บทที่ 527: บทเรียนที่ต้องจดจำ
หลังจากที่โจวเฉิงเซินเดินทางกลับมาถึงบ้านได้เพียงวันเดียว เขาก็ไม่รอช้าที่จะจัดการเรื่องย้ายโรงเรียนให้กับโจวอิ๋งลูกสาวของเขาทันที ในที่สุดวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายที่โจวอิ๋งจะต้องเดินทางไปเรียนที่โรงเรียนในเมือง เพราะตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เด็กหญิงจะได้กลับไปเรียนที่โรงเรียนในหมู่บ้านซึ่งอยู่ใกล้บ้านมากกว่าเดิมแล้ว
ความจริงแล้วหากจะว่ากันตามตรง สภาพแวดล้อมและคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนในหมู่บ้านนั้นยังคงเทียบไม่ได้กับโรงเรียนในเมืองที่เพียบพร้อมกว่าในทุกๆ ด้าน
แต่ด้วยภาระหน้าที่การงานของโจวเฉิงเซินที่รัดตัว เขาต้องเข้าทำงานแต่เช้า และบ่อยครั้งที่ต้องทำงานล่วงเวลาไปจนถึงมืดค่ำ ไหนจะมีการนัดหมายสังสรรค์กับลูกค้าและเพื่อนร่วมงานอีกเป็นครั้งคราว ทำให้เขาไม่สามารถจัดสรรเวลามาดูแลลูกสาวได้อย่างเต็มที่
โดยเฉพาะช่วงเวลาเลิกเรียนของโรงเรียนประถมนั้นเร็วกว่าเวลาเลิกงานของเขาอยู่มากโข การจะหาคนไปรับโจวอิ๋งกลับบ้านจึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความลำบากใจให้กับเขาไม่น้อย
ด้วยเหตุนี้เอง การย้ายโจวอิ๋งกลับมาเรียนที่โรงเรียนในหมู่บ้านจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด อย่างน้อยก็มีพ่อกับแม่ของเขาคอยช่วยดูแลหลานสาวให้ได้ การไปโรงเรียนและการกลับบ้านของโจวอิ๋งก็จะสะดวกสบายขึ้นมาก เพียงแค่เดินทางไปพร้อมกับหลานๆในบ้านก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีใครคอยไปรับไปส่งให้วุ่นวายอีกต่อไป
ในเย็นวันนี้ โจวเฉิงเหล่ยจึงรับหน้าที่เป็นคนไปรับโจวอิ๋งที่โรงเรียนในเมืองอีกครั้ง ซึ่งนี่ก็ถือเป็นการไปรับเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เธอจะย้ายโรงเรียนอย่างเป็นทางการ ส่วนเจียงเซี่ยไม่ได้เดินทางมาด้วย เพราะตอนที่เขาออกจากบ้านไป เธอยังคงนอนหลับพักผ่อนอยู่บนเตียงอย่างสบายอารมณ์
เมื่อคืนที่ผ่านมา เจียงเซี่ยเกิดเป็นตะคริวที่ขาขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำให้เธอต้องตื่นกลางดึก แม้จะพยายามข่มตาหลับต่อเท่าไหร่ก็นอนไม่หลับ กว่าจะผล็อยหลับไปได้อีกครั้งก็เกือบจะรุ่งสางแล้ว ส่งผลให้ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาเธอแทบไม่ได้นอนเลย พอถึงช่วงบ่ายเธอจึงรู้สึกง่วงงุนและต้องการพักผ่อนมากกว่าปกติ
เมื่อเสียงออดเลิกเรียนดังขึ้น โจวอิ๋งก็วิ่งออกมาจากประตูโรงเรียนด้วยท่าทางร่าเริงสดใส ใบหน้าเล็กๆ ของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้ม โจวเฉิงเหล่ยที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วจึงอ้าแขนรับร่างเล็กๆ ของหลานสาวเอาไว้ ก่อนจะอุ้มเธอขึ้นมาแล้วเดินตรงไปยังรถมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่ไม่ไกล
"พรุ่งนี้ก็จะย้ายโรงเรียนแล้ว วันนี้ได้บอกลาเพื่อนๆ ที่โรงเรียนหรือยัง" เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"บอกแล้วค่ะ" โจวอิ๋งตอบรับอย่างแข็งขัน ขณะที่แขนเล็กๆ ทั้งสองข้างของเธอก็โอบรอบลำคอของอาเล็กเอาไว้แน่น ดวงตากลมโตของเธอสอดส่ายมองไปด้านหลังของเขาอย่างใคร่รู้
ในจังหวะนั้นเอง สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นหลี่ซิ่วเสียนที่กำลังเดินออกมาจากโรงเรียนพอดี วันนี้อดีตสะใภ้รองของบ้านโจวแต่งตัวสวยเป็นพิเศษ เธอสวมกระโปรงชุดใหม่ที่ดูงดงามราวกับจะไปออกงานสำคัญที่ไหนสักแห่ง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะเลี่ยวรุ่ยเสียงได้นัดหมายว่าจะมารับเธอไปรับประทานอาหารเย็นด้วยกันในวันนี้
"หนูไปบอกลาคุณแม่มาด้วยนะคะ คุณแม่ให้ลูกอมหนูมาด้วยล่ะค่ะ" โจวอิ๋งพูดเจื้อยแจ้วด้วยความดีใจ
โจวเฉิงเหล่ยได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู "อิ๋งอิ๋งของอาเป็นเด็กดีจริงๆ เลยนะ"
เขากล่าวชมเชย ก่อนจะวางร่างของหลานสาวลงบนเบาะรถมอเตอร์ไซค์อย่างเบามือ จากนั้นก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบซองขนมปังกรอบออกมาส่งให้
"นี่เป็นขนมที่คุณอาสะใภ้เล็กเตรียมไว้ให้เรานะ นั่งดีๆ ล่ะ เดี๋ยวอาจะขับรถแล้วนะ"
พูดจบเขาก็คร่อมขึ้นนั่งบนรถมอเตอร์ไซค์ สตาร์ทเครื่องยนต์ แล้วบิดคันเร่งออกไปจากบริเวณหน้าโรงเรียนอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่รถมอเตอร์ไซค์เคลื่อนตัวออกไปได้ราวสิบกว่าเมตร โจวเฉิงเหล่ยก็เหลือบมองกระจกมองหลังตามความเคยชิน ทันใดนั้นเอง สายตาของเขาก็พลันเห็นภาพเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน หญิงร่างท้วมคนหนึ่งกำลังปรี่เข้าไปหาหลี่ซิ่วเสียนที่เพิ่งจะเดินพ้นประตูโรงเรียนออกมาไม่กี่ก้าว มืออวบหนาของหล่อนกระชากกลุ่มผมของหลี่ซิ่วเสียนอย่างแรง ก่อนจะเงื้อมือขึ้นตบฉาดเข้าที่ใบหน้าของเธออย่างเต็มเหนี่ยว พร้อมกับตวาดเสียงดังลั่นว่า "นังสารเลว!"
โจวเฉิงเหล่ยเห็นดังนั้นก็รีบหักเลี้ยวรถมอเตอร์ไซค์ไปอีกทางหนึ่งในทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์อันน่าอึดอัดใจนี้ โชคดีที่โจวอิ๋งกำลังก้มหน้าก้มตาแกะห่อขนมปังกรอบอย่างขะมักเขม้น จึงไม่ทันได้สังเกตเห็นเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย
เมื่อโจวเฉิงเหล่ยพาโจวอิ๋งกลับมาถึงบ้าน เจียงเซี่ยก็ตื่นนอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากตื่นขึ้นมาเธอก็หาผลไม้ เนื้อแห้ง และปลาตัวเล็กทอดกรอบมารับประทานรองท้อง
เจียงเซี่ยเห็นโจวอิ๋งกลับมาถึงก็บอกให้หลานสาวหาอะไรกินแล้วพักผ่อนเสียก่อน
"น้องโจวโจวล่ะคะ*" โจวอิ๋งเอ่ยถามหาลูกพี่ลูกน้องคนสนิท
"อยู่ในห้อง กำลังทำการบ้านอยู่น่ะจ้ะ"
"ถ้าอย่างนั้นหนูก็จะไปทำการบ้านเหมือนกันค่ะ"
โจวอิ๋งคิดในใจว่าถ้าทำการบ้านเสร็จเร็วเท่าไหร่ ก็จะได้ออกไปวิ่งเล่นเร็วขึ้นเท่านั้น ส่วนขนมก็สามารถหยิบออกไปกินข้างนอกระหว่างเล่นกับเพื่อนๆ ได้ แถมยังแบ่งให้เพื่อนคนอื่นๆ กินได้อีกด้วย แบบนี้ใครๆ ก็จะยอมเชื่อฟังและเล่นกับเธอแต่โดยดี
เมื่อคิดได้ดังนั้น โจวอิ๋งจึงรีบสะพายกระเป๋านักเรียนวิ่งกลับเข้าไปในห้องเพื่อทำการบ้านทันที การบ้านของเด็กนักเรียนชั้นประถมนั้นมีไม่มากนัก แค่คัดลอกคำศัพท์ใหม่ๆ จากบทเรียน กับทำแบบฝึกหัดคำนวณอีกไม่กี่ข้อก็เป็นอันเสร็จสิ้น
หลังจากโจวอิ๋งเข้าห้องไปแล้ว เจียงเซี่ยก็หันไปชวนโจวเฉิงเหล่ย "เราออกไปเดินเล่นที่ชายหาดกันหน่อยไหมคะ"
การนอนพักผ่อนตลอดช่วงบ่ายทำให้เธอรู้สึกเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวไปหมด เธอจึงอยากจะออกไปยืดเส้นยืดสายเสียหน่อย อีกทั้งยังกลัวว่าถ้านอนกลางวันมากเกินไป คืนนี้อาจจะนอนไม่หลับอีกก็เป็นได้
โจวเฉิงเหล่ยตอบกลับภรรยาว่า "ตอนที่ผมขี่รถกลับมาเมื่อกี้ ผมเห็นว่าน้ำทะเลกำลังลดลงพอดีเลยครับ มีชาวบ้านออกไปขุดหาหอยลิ้นนางรมกันเยอะแยะเลย ไม่รู้ว่าคุณเคยกินหรือเปล่า รสชาติอร่อยมากเลยนะครับ สนใจจะไปขุดหาดูไหม"
ตอนนี้ก็เป็นเวลาเย็นแล้ว หากใช้เวลาสักชั่วโมงก็น่าจะพอขุดหาหอยได้มากพอสำหรับอาหารมื้อค่ำหนึ่งมื้อ คืนนี้เขาตั้งใจว่าจะทำข้าวต้มหอยและหอยลิ้นนางรมนึ่งกระเทียมวุ้นเส้นให้เจียงเซี่ยได้รับประทาน
เจียงเซี่ยไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อของหอยชนิดนี้มาก่อน แต่เมื่อได้ฟังคำชักชวนของสามี เธอก็รู้สึกสนใจขึ้นมาทันที "ไปสิคะ ไปกัน"
เมื่อได้ยินคำตอบรับจากภรรยา โจวเฉิงเหล่ยก็ไม่รอช้า รีบไปหยิบถังน้ำและจอบมาเตรียมพร้อม ก่อนจะหันไปบอกแม่โจวว่า "แม่ครับ ผมกับเซี่ยเซี่ยจะไปหาหอยที่ทะเลนะครับ"
"ไปเถอะลูก พ่อของลูกก็ออกไปตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว เห็นว่าวันนี้มีหอยแดงเยอะแยะเลย ขุดกลับมาเยอะๆ นะ คืนนี้จะได้เอามาทำข้าวต้มกินกัน"
หอยลิ้นนางรมนั้นบางคนก็เรียกว่าหอยแดง เพราะเปลือกของมันมีสีแดงอมชมพูระเรื่อ ซึ่งแม่โจวเองก็ชื่นชอบรสชาติของหอยชนิดนี้เป็นอย่างมาก
ในขณะนั้นเอง เถียนไฉ่ฮวาก็ขี่รถจักรยานผ่านมาพอดี "คุณแม่คะ จะไปขุดหอยกันเหรอคะ"
สำหรับชาวประมงในหมู่บ้านแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นหอยชนิดใดที่มีเปลือก พวกเขาก็มักจะเรียกรวมๆ กันว่า "หอย" ทั้งนั้น
"แม่ไม่ไปหรอกจ้ะ พอดีว่าเซี่ยเซี่ยกับอาเหล่ยเขากำลังจะไปกันพอดี" แม่โจวตอบ
ทันทีที่เถียนไฉ่ฮวาเห็นโจวเฉิงเหล่ยกำลังเข็นรถมอเตอร์ไซค์ออกมา เธอก็เอ่ยขึ้นมาตามสัญชาตญาณว่า "ถ้างั้นฉันขอติดรถมอเตอร์ไซค์ไปด้วยคนสิ"
แต่พูดจบ เธอก็เหลือบไปเห็นท้องกลมโตของเจียงเซี่ยที่อุ้มท้องลูกแฝดสามอยู่อย่างชัดเจน เธอจึงคิดได้ว่ารถมอเตอร์ไซค์คันเล็กๆ คงไม่สามารถนั่งซ้อนกันถึงห้าคนได้อย่างแน่นอน "เอ่อ... ไม่เป็นไรดีกว่า ฉันขี่จักรยานของฉันไปเองก็ได้"
ว่าแล้วเธอก็รีบขี่จักรยานนำหน้าไปก่อนอย่างรวดเร็ว
โจวเฉิงเหล่ยเข็นรถมอเตอร์ไซค์ออกมา ก่อนจะประคองให้เจียงเซี่ยขึ้นไปนั่งอย่างระมัดระวัง จากนั้นเขาจึงขึ้นคร่อมรถสตาร์ทเครื่องยนต์ แล้วขี่ตามหลังเถียนไฉ่ฮวาไปในระยะที่ไม่ใกล้และไม่ไกลจนเกินไป
ขณะที่กำลังขี่รถอยู่นั้น ก็มีรถจักรยานคันหนึ่งขี่สวนทางมาแต่ไกล ซึ่งก็คือหลี่ซิ่วเสียนนั่นเอง
ในตอนแรกเถียนไฉ่ฮวาตั้งใจว่าจะไม่สนใจเธอ แต่สภาพของหลี่ซิ่วเสียนในตอนนี้นั้นมันช่างน่าตกใจเสียจนเธอไม่สามารถทำเป็นมองไม่เห็นได้! สภาพที่น่าสมเพชของอดีตน้องสะใภ้ทำให้เถียนไฉ่ฮวารู้สึกตื่นเต้นและสะใจอย่างบอกไม่ถูก!
"โอ๊ย! ตกใจหมดเลย! ฉันก็นึกว่ามีหมูที่ไหนขี่จักรยานอยู่บนถนน ที่แท้ก็เป็นเธอนี่เอง!" เถียนไฉ่ฮวาแสร้งทำเป็นตกใจพร้อมกับส่งเสียงเยาะเย้ย
"นี่อะไรกัน... อดีตน้องสะใภ้รอง ไปทำเรื่องผิดศีลธรรมอะไรมาจนถูกคนจับได้ แล้วโดนเขาบุกมาสั่งสอนถึงที่เลยหรือยังไงกัน"
เจียงเซี่ยเองก็สังเกตเห็นหลี่ซิ่วเสียนที่ขี่จักรยานสวนมาเช่นกัน และเธอก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ใบหน้าของหลี่ซิ่วเสียนนั้นบวมเป่งจนแทบจะดูไม่ออกเลยทีเดียว!
หลี่ซิ่วเสียนรีบดึงหมวกลงมาปิดหน้าให้ต่ำลง ก้มหน้าก้มตา แล้วรีบขี่จักรยานผ่านพวกเขาไปอย่างรวดเร็ว
เจียงเซี่ยอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองตามหลังเธอด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
เถียนไฉ่ฮวาเป็นคนประเภทที่ให้ความสำคัญกับการซุบซิบนินทาพอๆ กับการเก็บเงินได้ เธอจึงหยุดรถจักรยานเพื่อรอให้โจวเฉิงเหล่ยขี่รถเข้ามาใกล้ๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นว่า "เมื่อกี้พวกเธอเห็นหน้าของหลี่ซิ่วเสียนไหม เห็นหรือเปล่า"
โจวเฉิงเหล่ยไม่ได้ตอบคำถามของเธอ เขาเพียงแค่ขี่รถมอเตอร์ไซค์ผ่านไปเงียบๆ
เจียงเซี่ยจึงเป็นคนตอบแทน "เห็นค่ะ"
เถียนไฉ่ฮวารีบถีบจักรยานไล่ตามไปทันที เพื่อที่จะได้พูดคุยกับเจียงเซี่ยต่อ "เธอว่าต้องเป็นฝีมือของเมียหลวงของชู้รักของหล่อนแน่ๆ ใช่ไหม"
"ก็น่าจะใช่นะคะ" เจียงเซี่ยตอบกลับไป
"อาเหล่ย ตอนที่เธอไปรับอิ๋งอิ๋งที่โรงเรียนได้เห็นเหตุการณ์อะไรบ้างหรือเปล่า" เถียนไฉ่ฮวาหันไปถามโจวเฉิงเหล่ย
โจวเฉิงเหล่ยตอบเพียงสั้นๆ ว่า "ตอนผมไปรับอิ๋งอิ๋งแล้วก็ออกมาเลย ตอนนั้นเธอยังไม่ออกจากโรงเรียนด้วยซ้ำ"
คำตอบของโจวเฉิงเหล่ยทำให้เจียงเซี่ยรู้ได้ในทันทีว่าเขาจะต้องเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างแน่นอน เพราะถ้าหากเขาไม่เห็นอะไรเลยจริงๆ เขาคงจะตอบกลับไปแค่สองคำว่า "ไม่เห็น" การตอบแบบนี้เป็นการเล่นคำเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นอย่างชัดเจน!
แต่นั่นก็คงหมายความว่าเขาคงจะเห็นเหตุการณ์หลังจากที่ขี่รถออกมาไกลพอสมควรแล้ว และที่สำคัญคือโจวอิ๋งไม่ได้เห็นเหตุการณ์นั้นด้วย ไม่เช่นนั้นตอนที่เธอกลับมาถึงบ้านคงไม่มีท่าทางร่าเริงเบิกบานใจแบบนี้เป็นแน่
เจียงเซี่ยถึงกับเริ่มสงสัยว่า การที่ภรรยาหลวงบุกมาทำร้ายหลี่ซิ่วเสียนถึงหน้าโรงเรียนในครั้งนี้ อาจจะเป็นฝีมือการแจ้งเบาะแสของโจวเฉิงเหล่ยก็เป็นได้ เพราะเมื่อวานนี้กว่าเขาจะกลับมาถึงบ้านก็เป็นตอนที่เธอตื่นนอนช่วงบ่ายแล้ว พอเธอถามว่าเขาไปไหนมา เขาก็บอกเพียงแค่ว่าไปทำธุระที่คอมมูนข้างๆ เท่านั้น
เถียนไฉ่ฮวายังคงใช้สัญชาตญาณความเป็นเชอร์ล็อก โฮล์มส์ของเธอวิเคราะห์สถานการณ์ต่อไป "ถ้าอย่างนั้น ตอนนั้นหล่อนก็คงจะยังไม่โดนตบสินะ! ต้องเป็นหลังจากเลิกเรียนแล้วแน่ๆ ไม่อย่างนั้นหล่อนจะกล้าเอาหน้าบวมเป็นหัวหมูแบบนั้นไปเข้าเรียนได้ยังไงกัน! โอ๊ย! รู้อย่างนี้น่าจะไปรับอิ๋งอิ๋งเลิกเรียนเองซะก็ดี! จะได้ดูละครฉากใหญ่!"
การพลาดชมฉากเด็ดในครั้งนี้ ทำให้เธอรู้สึกเสียดายราวกับทำเงินหายไปหนึ่งร้อยหยวนเลยทีเดียว!
เจียงเซี่ยกล่าวเสริม "ก็น่าจะใช่ค่ะ ฉันเห็นเสื้อผ้าของเธอก็ดูยับๆ สกปรกนิดหน่อย แถมผมเผ้าก็ยังดูยุ่งเหยิงอีกด้วย"
"จริงเหรอ? เธอเห็นชัดขนาดนั้นเลยเหรอ? ฉันไม่ทันได้สังเกตเลย มัวแต่จ้องมองหน้าของหล่อนอยู่ ที่ว่าสกปรกน่ะ สกปรกตรงไหนเหรอ"
"ก็ตรงชายกระโปรงน่ะค่ะ ดูมีรอยเปื้อนอยู่"
เถียนไฉ่ฮวาอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองตามหลังราวกับอยากจะขี่จักรยานย้อนกลับไปหาหลี่ซิ่วเสียน เพื่อสำรวจหาร่องรอยหลักฐานเพิ่มเติม แล้วนำมาปะติดปะต่อเรื่องราวการแสดงฉากเด็ดที่ภรรยาหลวงฉีกหน้าภรรยาน้อยให้ละเอียดกว่านี้
ครั้งนี้พวกเขามาถึงชายหาดที่เป็นหาดทรายเสียส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีโคลนเลนมากนัก บนชายหาดเต็มไปด้วยชาวบ้านจำนวนมาก แต่ละคนต่างกำลังกวัดแกว่งจอบในมืออย่างขะมักเขม้น
การหาหอย เก็บหอยนานาชนิด และอาหารทะเลอื่นๆ ตามชายหาด ถือเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้ที่สำคัญของชาวบ้านในหมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้ สำหรับชาวบ้านที่ไม่มีเรือเป็นของตัวเอง การออกมาหาหอยก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการหารายได้เล็กๆ น้อยๆ มาจุนเจือครอบครัว
ดังนั้น ทุกครั้งที่น้ำทะเลลดลง ชายหาดแห่งนี้ก็จะเต็มไปด้วยผู้คนเสมอ ถึงแม้จะไม่ได้นำไปขายเพื่อสร้างรายได้ แต่การเก็บกลับไปรับประทานเองก็ถือเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย ขอเพียงแค่มีความขยันหมั่นเพียร ท้องทะเลแห่งนี้ก็พร้อมที่จะมอบอาหารทะเลให้ได้รับประทานกันอย่างไม่รู้จบ
ด้วยสภาพร่างกายในตอนนี้ เจียงเซี่ยจึงไม่สามารถลงมือขุดหาหอยเองได้ เธอทำได้เพียงแค่เดินมองหา "ตาหอย" หรือรูหายใจของหอยบนพื้นทราย แล้วชี้ให้โจวเฉิงเหล่ยเป็นคนลงมือขุด
หอยลิ้นนางรมนั้นมักจะฝังตัวอยู่ลึกลงไปในผืนทรายพอสมควร จำเป็นต้องใช้จอบในการขุดขึ้นมา
เจียงเซี่ยสังเกตเห็นว่าก่อนที่โจวเฉิงเหล่ยจะลงมือขุด เขาจะใช้จอบโกยทรายจำนวนหนึ่งมาปิดทับรูหายใจของหอยเอาไว้ก่อนเสมอ เธอจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า "ทำไมคุณถึงต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะคะ"
ในเมื่ออย่างไรเสียก็ต้องใช้จอบขุดเปิดหน้าทรายอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องเสียเวลาโกยทรายมาถมรูของมันก่อนที่จะลงมือขุดอีกเล่า
(จบบท)
ชี้แจ้ง เนื่องจากบทนี้ทำให้ผู้แปลพึ่งแน่ใจว่าโจวโจวเป็นน้องคนเล็กสุด แต่ผู้แปลได้เคยแปลคำที่อิ๋งอิ๋งเรียกโจวโจวไปว่าพี่ครั้งหนึ่งแล้ว จะพยายามไปย้อนดูแล้วแก้ให้นะคะ