็จะนำปลาและกุ้งสดๆ ส่วนหนึ่งมาแบ่งปันให้เสมอ
ข่าวดีก็คือ ลุงตงฟื้นคืนสติได้แล้วหลังจากการผ่าตัดผ่านไปยี่สิบวัน และเพิ่งจะได้กลับมาพักฟื้นที่บ้านเมื่อวานซืนนี้เอง แม้ร่างกายของท่านจะยังไม่กลับมาเป็นปกติเต็มร้อย การพูดจาก็ยังติดขัดอยู่บ้าง แขนขาข้างหนึ่งยังอ่อนแรง แต่ท่านก็ยังสามารถค่อยๆ ประคองตัวเองให้ลุกเดินได้แล้ว เพียงแต่คงจะกลับไปทำงานหนักอย่างการออกเรือหาปลาไม่ได้อีก
เมื่อเรื่องใหญ่ผ่านพ้นไป แม่โจวผู้มีใจเมตตาก็อดไม่ได้ที่จะช่วยเป็นธุระเรื่องคู่ครองให้กับโจวกั๋วตง ชายหนุ่มผู้ขยันขันแข็งและเปี่ยมด้วยความกตัญญูเช่นนี้สมควรจะมีครอบครัวที่อบอุ่นเป็นของตัวเองได้แล้ว ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้นัดแนะเพื่อดูตัวกันในวันนี้พอดิบพอดี
เจียงเซี่ยได้ยินแผนการออกเรือในวันนี้แล้วจึงตัดสินใจที่จะไม่ติดตามไปด้วย การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการจับปลา แต่เป็นการเดินทางไปยังเกาะเล็กๆ เพื่อเก็บกู้แนวเชือกที่ใช้สำหรับเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่กลับมา ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งกำลังและความชำนาญ เธอรู้ดีว่าตัวเองคงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก มิหนำซ้ำอาจจะกลายเป็นตัวเกะกะขวางทางพวกเขาทำงานเสียเปล่าๆ
เธอจึงเลือกที่จะอยู่ที่บ้าน ทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด นั่นคือการเข้าครัวเพื่อช่วยเตรียมอาหารมื้อใหญ่สำหรับต้อนรับเหล่าวีรบุรุษแห่งท้องทะเลที่จะกลับมาในตอนเย็น
(จบบท)